ถิ่นกำเนิดของคนไทย มีผู้ตั้งทฤษฎีไว้หลายแนว ผมยังไม่ได้ยินว่ามีข้อสรุปอย่างไร

แต่จะสรุปอย่างไร ผมหวังว่าคงไม่สรุปว่าคนไทยเป็นนักเดินทางผู้รักสันติ ที่พอถูกใครรุกรานก็หอบลูกจูงหลาน ยกครัวอพยพหนีไปสู่พื้นที่ว่างๆ ไม่พบใครเลยตรงนั้น ดำรงความเป็นเผ่าพันธุ์บริสุทธิ์ ทั้งเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมนะครับ ข้อสรุปแบบนี้ฟังดูเหมือนการอพยพไปตั้งถิ่นฐานยังดาวเคราะห์ดวงอื่นมากกว่า

ภูเขาอัลไตนี้ หมอดอดด์และหลวงวิจิตรวาทการสนับสนุนว่าเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของคนไทย; แล้วภูเขาอัลไตอยู่ตรงไหน จากลิงก์ข้างบน มีทั้งจีน มองโกเลีย และรัสเซีย

ค้นไปค้นมา พบว่าเทือกเขาอัลไตเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ครับ อยู่ตอนใต้ของไซบีเรียในรัสเซีย เหนือจุดบรรจบของพรมแดนสี่ประเทศคือ จีน มองโกเลีย รัสเซีย และคาซัคสถาน; ยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผลว่าเทือกเขาอัลไต (Golden Mountains of Altai) มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก

ผมพบความน่าสนใจในข้อเขียนของท่านปรีดีข้างบนครับ ข้อ ๙(๔)(ง) ซึ่งท่านเขียนไว้ว่า

            (ง) บางคนหลงเชื่อว่า ชนเชื้อชาติไทยเดิมอยู่ที่บริเวณภูเขา “ALTAI” โดยสันนิษฐานว่าท้องที่นั้นมีคำลงท้ายว่า “TAI”

            แต่คำว่า “ALTAI” นั้นเป็นภาษามงโกลแปลว่า “ทอง” มิใช่เป็นคำผสมระหว่าง “อัล” กับ “ไท” ภูเขาอัลไตจึงหมายถึง “ภูเขาทอง”

            บริเวณนี้ตั้งอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ๔๘ ถึง ๕๓ องศา อยู่ในเขตสหภาพโซเวียต ติดต่อกับเขตแดนตะวันตกเฉียงเหนือของมงโกเลียและของจีน ฤดูหนาวอุณหภูมิใต้ศูนย์ ๓๕–๓๗ องศาเซนติเกรด

            ตามประวัติชนชาตินั้น ในสมัยโบราณกลุ่มเผ่าพันธุ์ “อัวรัต” ซึ่งเป็นเผ่าผสมระหว่างมงโกลกับตุงกุอาศัยอยู่

            ถ้าถือตามพวก “เชื้อชาตินิยม” ว่าชนเชื้อชาติไทยเดิมเป็นเจ้าของเขตนี้แล้วก็ขอคำอธิบายด้วยว่าอยู่ในยุค ใดแล้วเคลื่อนมาทางเมือง “แป” (PE), ยุนนาน, กวางซี, ต่อมาถึงสยามตั้งแต่เมื่อใด โดยถูกเผ่ามงโกล-ตุงกุขับไล่หรืออย่างไรเพราะเผ่านี้ก็มีจำนวนคนเล็กน้อย เท่านั้น หรือถูกรุสเซียขับไล่มา แต่รุสเซียก็เพิ่งไปยึดครองเขตนี้เมื่อประมาณ ๓๐๐ ปีมานี้เอง

            ในด้านทรัพยากรธรรมชาตินั้น เขตนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์จนถึงสมัยปัจจุบันคือมีการเลี้ยงสัตว์, เพาะปลูกได้ผลสมบูรณ์ อุดมด้วยแร่ตะกั่ว สังกะสี และทองคำ ซึ่งยังทำกันอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าเชื่อตามพวก “เชื้อชาตินิยม” แล้ว เราก็ควรใช้สามัญสำนึกว่าเหตุใดชนเชื้อชาติไทยเดิมจึงทิ้งถิ่นที่อุดม สมบูรณ์รวมทั้งมีทองคำแล้วพากันอพยพข้ามทะเลทรายที่อัตคัดหลายพันกิโลเมตร มาหาทองคำในดินแดนใหม่ที่เรียกว่า “สามปเทส” แล้วปล่อยให้เผ่ามงโกล-ตุงกุเสวยสุขสำราญ จากทรัพยากรธรรมชาตินั้น

            ปัจจุบันนี้สหภาพโซเวียตได้จัดตั้งเขตปกครองตนเองในบริเวณภูเขา อัลไตขึ้นหลายเขต โดยเฉพาะเขตปกครองตนเอง “Gorno – Altayskaya Avtonomnya Oblast” เนื้อที่ ๙๒,๖๐๐ ตารางกิโลเมตรนั้น เมื่อ ค.ศ. ๑๙๖๗ พลเมือง ๑๖๙,๐๐๐ คน ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ๗ ล้านไร่,          ที่เพาะปลูกเมล็ดพืช ๑ ล้านไร่, ๒๓๙ โรงเรียนประถมและมัธยม, วิทยาลัยเทคนิคหลายโรงเรียนมีนักศึกษาชั้นอุดม ๔,๐๐๐ คน, ๓๔ โรงพยาบาล และแพทย์ ๑๘๘ คน, ๑๗๓ สถานเลี้ยงเด็กทารกและโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็ก ๖,๑๐๐ คน เราจึงน่าเทียบกับจังหวัดกำแพงเพชร, ตาก, ชุมพร, ยะลา ทีมีพลเมืองจำนวนใกล้เคียงกันและอีกหลายจังหวัดในสยามว่ามีความสมบูรณ์ เทียบกันได้กับคนในบริเวณภูเขาอัลไตหรือไม่ แล้วใช้สามัญสำนึกตามธรรมชาติว่าสมควรที่คนเชื้อชาติไทย (หากเคยเป็นเจ้าของท้องที่นั้นจริง) จะพากันละทิ้งถิ่นอุดมสมบูรณ์เดินทางผ่านทะเลทรายโดยสมัยนั้นยังไม่รู้ แผนที่ว่าจุดหมายปลายทางจะมีสุวรรณภูมิที่อุดมสมบูรณ์กว่าหรือไม่ สามัญสำนึกที่ปราศจากอุปาทาน “เชื้อชาตินิยม” เป็นพื้นฐานแห่งหลักวิชาว่าด้วยการอพยพของมนุษยชาติซึ่งต้องย้ายที่อยู่ เดิมอันมีความอัตคัดไปสู่ดินแดงใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า

ประเด็นเรื่องอุณหภูมิที่ไม่น่าอยู่อาศัยนั้น เมื่อค้นไปก็ไปเจอการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์รัสเซีย CO2 Science ซึ่งศึกษาตะกอนก้นทะเลสาบ แล้วพบว่าบริเวณนั้นมีอากาศอบอุ่นและชื้นกว่าในปัจจุบันมาก แต่ว่าช่วงเวลานั้นเป็นระหว่าง ค.ศ.1210-1480 (พ.ศ.1753-2023; ต้นยุคสุโขทัยถึงกลางอยุธยา)

ท้ายสุดก็ฝากกาลมสูตรกังขานิยฐาน 10 ไว้ด้วย อย่ารีบร้อนปักใจเชื่อครับ