ดินแดนบริเวณคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทย มีหลักฐานแน่นอนว่าเป็นที่ตั้งของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งพงศาวดารจีน เรียกว่า ชิลิโฟชีก๊ก หรือ สันโฟชีก๊ก เป็นชาติมหาอำนาจทางทะเล ควบคุมเส้นทางการเดินเรือการค้า ในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย มีหลักฐานยืนยันว่ากรุงตามพรลิงค์ หรือ กรุงศรีธรรมโศก อันหมายถึง เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหลวง (ศิลาจารึกหลักที่ 35)

ชนชาติมลายู มีถิ่นฐานบ้านเมืองดั้งเดิมอยู่บน เกาะสุมาตรา ถูกอาณาจักรศรีวิชัยผนวกเข้ารวมอยู่ในจักรวรรดิเดียวกันมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 12 (บันทึกหลวงจีนอี้จิง) ชนชาติมลายูแต่เดิมนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและศาสนาฮินดู หลังจากอาณาจักรศรีวิชัยล่มสลายไปในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวมลายู ซึ่งเคยได้รับความคุ้มครองจากกองทัพศรีวิชัยก็เริ่มพ่ายแพ้แก่กองทัพชวา มาตั้งแต่สมัย พระเจ้าเกียรตินคร แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรี หรือ อิเหนา ในวรรณคดีไทย อพยพหลบหนีลี้ภัยข้ามช่องแคบสุมาตราขึ้นมาอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย>>

ดินแดนภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทยซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ “อาณาจักรละโว้” หรือที่พงศาวดารจีนเรียกว่า “หลอฮกก๊ก” ตกเป็นเมืองขึ้นของเขมรมาหลายยุคหลายสมัย ดังจะเห็นจากปราสาทหินที่พวกเขมรเข้ามาสร้างไว้มากมาย จนกระทั่งถึงสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราช องค์สุดท้ายของเขมรสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ราชบุตรเขยแย่งชิงอำนาจปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์บังคับให้บรรดาเมืองขึ้นยอมอ่อนน้อม พระยาผาเมืองโอรสของพระยาศรีนาวนำถม กษัตริย์ผู้ครอง “อาณาจักรศรีสัชนาลัย” หรือที่พงศาวดารจีน เรียกว่า โจนลีฟูก๊ก และเป็นเจ้าผู้ครอง “เมืองราดเมืองลุม” ก็คือ เมืองเพชรบูรณ์ เมืองหล่มสักในปัจจุบัน เป็นอุปราชราชบุตรเขยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงได้รับการสถาปนาอิสริยยศเป็น “พระกมรเตงอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์” ไม่ยอมอ่อนน้อมกองทัพเขมรจึงบุกขึ้นไปโจมตี อาณาจักรศรีสัชนาลัยในแบบสายฟ้าแลบยึดได้ เมืองสุโขทัย ซึ่งเป็นเมืองหลวงรองของอาณาจักรศรีสัชนาลัย ถูกกองทัพของพ่อขุนบางกลางหาวต่อต้านไว้และแจ้งข่าวไปให้ พระยาผาเมือง ยกกองทัพไปสมทบรบพุ่งจนได้รับชัยชนะกองทัพเขมร ต่อจากนั้นพระยาผาเมือง เสด็จนำกองทัพลงมาโจมตีพวกเขมรที่เมืองละโว้ แตกพ่ายกลับไป ยึดบ้านเมืองกลับคืนมาได้ประกาศอิสรภาพ ปลดจากการเป็นเมืองขึ้นของเขมรเป็นผลสำเร็จ จึงเรียกชื่อชนชาติของตนเองว่า “ไท” แปลว่า อิสรภาพ ไม่เป็นเมืองขึ้นของใครอีกต่อไป (จดหมายเหตุลาลูแบร์)>>

พระยาผาเมือง ได้สถาปนาเมืองเพชรบุรีเป็นเมืองหลวงใหม่อีกแห่งมีชื่อในตำนานว่า เมืองสุคันธคีรีศรีเชียงใหม่ หรือ พระนครพริบพรี ต่อมาย้ายไปสร้าง กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ขึ้นเป็นเมืองหลวงแทนเมืองละโว้ที่พินาศไป ลดฐานะพระนครพริบพรีลงเป็นเมืองลูกหลวง ทรงแต่งตั้งให้ “พระพนมทะเลศรี” โอรสองค์หนึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเพชรบุรี

