เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านคณบดีได้นำแขกท่านหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา (เชื้อสายมลายู) มาเยี่ยมมหาวิทยาลัย แขกท่านนี้กำลังทำ Ph.D. อยู่ที่สหรัฐ ทางด้านสันติวิธี (รายละเอียดต้องขออภัยลืมไปแล้ว) แขกท่านนี้ขอมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เนื่องจากได้รับมอบหมายจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้มาเก็บข้อมูล (ที่สำคัญไม่น้อยคือ อาจารย์ที่ปรึกษาของท่านเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ) มุมมองเบื้องต้นที่แขกท่านนี้รู้จักมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา คือ "อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่สงบในระดับภูมิภาค" ฮา ฮา ฮา (อันนี้เป็นมุมมองที่ใกล้เคียงกับสื่อมวลชนหนึ่งพยายามนำภาพนี้มาติดเป็นโลโก้ให้กับมหาวิทยาลัยของเรา เมื่อในอดีต)
หลังจากที่มาถึงเมืองไทย แขกท่านนี้ก็พยายามเก็บข้อมูลเบื้องต้นจากนักวิชาการ และหน่วยงานต่างๆ ในกทม. ซึ่งในเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลพื้นฐานที่มีอยู่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และท่านเพิ่งทราบว่า มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นมหาวิทยาลัยแรกของประเทศไทยที่กำหนดให้้นักศึกษาเรียนวิชาสันติศึกษา โดยเป็นวิชาพื้นฐานทั่วไปของทุกหลักสูตรที่ผ่านการปรับปรุงแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนที่รัฐบาลจะออกนโยบายในเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป นอกจากยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทในระดับต้นๆ ของประเทศที่ทำงานด้านสันติวิธี (อันนี้ท่านบอกว่าเป็นคำแนะนำของนักวิชาที่กทม. ) และท่านเริ่มจะรู้แล้วว่า ความรู้เิดิมที่ท่านมี ไม่ตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่เสียแล้ว
จากนั้นท่านได้เข้าร่วมงานประชุมหนึ่ง และได้พบปะกับท่านคณบดี (ซึ่งท่านนี้ โลโก้ของท่านก็เป็นนักสันติวิธีอยู่แล้ว) จึงติดต่อขอมาเยี่ยมเยียนมหาวิทยาลัยของเราด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง
แขกของเรามาที่มหาวิทยาลัยสองวันครับ พบปะพูดคุยกับคนหลายคนหลายท่าน ตั้งแต่อธิการบดีจนถึงนักศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง
สุดท้ายท่านก็มั่นใจในข้อมูล ท่านบอกว่า ท่านมั่นใจว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือ มหาวิทยาลัยที่มุ่งมั่นในการสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ที่ใช้กระบวนการทางสันติวิธี (ผมเองก็เชื่อมั่นเหมือนอย่างท่านครับ ว่่าเราถ่ายทอดและสร้างคน เพื่อให้เป็นคนที่ยึดมั่นในกระบวนการสันติวิธีครับ)
เมื่อท่านมั่นใจ ท่านก็ขอเป็นกระบอกเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัยครับ แล้วท่านก็เริ่มเลยครับ โดยการโทรศัพท์ติดต่อไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ(หลายสำนักทีเดียว ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม) ปรากฏ สำนักข่าวเหล่านั้นปฏิเสธการตีพิมพ์บทความเผยแพร่ครับ ให้เหตุผลว่า ไม่น่าสนใจ (ฮาฮาฮา)
ลองคิดดูนะครับ ตอนใส่ร้ายคนอื่น มันน่าสนใจมากกว่า ตอนที่เรานำเสนอความจริง นี้แหละสื่อสารมวลชน
สำหรับผม ปัจจุบันนี้ผมดีใจประการหนึ่งคือ รัฐเข้าใจสถาบันเรามากขึ้น ผมจำได้ว่า สมัยก่อน โจทย์แรกที่มองคือ เราเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความไม่สงบ โดยไม่เคยถามเรา รู้จักเราเลย (แต่ไปแอบถามคนข้างบ้าน)
แต่วันนี้ ประเทศไทยเปิดโอกาสในการที่จะให้คนในพื้นที่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจมากขึ้น ว่าอะไรคือเรา และเรากำลังทำอะไรอยู่
ผมว่าทั้งท่านอธิการบดีเอง รองทุกท่าน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกระดับมุ่งให้เกิดความสันติสุขกับพื้นที่นี้และโลกแน่นอนครับ แต่ปัญหาในอดีต คือ คนมองอยู่ที่ส่วนกลาง มองไม่เคยเห็น หรือมองคนละมุม หรือมองโดยอคติ ทำให้ทุกอย่างที่ทำติดลบไปหมดเลย วันนี้ท่านรับฟังแถมยังสร้างเวทีให้กับมหาวิทยาลัยให้กว้างขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกันในอันที่จะสร้างความสงบและสันติสุขได้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ให้ได้
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการมุ่งมั่นผลิตบัณฑิตให้มีแนวคิดแบบนี้ สังคมปัจจุบันเราคงไม่ต้องการคนเก่งเพราะมันมากพอแล้ว แต่ที่สำคัญคือคนดี มีคุณธรรมมากกว่าที่สังคมยังต้องการ อิสลาม คือ สันติ เพราะฉะนั้นสถาบันของเรามีมันแน่นอน ผมก็เชื่ออย่างนั้น
เรียนท่านอาจารย์ จารุวัจน์
สงบ สันติสุข ด้วย สันติวิธี โดย "สติ" ดีกำหนด ครับ
ขอบคุณครับสำหรับข้อเสนอแนะจาก
ขอเป็นสมาชิกด้วยคนนะอาจารย์
ยินดีต้อนรับครับ
วันก่อน สอน นักศึกษา ป.บัณฑิต นักศึกษานำเสนอรูปภาพเกี่ยวกับการต่อสู้ต่างๆ ในโลกมุสลิม ภาพความรุนที่เกิดขี้นใน อัฟกานีสถาน ในเลบานอน ในอิสราอีล ในอิรัก ซึ่งแต่ละภาพที่ให้เกิดความรู้สึกว่า เราต้องต่อสู้ ... แต่นักศึกษาไม่ได้สรุป
ผมก็เลยถามว่า ทำไมเรื่องไม่จบ..
