วันนี้ในขณะที่ผมเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการปรับปรุงแผนงานของสสส. (ของกรรมการบริหารแผน คณะที่ 7) จากการอภิปรายของกรรมการและผู้ที่เข้าร่วมประชุม ทำให้ “ผลึกทางความคิด” ของผมชัดเจนขึ้นมาว่า . . .
- อย่าสร้างนโยบาย (หรือกำหนดกฎเกณฑ์) ใดๆ โดยไร้ซึ่งความรู้ที่แท้จริง (ความรู้จากการปฏิบัติหรือจากการวิจัย)
- อย่าเชื่อในสิ่งที่เรียกว่าความรู้หากเป็นความรู้ที่อยู่ลอยๆ ไม่ติดบริบท ไม่ได้มาจากการปฏิบัติ
- อย่าลงมือปฏิบัติโดยที่ยังไม่รู้ชัดว่าทำไปทำไม? กำลังจะเดินไปไหน? หรือเป้าหมายที่ต้องการคืออะไร?
สรุปง่ายๆ ก็คือว่าเวลาจะทำอะไร ให้พยายามทำให้ครบ 4 ขั้นตอนต่อไปนี้ คือ:
1. “ตั้งเป้า ตั้งใจ” คือให้เริ่มต้นด้วย Direction และ Passion เพราะถ้าทิศทางไม่ชัด ก็อาจจะหลงทิศได้ง่าย หรือถ้าไม่มีใจก็จะไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง
2. “ให้ลงมือปฏิบัติ”ไม่ต้องรอจนกว่าจะรู้ชัด 100% ไม่มีอะไร 100% แค่รู้ทิศ แค่รู้หลัก ก็ลงมือทำได้เลย จะรู้จริงได้ต้องอาศัยการปฏิบัติ แต่ถ้าทิศทางไม่ชัดก็อย่าเพิ่งดำเนินการ
3. “มีการจัดการความรู้” ความรู้ที่มาจากการปฏิบัติเป็นสิ่งที่คมชัดและมีคุณค่ายิ่ง ต้องอย่าทิ้งขว้าง หาทางจัดเก็บรวบรวมไว้ให้ดี ให้มีการเผยแพร่ และเข้าถึงได้ง่าย
4. “นำสู่นโยบาย” ทำให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีพลัง ไม่ใช่เป็นการกำหนดนโยบายแบบ “นั่งเทียน” แต่เป็นการกำหนดนโยบายที่ได้มาจากความรู้เชิงปฏิบัติ หรือข้อมูลที่ได้จากการวิจัย
หากทำได้ครบทั้ง 4 ขั้นตอน ก็จะเป็นการดำเนินงานที่ทรงพลัง ถ้าผมไม่ได้ฟังการพูดคุยในวันนี้ ผมก็คงไม่สามารถ “ตกผลึก” ความคิดนี้ได้ หวังว่าหลายๆ ท่านคงจะได้ประโยชน์จากบันทึกนี้นะครับ
ไม่เข้าใจครับ อาจารย์
ลงมือปฏิบัติและเกิดความรู้จริงไปแล้ว ทำไมถึงต้องกำหนดเป็นนโยบายด้วยครับ ผมเข้าใจว่านโยบายคือสิ่งที่กำหนดเป็นทิศทาง และกรอบไว้ให้คนอื่น ๆ ถือปฏิบัติไม่ใช่หรือครับ
ผมหมายถึงนโยบายสาธารณะครับ ขออภัยที่รีบเขียนไปหน่อยเลยไม่ชัด และรวบลัดเกินไป ประเด็นของผมก็คือ ถ้ามีความรู้แล้วไม่ขับเคลื่อนให้ออกมาเป็น "นโยบายสาธารณะ" ก็จะเสียโอกาสขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวในวงกว้างต่อไป ในทำนองกลับกันท่านที่ออกนโยบาย ออกกฎเกณฑ์ทั้งหลายก็ได้โปรดอย่าใช้วิธี "นั่งเทียน" อย่าใช้ความเข้าใจของท่านเป็นหลัก ควรมีการจัดการความรู้หรือทำวิจัยด้วย ไม่เช่นนั้นนโยบายที่ออกมาจะ "ไม่ติดดิน"
ส่วนอีกประเด็นที่ผมต้องการจะสื่อก็คืออย่าผลีผลามลงมือกระทำโดยที่ยังไม่รู้เลยว่า "กำลังจะไปไหน?" หรือว่ามี "นโยบาย" อะไร? เป็นการใช้คำว่า "นโยบาย" ในความหมายที่ต่างกัน ขออภัยด้วยครับ แต่ก็ขอขอบคุณ "คนเผาถ่าน" ที่ทำให้ผมได้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งสี่ขั้นตอนนี้มองให้ดีก็พบว่าวนเป็นวงกลม (loop) ได้ ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายคำว่า "นโยบาย"