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรง เรียกว่า ไข้ยมบน ผู้คนล้มตายไปเกือบหมดสิ้น กษัตริย์ราชวงศ์ปทุมซึ่งสืบเชื้อสายมาตั้งแต่สมัย พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช ก็สิ้นพระชนม์ไป กรุงศรีธรรมโศกถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่าเป็นเวลานาน พระพนมทะเลศรี จึงแต่งตั้งให้ราชบุตรพระนามว่า “พระพนมวัง” ลงไปฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศก และพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่สำเร็จเสร็จสิ้นใน พ.ศ.1830 (ปรากฏรูปดวงชะตาอยู่ในจดหมายเหตุโหร) กษัตริย์กรุงอโยธยาทรงโปรดให้หล่อทองแดงปิดทองไปสวมยอดพระธาตุ หลังจากพระพนมวัง ถึงแก่สัญกรรม ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชระบุว่าพระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์ แห่งกรุงอโยธยาทรงโปรดให้ “พระเจ้าศรีราชา” ราชบุตรของ พระพนมวัง เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชมีราชทินนามว่า “พระยาศรีธรรมโศกราชสุรินทรราชาสุรวงศ์ศิรยฺธิษเถียรอภัยฑิริยปรากรมพาหุ” จากการตรวจสอบพระราชพงศาวดารเขมรพบว่า พระเจ้าอยู่หัว 2 พระองค์แห่งกรุงอโยธยา เมื่อ พ.ศ. 1885 ที่ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเจ้าศรีราชา ก็คือ “สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช” หรือ “พระบรมราชา” พระราชบิดาของ “สมเด็จพระรามาธิบดี” หรือ “เจ้าชายวรเชษฐ์” ก็คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนา กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีใหม่ใน พ.ศ. 1893 เหตุที่นำหลักฐานประวัติศาสตร์ขึ้นมากล่าวอ้างก็เพื่อยืนยันว่า กรุงสุโขทัย เป็นแต่เพียงแว่นแคว้นหนึ่งที่อยู่ภายใต้อำนาจของ อาณาจักรศรีสัชนาลัย หรือเจนลีฟูก๊ก มาก่อน พระยาผาเมืองได้ยกเมืองสุโขทัยให้แก่ พ่อขุนบางกลางหาว และให้พระนามของตนว่าแต่งตั้ง พ่อขุนบางกลางหาวเป็น ขุนศรีอินทรบดินทราทิตย์ เจ้าเมืองสุโขทัย (ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2) แม้ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับสมัย การฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศก หรือ เมืองนครศรีธรรมราชเสร็จสิ้นใน พ.ศ. 1830 นั้น กษัตริย์ราชวงศ์ “อู่ทอง” หรือ ราชวงศ์ศรีสัชนาลัย อันสืบมาแต่สมัยพระยาผาเมือง ก็ยังมีอำนาจมั่นคงอยู่ใน กรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร อันแสดงให้เห็นว่าการตั้งต้นประวัติศาสตร์ไทยในสมัยสุโขทัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างมากมาย สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งชาติแหละเกียรติภูมิของชาติอย่างมหาศาล>>

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชจดบันทึกยืนยันว่า พระพนมวัง นอกจากได้ฟื้นฟูบูรณาการเมืองนครศรีธรรมราชและพระมหาธาตุเจดีย์สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ยังได้จัดระเบียบการปกครองหัวเมืองในภาคใต้ในรูปเมือง 12 นักษัตร ตัวอย่างเช่น>>

เจอูมา เป็นราชาประหยัดเจมีระบูเมีย เป็นเจ้าเมืองยี่หน “เมืองยะโฮร์บารู)>>

เจสูมา เป็นราชาประเมสราเจสูมาเมีย เป็นเจ้าเมืองปาหัง>>

เจสีดาประวังสา เป็นราชาพิติมันเจเปตะเมีย เป็นเจ้าเมืองไทรบุรี>>

เจสีสุหรา เป็นราชาฤทธิเทวาเจาะสีเคเมีย (ปัตตานี)>>

เจอะเสน เป็นราชาศรีสุลต่านเจาะสาลีเมีย เจ้าเมืองสาย (สายบุรี)>>

เจสีสะหลำ เป็นราชาอะยูเจปะราสะสิเมีย เป็นเจ้าเมืองอาเจ (เมืองอาเจ๊ะบนเกาะสุมาตรา)

