สับปะรด

                                                                                                 

           คุณรู้หรือไม่ว่าสับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่มีการแปรรูปส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์สับปะรดแปรรูปที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วโลกนำเข้าจากประเทศไทย และ

มากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตสับปะรด มาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                สับปะรดที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดสำหรับบริโภคผลสดมีหลากหลายพันธุ์ ซึ่งมีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างไป ได้แก่ พันธุ์ปัตตาเวีย ตราดสีทอง นางแล ภูเก็ต และเพชรบุรี1 เป็นต้น แต่มีเพียงพันธุ์เดียวที่สามารถบริโภคสดและแปรรูปได้ ก็คือสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย นั่นเอง แต่หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นชื่อนี้ เพราะในท้องตลาดมักจะเรียกสับปะรดพันธุ์นี้ ว่า สับปะรดปราณบุรี ( ปราณบุรีเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ )  ซึ่งสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศที่สำคัญ ฉะนั้น เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับความเป็นมาของสับปะรดปัตตาเวีย กันก่อนเลยคะ  

คุณรู้หรือไม่ว่าสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ต้นแรกของไทย มาจากไหน เมื่อไร ใครเป็นคนปลูกคนแรกและปลูกที่ไหน เรามาค้นหาคำตอบเลยคะ

ย้อนกลับไป เมื่อ ปี พ.ศ. 2546 ดิฉันได้ร่วมงานกับชุมชน

บ้านฝั่งท่า  ตำบลวังก์พง  อำเภอปราณบุรี  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทำให้ดิฉันได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดกำเนิดสับปะรดไทย จากนายประจักษ์  หัวใจเพชร  ปราชญ์ชาวบ้าน และนางสุดจิตร  เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ผู้ครอบครองที่ดินและทายาทของผู้ให้กำเนิดสับปะรดไทย ซึ่งดิฉันพอสรุปเรื่องเล่าจากบุคคลทั้งสอง ได้ดังนี้

กว่าร้อยปีที่แล้ว ประเทศไทยได้มีการติดต่อทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่วนใหญ่ จะเดินทางค้าขายกันทางเรือ และในปี พ.ศ. 2455 มีแขกปาทาน จากมลายู เดินทางมาติดต่อค้าขายวัว โดยเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ถึงอ่าวไทย และมุ่งเข้าสู่แม่น้ำปราณบุรี โดยแวะขึ้นฝั่งที่บ้านท่าข้าม (ปัจจุบันคือบ้านฝั่งท่า  หมู่ที่ 5  ตำบลวังก์พง  อำเภอปราณบุรี  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) และพักค้างคืนที่บ้านของผู้ใหญ่ทอง  อิ่มทั่ว โดยผู้ใหญ่ทอง ได้จัดอาหารมาต้อนรับแขกปาทาน ซึ่งในสำรับนั้นมีสับปะรดพันธุ์อินทชิต ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง มาให้แขกรับประทานด้วย เมื่อแขกได้ชิมสับปะรดแล้ว ก็บอกกับผู้ใหญ่ทอง ว่าที่เมืองของเขามีสับปะรดที่อร่อยมากกว่าที่นี่  และในระหว่างที่แขกพักค้างที่นั่น ได้เกิดเจ็บป่วย ผู้ใหญ่ทอง จึงพาไปให้พระช่วยรักษา จนหายป่วย ทำให้แขกผู้นั้นซาบซึ้งในน้ำใจ ผู้ใหญ่ทองมาก  เมื่อแขกผู้นั้นมีโอกาสมาติดต่อการค้าที่นี่อีกครั้งหนึ่ง ก็ได้นำหน่อสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย มาจำนวน 5 หน่อ ให้กับผู้ใหญ่ทอง จากนั้นผู้ใหญ่ทอง ก็นำไปปลูกบริเวณบ้าน เมื่อผลผลิตออกจึงรู้ว่ามีรสชาติดี จึงขยายหน่อให้ลูกหลานไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน และมีการขยายหน่อไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกเพื่อการค้าเรื่อยมา จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2510 ก็มีโรงงานแปรรูปสับปะรดขึ้นมาแห่งแรก จึงทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นตามความต้องการของตลาด  จนในปัจจุบันจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดประมาณ 6 แสนไร่ เกษตรกรเกือบหมื่นคน และมีโรงงานแปรรูปสับปะรดมากกว่า 20  แห่ง

                จากเรื่องราวดังกล่าว ทำให้ชุมชนบ้านฝั่งท่าเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และต้องการเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบ จึงได้ดำเนินการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้โดยจัดทำแปลงสับปะรด ไว้ ณ บริเวณบ้านผู้ใหญ่ทอง  อิ่มทั่ว ซึ่งปัจจุบันครอบครองโดยทายาทของผู้ใหญ่ทอง  คือ นางสุดจิตร  เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา นั่นเอง  หากใครสนใจจะไปเยี่ยมชมก็สามารถไปชมได้ทุกวัน ซึ่งทางชุมชนได้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกจากชมจุดกำเนิดสับปะรดไทยแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก ได้แก่ นั่งเรือล่องแม่น้ำปราณบุรี ชมสวนเกษตรธรรมชาติปลอดสารพิษ และยังมีโฮมสเตย์ไว้รองรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ดิฉันจะมานำเสนอในโอกาสต่อไป แต่ถ้าใครสนใจต้องการทราบละเอียดก็ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอปราณบุรี  โทรศัพท์ 032 621786  หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032 550892

                เป็นอย่างไรคะ สำหรับความเป็นมาของกำเนิดสับปะรดไทย สำหรับในตอนต่อไป ดิฉันจะนำสาระที่เกี่ยวข้องกับสับปะรด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีการปลูก การแปรรูป และอื่นๆ มาฝากค่ะ