เราแต่ละคนเป็น “ศูนย์กลาง” ที่ถูกแวดล้อมด้วย “ทิศทั้งหก” หาก “ความสัมพันธ์” ระหว่างเราและทิศทั้งหกเป็นไปด้วยดีแล้ว ก็จะเกิดความสมดุลย์ภายใต้การเกาะเกี่ยวและยึดโยงซึ่งกันและกัน...
นานนับเดือนแล้ว
ที่เราไม่ได้เขียนความคิด

จนเพื่อนพ้องน้องพี่หลายต่อหลายคนเป็นห่วง ...ส่งเสียงมาตามสายและส่งข้อความมาตามเมล์ว่า "อาจารย์เป็นอะไรไปหรือเปล่า... สุขภาพดีอยู่ไหม ...ไม่สบายหรือเปล่า... หรือติดภารกิจอื่นใด หรือไปต่างประเทศ...ทำไมไม่เขียนส่งข่าวเล่าเรื่องกันบ้าง..."

ขอขอบคุณสำหรับทุกถ้อยคำของ  "ความห่วงใย"

ที่ห่างหายและขาดการสื่อสารผ่านวง "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" ของ G2K ไปนั้น เป็นเพราะว่าช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตถูกใช้ไปเพื่องานการ "ขับเคลื่อน" งานจัด "เวที"  งานจัดกิจกรรมและงานสร้าง "กระบวนการเรียนรู้" ซึ่งต้องเดินทางลงพื้นที่ไปจังหวัดต่าง ๆ พอประมาณ... ทำให้ไม่มีโอกาสได้นั่งนิ่ง ๆ ทบทวนและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดผ่านตัวอักษร ...

อีกทั้งเมื่อเรียงลำดับ "ความเร่งด่วน" และ "ความสำคัญ" ของเนื้องานที่เข้าแถวรออยู่นั้น...พบว่ามีงานอื่นที่ ต้องทำ และ ควรทำ อยู่อีกมากมายหลายเรื่อง เป็นความจริงที่ว่า เรามักจะให้เวลาต่อกิจกรรมในเรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญและไม่ใช่เรื่องด่วนในชีวิต...ซึ่งที่ผ่านมา...ตัวเองก็เป็นเช่นนั้น 

คงต้องให้กำลังใจกับตัวเองด้วยประโยคที่ว่า ... "ทุกย่างก้าวคือการเรียนรู้" ... 

และตามประสานัก "จัดการความรู้" ...คงต้องพยายามจัดสรรเวลาในชีวิตใหม่ ...ต้องมี วินัยในการใช้เวลาของชีวิตเพื่อกิจกรรมที่สำคัญและเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อจะได้ดำรงคงไว้ซึ่งความรู้สึกแห่ง สมดุลย์ ของชีวิต ...ภายใต้การ "เปลี่ยนแปลง" ในทุกขณะของ "บุคคล" และ "สรรพสิ่ง" 

สิ่งหนึ่งที่ตัวเองคิดว่ามีอิทธิพลและมีความหมายต่อสมดุลย์แห่งชีวิตคือ "ระบบความสัมพันธ์" ของผู้คนในสังคม และตามหลักธรรมของพุทธศาสนาว่าด้วย สิงคาลกสูตร ได้กล่าวไว้ว่า... เราแต่ละคนเป็นศูนย์กลาง ที่ถูกแวดล้อมด้วย ทิศทั้งหกหาก ความสัมพันธ์ ระหว่างเราและทิศทั้งหกเป็นไปด้วยดีแล้ว ก็จะเกิดความสมดุลย์ภายใต้การเกาะเกี่ยวและยึดโยงซึ่งกันและกัน  

ทิศทั้งหกหรือผู้คน 6 กลุ่มที่แวดล้อมตัวเรานั้น ได้แก่ (1) ทิศเบื้องหน้าคือ บิดามารดา (2) ทิศเบื้องขวาคือ ครูบาอาจารย์ (3) ทิศเบื้องหลังคือ บุตร ภรรยา สามี (4) ทิศเบื้องซ้ายคือ มิตรสหายและผู้ร่วมงาน (5) ทิศเบื้องล่างคือ บริวาร และ(6) ทิศเบื้องบนคือ สมณชีพราห์ม  

ในขณะที่ตัวเราเป็นศูนย์กลาง ที่แวดล้อมไปด้วยทิศทั้งหกหรือบุคคลทั้ง 6 กลุ่มนี้ ตัวเราก็ย่อมเป็นทิศหนึ่ง ในบรรดาทิศทั้งหกของบุคคลอื่นด้วยเช่นกัน

จากจุดโยงใยเล็ก ๆ... จากระบบความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวเรา และ บุคคล รอบตัวในทิศทั้งหกที่เรียงร้อยยึดเหนี่ยวกันด้วย หน้าที่ และด้วยความรับผิดชอบที่ต่างต้องปฏิบัติต่อกันและกันนี้ หากความสัมพันธ์เป็นไปด้วยความ สมดุลย์ ย่อมก่อให้เกิด พลัง และ ความสุข แห่งชีวิต ซึ่งหากเมื่อแตกตัวและขยายตัวเป็นระบบที่ใหญ่ขึ้นแล้ว ก็จะกลายเป็น เครือข่ายที่ต่างยึดโยงซึ่งกันและกันด้วยความเหนียวแน่นภายใต้ระบบความสัมพันธ์ที่สมดุลย์ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า ตาข่ายสังคม หรือ“Social Network” นั่นเอง

สิ่งนี้จะเป็น ภูมิคุ้มกัน ที่ทำให้ทั้งเราและทุกผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เนื่องเพราะเป็น ระบบ ที่เป็น ระเบียบ เป็นกลวิธีในการสร้าง "เครือข่ายคนดี" สร้าง "ความรัก" และ "ความสามัคคี" ให้แก่สังคมอย่างแท้จริง 

หากผู้คนในสังคมมีความสุขมากขึ้น...หลายคนรวมทั้งเรา...ก็คงมีงาน ทางโลกที่ต้องทำน้อยลง

ซึ่งก็จะทำให้มีเวลาในชีวิตเพื่อการทำงาน ทางธรรม ได้มากขึ้น

แล้วเราก็คงมี ความสมดุลย์ และมี ความสุข ในชีวิตมากขึ้น 

............................

คงเป็นดั่งที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ในทฤษฎีแห่งสัมพันธภาพว่า

...เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่ง...กระเทือนถึงดวงดาว...

 เราต่างมี ความหมาย และเราต่างมี "ความสำคัญ"  เพราะเราต่าง ผูกพัน ซึ่งกันและกัน  ภายใต้ "ระบบความสัมพันธ์ของทิศหก" นี้นี่เอง...