หลักฐานเหล่านี้ยืนยันมั่นคงว่าดินแดนในภาคใต้ของประเทศไทย ล่วงเลยไปจนถึงเกาะสุมาตราเป็นดินแดนของประเทศไทยมาตั้งแต่ สมัยอาณาจักรศรีวิชัย หรือก่อนหน้านั้น สืบเนื่องลงมาจนถึง สมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ทั้งหมด ยกเว้น เมืองมะละกา ยังเป็นของประเทศไทย เมื่อเกิดการกบฏก็ส่งกองทัพไปปราบปรามและหาวิธีการแก้ไขปัญหาตลอดมา เช่นสมัยเมืองปัตตานีก่อกบฏขึ้นในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็ทรงโปรดให้ สมเด็จกรมพระราชวังบวรเป็นแม่ทัพใหญ่ลงไปปราบปรามจนเกิดตำนาน เรื่อง พระยาพัทลุงคางเหล็ก เหยียบน้ำทะเลจืด และการยึดปืนใหญ่พระยาตานีมาไว้ที่หน้ากระทรวงกลาโหม ตลอดจนแบ่งแยกเมืองปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน จนกระทั่งถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศมหาอำนาจอังกฤษได้แย่งดินแดนบริเวณปลายแหลมทองไปจัดตั้งเป็น “ประเทศมลายู” เพื่อครอบครองช่องแคบสุมาตรา ประกาศเป็นชาติอภิมหาอำนาจทางทะเลเพียงชาติเดียวในโลกที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน จึงเกิดปัญหาชนชาวมลายูในประเทศมลายู หรือประเทศมาเลเซีย และชนชาวมลายูในประเทศไทย ซึ่งมีความแตกต่างทั้งในทาง เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม กับชนชาวไทยเจ้าของแผ่นดิน นำไปสู่ปัญหาการก่อกบฏแยกดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้ เพื่อนำไปจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐปัตตานีอิสลาม>>

จากการเขียนตำราประวัติศาสตร์ขึ้นมาอย่างผิด ๆ ในสมัยรัฐบาลเผด็จการ จอมพล ป.พิบูลสงครามภายใต้การนำเสนอของ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ และกรมศิลปากร อ้างว่า ชนชาติไทย อพยพลงมาจากเทือกเขาอัลไต ถูกจีนรุกรานถอยร่อนเรื่อยมาจนกระทั่งเข้ามาก่อตั้ง อาณาจักรสุโขทัย ขับไล่ชนชาติมอญ ขอม ละว้า ซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินดั้งเดิมออกไปเป็นผลสำเร็จ สืบทอดอำนาจลงมาถึงสมัยอยุธยา กรุงรัตนโกสินทร์ สำคัญผิดคิดว่า “ชนชาติสยาม” เป็นชนชาติเขมร ที่เข้ามายึดครองดินแดนประเทศไทย จึงสมคบกับพวกสมุนที่เป็นผู้แทนราษฏร ในสมัยนั้นลงมติในสภาให้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” หรือ “สยามละโว้” ตรงกับข้อความในพงศาวดารจีนทุกฉบับที่เรียก “อาณาจักรสยามละโว้” ว่า “เสียมหลอก๊ก” มาเป็น “ประเทศไทย” นอกจากทำให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติมีอายุสั้นเพียงแค่ 700 ปีแล้ว พวกกบฏแยกดินแดนยังได้หยิบยกจุดอ่อนทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย มาสร้างความชอบธรรมให้แก่ชาวมลายู โดยอ้างว่า เมืองปัตตานี เป็นเมืองหลวงของ “อาณาจักรลงกาสุกะ”>>