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ไม่ได้นำไปเป็นนโยบายทำให้งานวิจัยหรือองค์ความรู้ใหม่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ค่ะ ตัวชี้วัดของกรมควบคุมโรคบางตัวจะกำหนดว่าได้นำความรู้ใหม่ไปกำหนดเป็นนโยบายทำให้การทำงานชัดขึ้น
ในเมืองไทยบางครั้งนักวิชาการก็ไม่ยอมรับกันทำให้เสียเงินในการทำวิจัยโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์
ขอบคุณที่อาจารย์ทำให้ความคิดในการทำงานชัดขึ้นค่ะ
คม ชัด และเบ็ดเสร็จดีจริงๆครับอาจารย์
ผมคิดเห็นและรู้สึกเช่นนั้น เต็มๆ แต่กลั่นออกมาไม่ได้ดั่งใจ จึงขออนุญาต "คว้า" ไปเผยแพร่แก่คนวงในใกล้ๆตัวที่คณะหน่อยครับ
จริงๆก็กะว่าทั้งวงนอกๆด้วยล่ะครับ .. เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วย ให้สิ่งที่คิด ที่ทำกัน .. มีเป้าหมาย ไม่ไร้ทิศทาง มีการทำด้วยใจ และ ติดดินมากขึ้นครับ
พูดถึงคำ "ติดดิน" เมื่อวานผมคุยกับนักศึกษาเรื่องปัญหาคนตกงาน เพราะการปิดกิจการ ของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นว่ายังมีอีกมากที่เราเพลิน ล่องลอยอยู่เหนือดิน เก็บเกี่ยวประโยชน์จากค่าตอบแทนในการทำงาน ผ่านระบบการจ้าง ที่แท้จริงแล้ว คล้ายกับว่ามีกลไกควบคุมให้ลอยกันอยู่ได้ แต่เขาเดินสายไฟไปต่อสวิตช์ไว้ที่ต่างชาติ พอท่าไม่ดีเขาก็กด ไปทาง OFF ก็คงร่วงกันอย่างไม่เป็นท่า ได้อีกมากมาย .. ตกลงมาแล้วก็เจ็บมากด้วย เพราะไม่มีดิน-หญ้ารองรับ เจอแต่อิฐ หิน ปูน ฯลฯ .. พูดเป็นนัยให้เขาคิดกันต่อครับ.
สวัสดครับ อาจารย์ฯ
เรื่องการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัตินี่…บ้านเราหลงทางกันมานานจริง ๆ ครับ (ไม่รู้ตั้งกะเมื่อไหร่) เพราะคำกล่าวที่ว่า “ความรู้คืออำนาจ” “ความรู้ทำให้องอาจ” มันฝังอยู่ในระบบการศึกษามาก่อนผมเกิดละมั้ง
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว…ความรู้เป็นเพียงศักยภาพ อำนาจที่แท้จริงมาจากการปฏิบัติครับ…KM ถือเป็นนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนความรู้ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์สำหรับบ้านเรามาก…แต่ก็ไม่รู้จะมากเกินไป จนการสอนความรู้ในมหาวิทยาลัยแบบเก่าจะหมดพื้นที่ทำมาหากินหรือเปล่า…ถ้าเป็นอย่างงั้น…ผู้ผูกขาดความรู้เดิม…ถ้าไม่ทำลาย KM ก็ต้องปฏิวัติตัวเองขนานใหญ่หละครับงานนี้…ดูเหมือนภายนอกจะแสดงให้เห็นว่าทำแบบหลังนะครับ…แต่กำลังภายในก็มีกลิ่นไอของการขับเคลื่อนสิ่งแรกอยู่
จริง ๆ แล้วที่โผล่หน้ามาในบันทึกนี้ ก็อยากจะแบ่งปันนวัตกรรมการขับเคลื่อนความรู้สู่การปฏิบัติหนะครับ…สามารถบอกได้อย่างภาคภูมิใจว่า “เป็นนวัตกรรมที่ต่อยอดทางความคิด” มาอีกทอดหนึ่ง อยากจะให้อาจารย์ฯ ช่วยคอมเม้นท์ครับ หากสามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ยินดีมอบให้เป็นเครื่องมือของ สคส. ที่ผมถือว่าช่วยจุดไฟให้กับชีวิตผมอีกครั้งหนึ่งครับ
เข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ http://gotoknow.org/blog/yuyenpensuk/112743 ลิ้งอยู่ท้ายสุดของบันทึกนะครับ
สวัสดิ์
20 ก.ค. 50