เขาก็กลับมาถามว่า จบยังไง
คำตอบในฐานะ อาจารย์ มอย. คือ ..
"ถ้าการต่อสู้ไม่ใช้กำลังแบบนี้ ใช้แบบสันติวิธี การสูญเสียตามที่เราได้เห็นก็จะไม่เกิดขึน"
แต่ พอไปละหมาด มี อ.ท่านหนึ่งมาบอกว่า ระดับล่างยังเข้าใจว่าเราคือกลุ่มที่กำลังสร้างปัญหา..
... เมื่อผมได้รับข่าวเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี เพราะความรู้สึกแตกแยกมีถึงเด็กเล็ก ..
... ผมก็ถามตัวเองว่า.. ความรู้สึกนั้น เขาไปถามใคร..
... ถามมุสลิมอย่างเราๆ หรือว่า ถามที่ไม่ใช่มุสลิม..
ผมว่าเรื่องนี้ รัฐต้องแก้ทั้งสองฝ่าย ..
กระบวนการสันติวิธี ใช้ความอดทน ใช้การเสียสละเป็นหลักครับ และที่สำคัญคือ ต้องใช้เวลาครับ แต่สิ่งที่จะได้มาคุ้มกว่าครับ การสร้างความเข้าใจระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการอยู่ร่วมกัน ผมว่าเรื่องนี้ เราน่าจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของมาเลเซียได้ครับ ขอบคุณ Ibm ครูปอเนาะ มากครับ
เช็คข้อมูลด้วยนะครับว่ามหาวิทยาลัยแรกที่ให้นิสิตนักศึกษาเรียนวิชาสันติศึกษาคือมอย.จริงรึเปล่า
ถ้าคุณช่างสงสัยมีข้อมูลนอกเหนือจากนี้ ลองนำเสนอดูสิครับ ในข้อมูลที่ผมทราบ มอย.เป็นที่แรกครับ
วันนี้โลกกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในแง่ความคิดที่กว้างไกล เทคโนที่ทันสมัย บุคคลมีมากหลายตา มีความกระตือรือร้นในการที่จะแสวงหาความรู้ อย่างไม่จบสิ้น นี้คือวัฎจักรของมนุษย์ การที่จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง ต้องสำนึกตนเองว่าเรายืนอยู่ตรงไหน ผมมีความประทับใจมากที่ได้เรียนรู้วิชาจากมอย นี้ ผมคิดโลกยังกว้างสำหรับเราอยู่ ผมจะต้องเก้าเดินต่อไปอย่างภาคภูมิใจ วิชาชีพครูไม่แตกต่างกันเท่าไรกับวิชาชีพสัตวแพทย์ ที่ผมเรียนมา ขอบคุณอาจารย์รุวัจน์มาก ที่สอนให้ความรู้กับผม ณ โอกาสนี้
ขอเป็นกำลังใจให้ มอย ทำงานเพื่ออิสลาม เพื่อสันติสังคม ต่อไป
อาจารย์ตอบคำถามได้อย่างประทับใจมากๆเลย เป็นคำตอบที่สบายๆแต่รวบรัดดี
เห็นด้วยกับหัวข้อนำเสนอของอาจารย์ครับ คืออิสลามให้ใช้กระบวนการสันติวิธีก็ประมาณ 1400 กว่าปีมาแล้วครับ ไม่เชื่อก็ลองศึกษาประวัติศาสตร์ท่านนบีมุหัมมัด ซ๊อล ดูก็ได้ครับ จากลูกจ้างจริงๆครับ