โดยอ้างว่า “อาณาจักรลังกาสุกะอันศักดิ์สิทธิ์” มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1,500 ปี มีหลักฐานอยู่ในพงศาวดารชวา ถูกชนชาติไทยส่งกองทัพเข้าไปรุกรานยึดครองผืนแผ่นดินของชนชาวมลายู ทำลายเชื้อชาติมลายู ศาสนาอิสลาม และวัฒนธรรมของชาวมลายู อย่างโหดร้ายทารุณ ปลุกเร้าให้ชาวมลายูทุกคนจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้ผู้รุกรานตามคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า รุนแรงถึงขนาดแต่งเพลงกล่อมเด็ก มีเนื้อความว่าหลับเสียเถิดลูกเอ๋ย ตื่นขึ้นมาจะมีแรงลับหอกลับมีดไว้แทง ไอ้พวกสัตว์สยามที่รุกรานพวกเรา กลับกลายเป็นว่า ชนชาวมลายู ที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินไทยที่เรียกว่า แขกมลายูได้เป็นเจ้าของแผ่นดินไทย โดยนักประวัติศาสตร์ไทย เขียนตำราประวัติศาสตร์ยกให้เพราะความไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาของชนชาติตนเองไปโดยปริยาย พวกกบฏแยกดินแดน ได้หยิบฉวยเอาข้อบกพร่องทางประวัติศาสตร์ไปขยายผลในโลกอิสลาม และเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เผยแพร่ไปทั่วโลก แม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บางคน ยังออกมาพูดผ่านสื่อมวลชบระบุว่าเมืองปัตตานี เคยเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรลังกาสุกะ ไม่เห็นมีนักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีของไทยคนใดเคยออกมาเสนอพยานหลักฐานตอบโต้ในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ของชาติตนเองเพียงพอ ประเทศไทยจึงกลายเป็นผู้ผิดที่ยกทัพไปปราบปรามชนชาวมลายู ตามที่พวกเขากล่าวอ้าง ชนชาวมลายูจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดินทุกวิถีทาง แม้กระทั่งฆ่าพระภิกษุ ฆ่าสตรี เด็ก และเหยื่อทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยธรรมใด เพื่อยั่วยุให้เกิดสงครามเชื้อชาติ สงครามศาสนา ขึ้นตามแผนการที่ได้กำหนดไว้>>

อาณาจักรลังกาสุกะ

พงศาวดารจีนกล่าวถึงบันทึกของ พระถังซำจั๋ง หรือ หลวงจีนเหี้ยนจัง และ หลวงจีนอี้จิง ซึ่งเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศอินเดียระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-12 ตรงกับสมัยศรีวิชัย กล่าวถึงชื่อ “อาณาจักรหลั่งยะสู” หรือ “อาณาจักรลังเจียสูเจีย” หรือ “อาณาจักรเกียมอลังเกีย” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งข้อสันนิษฐานว่าน่าจะหมายถึง เมืองนครชัยศรี แหล่งโบราณคดีเก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเมืองอู่ทองเก่าในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ใช่ “อาณาจักรทวารวดี” ตามที่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิสกุล เข้าใจ เพราะมีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า อาณาจักรทวารวดี อาณาเขตทางทิศตะวันออกติดต่อกับประเทศเขมร จึงทรงขนานนามเมืองโบราณแห่งนั้นว่า “เมืองนครชัยศรี” แต่ในการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังคงยึดถือความเห็นของนักปราชญ์ทางโบราณคดีทั้งสองท่านอยู่ โดยไม่ได้ศึกษาค้นคว้าให้ได้ความชัดเจนเพิ่มเติม ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สำคัญผิดคิดว่า อาณาจักรทวารวดี ตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ทั้งยังระบุว่า อาณาจักรลังกาสูเกีย หรือ อาณาจักรลังกาสุกะ ตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เปิดโอกาสให้พวกกบฏแยกดินแดน หยิบยกจุดอ่อนทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไปใช้ในการโฆษณา ชวนเชื่อสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง สร้างความเข้าใจผิดให้แก่ต่างชาติและสร้างความชอบธรรมให้แก่ศัตรูของชาติ เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ชาวมลายูที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงหลงเชื่อ เยาวชน สำคัญผิดคิดว่าเป็นจริงตามนั้น ขาดความสำนึกว่าบรรพบุรุษของตนเอง เนรคุณต่อแผ่นดิน และทรยศต่อประเทศไทย ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีหนทางจะเข้าใจ เข้าถึง แก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้ให้เกิดความสงบยั่งยืนถาวรได้เลย

