โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ! หิวอยู่เป็นนิจ ! กระหายเลือดอยู่เป็นนิจ ! ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว ที่นักวิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ?

วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในโลก  เจิรญขึ้นในโลกเพียงใด,  เหตุแห่งความทุกข์ใจ  ก็ยิ่งลี้ลับลงไปเพียงนั้น.  เพราะวิทยาศาสตร์ใหม่เอาหลักแห่งธรรมชาติมาเรียนรู้  เพื่อดำเนินกิจการฝืนความสงบแห่งนามธรรมของโลก,  ยั่วยวนพอกพูนกิเลสอันเป็นส่าเชื้อของความทุกข์  เช่นเดียวกับเอาเหยื่อเลี้ยงเสือผม  ด้วยหวังว่ามันจะไม่กัดเพราะความฉลาดของตน  แล้วก็เลี้ยงกันเรื่อยไปไม่มีกำหนดเลิก.  การกระทำนั้น ๆ มีผลเพียงกลบทุกข์ได้ชั่วคราวโผล่ขึ้นใหม่ยิ่งกว่าเก่า  จะต้องหาวิธีปราบให้ยิ่งขึ้นไป.  มันเจิรญมาโดยทำนองนี้  อันเป็นทำนองที่ทำให้โลกยุ่งเหยิงจนสางยาก,  ทุกข์ของโลกจึงยิ่งลึกซึ้งซับซ้อนเปลี่ยนแปลง  และก้าวหน้าล่วงพ้นความสามารถของวิทยาศาสตร์ซึ่งที่แท้กลับเป็นสิ่งที่เพิ่มกำลังให้แก่มัน  มันเอานักวิทยาศาสตร์ไว้คอยแก้ตามหลังเสมอไป.  เมื่อไรจะทัน ! เมื่อไรโลกจะเลิกวิ่งด้วยอำนาจวิทยาศาสตร์ชนิดที่พอกพูนกิเลส  อันเป็นเชื้อของทุกข์  แล้วหมุนมาข้างวิทยาศาสตร์  ที่ถอนรากกิเลส  กล่าวคือวิธีการแห่งความเป็นพระอรหันต์นี้บ้าง.

แม้ว่ารูปธรรมภายนอกได้เจริญเปลี่ยนแปลงไปมาก  มีตึกรามใหญ่โต  มีรถยนต์  มีอากาศยาน  วิทยุ ฯลฯ  เกิดขึ้นในโลก,  มนุษย์ดื่มกินนุ่งห่มใช้สอยวัตถุ  ที่ให้ความสะดวกสบาย  จนเกือบเรียกได้ว่าของทิพย์ก็จริง,  ส่วนนามธรรมคือใจของเรา  ไม่ได้รับความตรากตรำ  เพราะไม่รู้สึกอิ่มไม่รู้สึกพอยิ่งขึ้น  เท่ากับความเจริญแห่งรูปธรรมอันยั่วยวนนั้นดอกหรือ?

จริงอยู่  ที่วิทยาศาสตร์ใหม่  อาจบำบัดโรคบำรุงอนามัยทำให้มนุษย์ตายก่อนกำหนดน้อยลงก็จริง  แต่ถ้าเป็นการทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่เพื่อความตรากตรำทรมานใจ  เพราะนามธรรมภายใจของเขาถูกแผดเผาแล้ว,  การมีวิทยาศาสตร์หรือไม่มีวิทยาศาสตร์  ก็คงมีผลไม่ดีกว่ากันมิใช่หรือ?  ถ้าใครเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่เพื่อรับความทรมานแล้ว  จะเป็นประโยชน์อะไรหรือ?  วิทยาศาสตร์นี้เสียอีก  จะพาโลกไปสู่ความยุ่งเหยิงมัวแต่ฟูขึ้นแล้วแฟบลงเหนื่อยบอบเช่นเดียวกับสุนัขที่หอบจัด.  วิทยาศาสตร์นี้สร้างเครื่องมือมหาพินาศขึ้น  เพื่อป้องกันประเทศของตนหรือทำลายชีวิตเพราะผู้ที่เป็นศัตรูได้ก็จริง  แต่วิทยาศาสตร์ไม่อาจป้องกันมนุษย์ไม่ให้เป็นศัตรูกันได้,  มิหนำกลับจะเป็นสิ่งส่งเสริมความแตกร้าวเสียอีก,  เพราะวิทยาศาสตร์นั่นเองยั่วให้เกิดความอยากแผ่อำนาจ  และอยากเป็นเจ้าโลก  นักวิทยาศาสตร์พวกที่ก้าวหน้า  ก็ให้ความอยุติธรรมแก่พวกที่ล้าหลังอยู่เป็นประจำอันเป็นการก่อความระแวงและเกิดเป็นศัตรูกันขึ้นตลอดกาล.  เมื่อเป็นเช่นนี้  อะไรเล่าเป็นความสุขสงบที่ได้จากวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  หรือกากรศึกษาอย่างใหม่ชนิดที่ขาดหลักธรรมของพระอรหันต์.

โลกพร่องอยู่เป็นนิจ !  หิวอยู่เป็นนิจ !  กระหายเลือดอยู่เป็นนิจ !  ก็ไม่เพราะอำนาจความยั่ว  ที่นักวิทยาศาสตร์คอยปรุงแต่งขึ้นใหม่ ๆ อยู่เสมอดอกหรือ ?