วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลก เจิรญขึ้นในโลกเพียงใด, เหตุแห่งความทุกข์ใจ ก็ยิ่งลี้ลับลงไปเพียงนั้น. เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่เอาหลักแห่งธรรมชาติมาเรียนรู้ เพื่อดำเนินกิจการฝืนความสงบแห่งนามธรรมของโลก, ยั่วยวนพอกพูนกิเลสอันเป็นส่าเชื้อของความทุกข์ เช่นเดียวกับเอาเหยื่อเลี้ยงเสือผม ด้วยหวังว่ามันจะไม่กัดเพราะความฉลาดของตน แล้วก็เลี้ยงกันเรื่อยไปไม่มีกำหนดเลิก. การกระทำนั้น ๆ มีผลเพียงกลบทุกข์ได้ชั่วคราวโผล่ขึ้นใหม่ยิ่งกว่าเก่า จะต้องหาวิธีปราบให้ยิ่งขึ้นไป. มันเจิรญมาโดยทำนองนี้ อันเป็นทำนองที่ทำให้โลกยุ่งเหยิงจนสางยาก, ทุกข์ของโลกจึงยิ่งลึกซึ้งซับซ้อนเปลี่ยนแปลง และก้าวหน้าล่วงพ้นความสามารถของวิทยาศาสตร์ซึ่งที่แท้กลับเป็นสิ่งที่เพิ่มกำลังให้แก่มัน มันเอานักวิทยาศาสตร์ไว้คอยแก้ตามหลังเสมอไป. เมื่อไรจะทัน ! เมื่อไรโลกจะเลิกวิ่งด้วยอำนาจวิทยาศาสตร์ชนิดที่พอกพูนกิเลส อันเป็นเชื้อของทุกข์ แล้วหมุนมาข้างวิทยาศาสตร์ ที่ถอนรากกิเลส กล่าวคือวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์นี้บ้าง.
แม้ว่ารูปธรรมภายนอกได้เจริญเปลี่ยนแปลงไปมาก มีตึกรามใหญ่โต มีรถยนต์ มีอากาศยาน วิทยุ ฯลฯ เกิดขึ้นในโลก, มนุษย์ดื่มกินนุ่งห่มใช้สอยวัตถุ ที่ให้ความสะดวกสบาย จนเกือบเรียกได้ว่าของทิพย์ก็จริง, ส่วนนามธรรมคือใจของเรา ไม่ได้รับความตรากตรำ เพราะไม่รู้สึกอิ่มไม่รู้สึกพอยิ่งขึ้น เท่ากับความเจริญแห่งรูปธรรมอันยั่วยวนนั้นดอกหรือ?
จริงอยู่ ที่วิทยาศาสตร์ใหม่ อาจบำบัดโรคบำรุงอนามัยทำให้มนุษย์ตายก่อนกำหนดน้อยลงก็จริง แต่ถ้าเป็นการทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อความตรากตรำทรมานใจ เพราะนามธรรมภายใจของเขาถูกแผดเผาแล้ว, การมีวิทยาศาสตร์หรือไม่มีวิทยาศาสตร์ ก็คงมีผลไม่ดีกว่ากันมิใช่หรือ? ถ้าใครเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่เพื่อรับความทรมานแล้ว จะเป็นประโยชน์อะไรหรือ? วิทยาศาสตร์นี้เสียอีก จะพาโลกไปสู่ความยุ่งเหยิงมัวแต่ฟูขึ้นแล้วแฟบลงเหนื่อยบอบเช่นเดียวกับสุนัขที่หอบจัด. วิทยาศาสตร์นี้สร้างเครื่องมือมหาพินาศขึ้น เพื่อป้องกันประเทศของตนหรือทำลายชีวิตเพราะผู้ที่เป็นศัตรูได้ก็จริง แต่วิทยาศาสตร์ไม่อาจป้องกันมนุษย์ไม่ให้เป็นศัตรูกันได้, มิหนำกลับจะเป็นสิ่งส่งเสริมความแตกร้าวเสียอีก, เพราะวิทยาศาสตร์นั่นเองยั่วให้เกิดความอยากแผ่อำนาจ และอยากเป็นเจ้าโลก นักวิทยาศาสตร์พวกที่ก้าวหน้า ก็ให้ความอยุติธรรมแก่พวกที่ล้าหลังอยู่เป็นประจำอันเป็นการก่อความระแวงและเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นตลอดกาล. เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรเล่าเป็นความสุขสงบที่ได้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือกากรศึกษาอย่างใหม่ชนิดที่ขาดหลักธรรมของพระอรหันต์.
โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ! หิวอยู่เป็นนิจ ! กระหายเลือดอยู่เป็นนิจ ! ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว ที่นักวิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ?
ตามรอยพระอรหันต์ (๗)
โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ! หิวอยู่เป็นนิจ ! กระหายเลือดอยู่เป็นนิจ ! ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว ที่นักวิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ?
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น