จากการที่ได้เดินทางไปศึกษาสถานการณ์ในแคว้นจามุแคสเมียร์ ซึ่งพวกกบฏมุสลิมพยายามก่อการร้ายเพื่อแยกผืนแผ่นดินไปรวมกับ ประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นชนชาติเดียวกันและนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน รัฐบาลประเทศอินเดียต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินของตนอย่างไร ปัญหาศาสนาอิสลามในมณฑลซินเกียง ซึ่งมีดินแดนติดต่อกับ ประเทศปากีสถาน อาฟกานีสถาน และรัฐอิสลามหลายประเทศที่เคยสังกัดอยู่ในสหภาพโซเวียตรัสเซีย รัฐบาลจีนดำเนินการแก้ไขปัญหาของตนอย่างไร ทำให้เห็นว่าทุกประเทศต่างพูดถึงความเป็นมาของชาติ อย่างชัดเจนปราศจากข้อสงสัยก็คือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ แตกต่างกับประเทศไทย คนไทยเกือบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความเป็นมาของชาติตน แล้วยังเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นอย่างผิด ๆ ให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายศัตรูเสียอีก และไม่เคยมีใครคิดจะแก้ไขทั้ง ๆ ที่กรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งมีหน้าที่โดยตรงก็ไม่ได้นำมาทำหน้าที่>>

แม้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้สถาปนา “โบราณดีสโมสร” ขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ทรงมุ่งหวังให้ช่วยกันศึกษาค้นคว้ารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสาวราวเรื่องของความเป็นมาของชาติไทย ให้มีหลักฐานเชื่อถือได้ว่า ประเทศสยาม มีอายุเพียงแค่ 1,000 ปีเท่านั้น ตราบจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว ก็ไม่มีใครได้ทำเลย รู้กันแต่เรื่องราวของบ้านเมืองอื่นทีบ้านเมืองของตัวเองกลับไม่รู้อะไรเลย>>

ผู้เขียนได้ศึกษาติดตามประวัติศาสตร์และโบราณคดีของชาติมาหลายสิบปี และมีโอกาสรับราชการในพื้นที่ต่าง ๆ เกือบทั่วประเทศ ตลอดจนมีโอกาสทำการสู้รบกับพวกกบฏแยกดินแดนอยู่เป็นเวลานาน เป็นผู้เสนอและเรียกร้องให้รัฐบาลรีบเร่งจัดตั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และพัฒนาดินแดน 3 จังหวัด ภาคใต้จนเป็นผลสำเร็จใน พ.ศ. 2518 ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ที่พวกกบฏนำยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของพวกมุสลิมหัวรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอซามา บินลาเด็นเข้าใช้เพื่อสร้าง นรกใน 3 จังหวัดภาคใต้ เราอาจสูญเสียดินแดนบางส่วนให้แก่พวกกบฏไปแล้ว จึงเห็นว่ามาตรการที่นำมาใช้อยู่ในเวลานี้ยังไม่เพียงพอ ในการรักษาผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ ให้มั่นคงปลอดภัยอย่างถาวรได้ ใคร่ขอเสนอแนวความคิดในการยุติปัญหาใน 3 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแนวความคิด “สร้างสิงคโปร์ขึ้นในแนวชายแดน” ดังมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

1. ชำระสะสางประวัติศาสตร์ไทยให้ถูกต้อง>>

1.1 ความเป็นมาตั้งแต่ สมัยสุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณปุระวงศ์ ที่จีนเรียกว่า ฟูนัน ต่อมาแตกสลายกลายเป็น “อาณาจักรสยามละโว้” และ “อาณาจักรอโยธยาศรีรามเทพนคร” และ “อาณาจักรทวารวดีศรีอยุธยา” และ “อาณาจักรกรุงธนบุรี” และ “อาณาจักรกรุงรัตนโกสินทร์” หรือ “ประเทศสยาม” และในที่สุดเปลี่ยนชื่อเป็น “ประเทศไทย”>>

1.2 พิสูจน์ให้ได้ความแน่ชัดว่า “ชนชาติมลายู” มีถิ่นฐานบ้านเมืองเดิมอยู่บนเกาะสุมาตราจริงหรือไม่ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองบริเวณปลายแหลมทองได้อย่างไร ใครเป็นคนก่อตั้ง “อาณาจักรมะละกา” เปลี่ยนแปลงไปนับถือศาสนาอิสลาม รบพุ่งกับกองทัพกรุงศรีอยุธยาและในที่สุดพ่ายแพ้แก่กองทัพเรือโปรตุเกสจริงหรือไม่>>

1.3 ตรวจสอบให้ได้ความชัดเจนว่า เมืองปัตตานี เป็นเพียงหัวเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัย และเป็นหัวเมืองที่ถือดวงตรานักษัตรรูปวัว รวมอยู่ในหัวเมือง 12 นักษัตร สมัยกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร ต่อมาเป็นเมืองขึ้นของ กรุงศรีอยุธยา สืบลงมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้เห็นว่า ปัตตานี ไม่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลังกาสุกะ แต่อย่างใด ถ้าเป็นไปได้น่าจะตรวจสอบให้แน่ชัดว่า อาณาจักรลังกาสุกะ ตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐมจริงหรือไม่

2. สร้างดุลอำนาจขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้ให้ได้>>

2.1 จัดส่งกำลังทหาร ตำรวจ และหนวยราชการสำคัญขึ้นใน 3 จังหวัด ภาคใต้ให้มากที่สุด จนกระทั่งแน่ใจว่าสามารถควบคุมความสงบในพื้นที่ได้อย่างมั่นคง>>

2.2 กำหนดนโยบายสร้างเมืองอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมเบา ขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้ เพื่อให้พลเมืองภูมิภาคอื่นหลังไหลลงไปทำงานนับแสนนับล้านและหลายล้านคน เช่นเดียวกับเกาะสิงคโปร์ที่มีชาวจีน ชาวอินเดีย เพื่อรวมกันมากกว่าชาวมลายู>>

2.3 พัฒนาบ้านเมืองใน 3 จังหวัดภาคใต้ ให้เจริญรุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจสังคมเหนือกว่ารัฐชายแดนของประเทศมาเลเซีย มีวิถีชีวิตคุณภาพที่ดีกว่า

3. ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายขึ้นเป็นกรณีพิเศษ>>

3.1 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดจะก่อการร้ายอันเป็นภยันตรายต่อประชาชนและประเทศชาติเพื่อความปลอดภัยให้จับกุมบุคคลนั้นได้ทันทีตามกฎหมายการก่อการร้ายพิเศษ>>

3.2 จัดตั้งศาลการก่อการร้าย สำหรับพิจารณาคดีโดยเฉพาะให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน และความมั่นคงของชาติ>>

3.3 จัดตั้งสถานที่กักกันผู้ที่ศาลก่อการร้ายพิพากษาว่ามีความผิด ให้ส่งตัวไปกักกันเพื่อสอบสวนหรือควบคุมตัวเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง>>

ตามแนวความคิดของผู้เขียนเห็นว่า เพียงแต่รัฐบาลออกกฎหมายก่อการร้ายอย่างมีประสิทธิภาพมาคุ้มครองประชาชน และประเทศชาติเท่านั้น การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะหายไปในพริบตา สถานการณ์ความตึงเครียด ความวิตกหวาดกลัว ความสิ้นหวังของประชาชน ที่จำต้องทนทุกข์ทรมานเจ็บแค้นใจจนน้ำตาเป็นสายเลือด จะเกิดมีความหวังยิ้มได้มองเห็นถึงความสงบสุขอย่างแท้จริง จะเกิดขึ้นพร้อมที่จะต่อสู้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในที่สุดพวกก่อการร้ายพวกก่อการกบฏก็จะจนตรอกเหมือนดังที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต>>

คือว่าเทือกเขาอัลไตมีจริงค่ะอยู่ที่ประเทศคาซัคถานติดกับจีนที่บอกว่าอยู่ประเทศจีนไม่จิงหรอกค่ะจอมพลปอจ้างคนมาชาวฝรั่งเศษให้เขียนประวัติศาสตร์

แล้วก้อที่บอกว่าคนไทยเคยอยู่มาไม่จิงหรอกค่ะเทือกเขาอัลไตไม่มีใครอยู่ได้1.ไม่มีอาหารต่างๆๆ2.ไม่มีพืชผลต่างๆๆ

ฉะนั้นเรื่องที่คนไทยอยู่มาแล้วก้อที่มีคนอยู่นั่นเป็นเรื่องเท็จอันที่จริงไม่มีใครอยู่ได้อากาศอย่างนั้นไม่มีหรอกค่ะที่มีคนอยู่เปนเรื่องที่สร้างขึ้นค่ะ

เป็นเพียงเรื่อเรื่องหนึ่งที่ลือขึ้นเท่านั้น

ใครที่ไม่เชื่อไม่เปนไรค่ะเพราะหนูเอาข้อความมาจากผู้เฒ่าผู้แก่

ขอบคุณค่ะ นี่เปนเรื่องจริง