Frances H. Rauscher เจ้าของทฤษฎี โมสาร์ตเอฟเฟกUniversity of WisconsinOshkosh กล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้บังคับให้ทุกคนฟังโมสาร์ต และไม่ต้องการให้ยึดติดกับคำว่าโมสาร์ต เพราะดนตรีของแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีอิทธิพลต่อคนฟังทั้งนั้น แต่หากต้องการพัฒนาด้านการรับรู้ จะต้องให้เด็กคุ้นเคยกับดนตรีต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 2 ปีและต้องเริ่มก่อนเด็กอายุ 7 ขวบ เพราะเป็นช่วงที่สมองจะมีการเชื่อมโยงและแตกแขนงในส่วนที่ใช้งานเพื่อการพัฒนาได้
สนใจอ่านข้อมูลฉบับสมบูรณ์ที่ web-thai โดย นายแพทย์อุดม เพชรสังหาร
ศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน สถาบันรักลูก ดร.ฟรานซิส เราส์เชอร์ เล่าว่าคุณพ่อของดิฉันเป็นนักดนตรีแจ๊ซที่ศึกษาดนตรีด้วยตัวเอง เล่นอยู่ทางตอนใต้(ของสหรัฐอเมริกา)ในช่วงปี 1940 และสอนดนตรีที่นิวยอร์ก ได้เจอกับคุณแม่ซึ่งเป็นนักร้องที่โรงเรียนดนตรีจูเลียต บ้านคุณพ่ออยู่ใกล้ๆ กับบ้านของไอสไตน์ คุณพ่อกับไอนสไตน์จึงได้พบเจอกันบ่อยๆ คุณพ่อมักจะพายเรือหรือเดินไปบ้านไอสไตน์ด้วยความตั้งใจจะไปพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นว่าไอสไตน์สนใจคุยแต่เรื่องดนตรีเท่านั้น เพราะว่าไอสไตน์มาเริ่มเล่นไวโอลินเมื่ออายุมากแล้ว และสนใจพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางดนตรี คุณพ่อจึงไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรื่องวิทยาศาสตร์กับไอสไตน์เลย แต่ทั้งสองก็ได้พูดคุยกันอย่างมีความสุข ซึ่งคุณพ่อก็ได้เล่าประสบการณ์นี้ให้ดิฉันฟังส่วนที่บ้านของดิฉันเอง ทุกเย็นคุณพ่อจะเล่นดนตรีแจ๊ซและคุณแม่ก็จะร้องเพลง บางทีคุณพ่อก็แต่งเพลงให้คุณแม่ร้องด้วย ดิฉันจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศทางดนตรี และคิดว่าความสุขที่ได้รับจากดนตรีและการเล่นดนตรีมันซึมซับมาถึงดิฉันและทุกคนในครอบครัว ทำให้ดิฉันอยากจะเป็นเหมือนคุณพ่อ อยากจะนั่งลงเล่นเปียโนและแต่งเพลง เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่เล็กมากแค่ 3 ขวบ แต่น่าเสียดายที่เมื่อตอน 5 ขวบ พอมีคนบอกว่าดิฉันไม่มีพรสวรรค์ทางด้านเปียโน ประสบการณ์ทางด้านเปียโนของดิฉันก็ต้องยุติลงแค่นั้น ดิฉันเลยหันไปฟังเชลโลและชอบมาก ชอบเสียง ชอบวิธีการเล่น หลงใหลในอารมณ์ที่เชลโลสามารถแสดงออก จึงบอกกับคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็เลยซื้อเชลโลอันเล็กๆ และหาครูที่ดีมากๆ มาสอนให้ พอถึงช่วงประถมศึกษา ในโรงเรียนไม่ได้มีการสอนดนตรี ดิฉันจึงเรียนเชลโลนอกโรงเรียน จนได้รับเลือกให้เป็นผู้แสดงดนตรีในโรงเรียนและชุมชน ทำให้ดิฉันเป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนและครู ในช่วงมัธยมดิฉันมีครูดนตรีที่เยี่ยมยอดมาก ซึ่งดิฉันคิดว่าสำคัญมาก ทำให้ดิฉันได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนทั้งแสดงดนตรีและแต่งเพลงให้กับวงดนตรีของโรงเรียน.ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ดิฉันได้เป็นผู้นำในโครงการดนตรีของโรงเรียนและชุมชน ดังนั้นในเวลาต่อมา ดิฉันจึงเรียนต่อทางด้านดนตรีในระดับปริญญาตรี ดิฉันเรียนเชลโลในสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านดนตรีและการละครมาก แต่ทว่าเมื่อจบแล้วกลับพบว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะยึดอาชีพเป็นนักดนตรี ระหว่างนั้นเดินทางไปอิตาลีก็คิดว่าน่าจะมีอย่างอื่นนอกเหนือจากดนตรีที่จะทำให้ดิฉันมีชีวิตอยู่ได้ ตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็ไม่ได้แตะเชลโลอีกเลยแล้วดิฉันก็พบว่า ประสบการณ์ด้านดนตรีที่ผ่านมาได้เพิ่มพูนความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และมีผลต่อสมาธิของดิฉันเป็นอย่างมาก ทำให้ดิฉันสามารถเข้าใจปัญหาต่างๆ ซึ่งอาจไม่มีทางทำได้ถ้าไม่ได้ฟังหรือเรียนรู้ดนตรีมาตั้งแต่เด็กดิฉันเชื่อว่าการเรียนดนตรีเป็นสิทธิของคนเราทุกคนตั้งแต่เกิด ดิฉันจึงยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์นี้แก่ทุกๆ คน การศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ทำให้ดิฉันคิดว่าทุกคนที่ได้เรียนดนตรีไม่ว่าจะเรียนในช่วงไหน ต้องได้รับผลดีทั้งนั้น โดยเฉพาะทางด้านการเรียนรู้เรื่องมิติสัมพันธ์
Mozart Effect ดนตรีสร้างความฉลาดก่อนอื่นดิฉันอยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า การที่ดิฉันพูดถึงดนตรีที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของคนเรานั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นดนตรีของโมสาร์ต อาจเป็นดนตรีอะไรก็ได้ในสังคม ในวัฒนธรรมต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือต้องแยกระหว่างการฟัง กับการเรียนดนตรีในการศึกษาของดิฉัน ได้วิจัยในกลุ่มเด็กที่ได้เรียนเปียโนหลากหลายระดับ ทั้งกลุ่มเด็กประถม มัธยม กลุ่มเด็กยากจนด้อยโอกาส เด็กชนชั้นกลาง เพื่อดูว่าจังหวะของดนตรีหรือการร้องเพลงมีผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของพวกเขาหรือไม่อย่างไรแต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องนี้ ดิฉันอยากทำความเข้าใจในเรื่องของโมสาร์ตเอฟเฟกกันก่อนค่ะโมสาร์ตเอฟเฟก ถูกกล่าวถึงครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์ LA TIME ซึ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาที่ดิฉันทำการศึกษาตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งดิฉันทำการศึกษานักศึกษา ที่ให้ฟังเพลงโมสาร์ต K 448 ประมาณ 8 นาที 22 วินาที โดยระหว่างฟังนั้นก็ให้พวกเขาผ่อนคลาย ให้จินตนาการว่ากำลังอยู่ในสวน หลังจากนั้นก็ทดสอบในเรื่องมิติสัมพันธ์ ซึ่งปรากฏว่านักศึกษากลุ่มนี้ทำคะแนนได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ผลของมันมีอยู่แค่ 10 นาทีซึ่งเป็นเวลาที่สั้นมาก แล้วทำไมดิฉันถึงเลือกเพลงนี้ของโมสาร์ต ซึ่งหากคุณหลับตาและตั้งใจฟังแล้ว คุณจะพบว่าดนตรีของเพลงนี้มีลักษณะเป็นแบบแผนที่ชัดเจน ขึ้นๆ ลงๆ โน้ตต่างๆ ก็จะเป็นจังหวะจะโคน ดิฉันเชื่อว่าดนตรีลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของเส้นใยสมอง ซึ่งมีผลทำให้เกิดการเข้าใจในเรื่องมิติสัมพันธ์ การศึกษานี้ได้รับความสนใจมากจากสื่อต่างๆ ซึ่งดิฉันว่ามากจนเกินไปด้วยซ้ำ มันปรากฏเป็นข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ LA TIME บทความในหนังสือพิมพ์ซานฟรานซิสโกก็โปรยหัวเรื่องว่า "ไอคิวของคุณจะเพิ่มขึ้นถ้าฟังเพลงโมสาร์ต" หนังสือพิมพ์ Hello Triboon ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์นานาชาติ พาดหัวว่า "เพลงโมสาร์ตเป็นอาหารสมองชั้นดี" คนอ่านอ่านแต่พาดหัวข่าวแล้วก็รับรู้ไปว่า "ถ้าฟังเพลงโมสาร์ตแล้วฉันจะฉลาดขึ้น และบางทีฉันอาจจะทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้นด้วย" ซึ่งเขาไม่ได้ใส่ใจดูในรายละเอียดว่ามันมีที่มาอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็เลยเข้าใจไปว่าฟังเพลงโมสาร์ตแค่ 10 นาทีจะทำให้ฉลาดขึ้น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราพบนั้น การฟังเพลงโมสาร์ตเพลงนี้ 8 นาที 22 วินาทีนั้นทำให้ส่วนหนึ่งของสมองในด้านมิติสัมพันธ์ดีขึ้นเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ดิฉันเองตกใจมากที่มีสื่อต่างๆ ตามมา ทั้งหนังสือ CD เว็บไซต์ พูดเกินความจริงว่าเด็กที่ได้ฟังดนตรีโมสาร์ตแล้วจะฉลาดขึ้น ดิฉันคงต้องบอกว่าไม่มีการศึกษาใดที่บอกว่าเด็กที่ฟังเพลงโมสาร์ตจะทำคะแนนอะไร เช่น การสอบ SATได้ดีขึ้นแม้ในระยะเวลาสั้นๆ โมสาร์ตเอฟเฟกได้ถูกขยายความมากเกินไป สำหรับดิฉันโดยส่วนตัวแล้ว โมสาร์ตเอฟเฟกมีผลเฉพาะในการศึกษาที่ดิฉันทำเท่านั้น แต่การฟังดนตรีดีๆ ไม่ทำร้ายเด็กแน่ ดนตรีเป็นสิ่งที่ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่เด็ก แต่ไม่ได้มีผลต่อสติปัญญามากมายขนาดนั้นแต่สิ่งที่เราค้นพบจากการศึกษาและคิดว่าสำคัญมากต่อเยาวชนและพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็คือ ในการเล่นดนตรีไม่จำเป็นต้องเล่นเปียโนอย่างเดียว และถ้าเล่นดนตรีตั้งแต่อายุน้อยๆ จะสามารถทำคะแนนด้านมิติสัมพันธ์ได้ดี ซึงมีผลในระยะยาวด้วยทักษะทางด้านมิติสัมพันธ์ เป็นทักษะสำคัญที่คนเราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม้แต่ในการเดินทาง การดูทิศทาง การจัดลำดับความคิด ลำดับก่อนหลัง นักฟิสิกส์ คนที่เล่นหมากรุก นักดนตรี วิศวกร นักคณิตศาสตร์ ต่างต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ในทางวิทยาศาสตร์ เราเชื่อว่ามี 3 อย่างที่เกี่ยวข้องกับมิติสัมพันธ์ อย่างแรกคือมีภาพหรือ จินตภาพในสมอง นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเชื่อมโยงภาพเหล่านั้น เช่น จะลากเก้าอี้ผ่านประตูได้อย่างไร และสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการลำดับก่อนหลัง เช่น มีกระเป๋า 22 ใบ จะใส่เข้าไปในหลังรถอย่างไร จะใส่ใบเล็กหรือใบใหญ่ก่อน ตรงไหน จุดใด จะเรียงด้านกระเป๋าแต่ละใบอย่างไร การปรับเปลี่ยนจินตภาพในใจเช่นนี้แหละคือมิติสัมพันธ์ เด็กๆ ก็เช่นกัน เวลาจะเล่น puzzle ก็ต้องใช้ความสามารถด้านนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กทุกคนใช้ความสามารถด้านนี้ตั้งแต่เป็นทารกเลย และค่อยๆ พัฒนาขีดความสามารถนี้ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราเชื่อว่าการเรียนดนตรีจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในด้านในให้กับเด็กๆ เราจึงทำการศึกษาเรื่องนี้ในเด็กเล็ก สิ่งที่เราใช้ทดสอบเด็กอายุ 3 ขวบ ก็คือภาพจิ๊กซอว์ เป็นรูปภาพสุนัขที่ตัดเป็นส่วนๆ แล้วถามเด็กๆ ว่า ชิ้นส่วนเหล่านี้เมื่อต่อกันแล้วจะเป็นภาพอะไร เด็กๆ จะต้องจินตนาการซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก 3 ขวบ ปรากฏว่าเด็กที่เรียนดนตรีจะได้ทำคะแนนได้สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนดิฉันได้ทำการทดสอบและศึกษาอีกหลายๆ ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะดูผลกระทบของดนตรีที่มีต่อความสามารถอันหลากหลาย ไม่ว่าด้านมิติสัมพันธ์ คณิตศาสตร์ ความสามารถในการอ่าน ฯลฯ มีการวิจัยเกี่ยวกับผลของดนตรีต่อการเรียนรู้ทางด้านมิติสัมพันธ์ทั้งหมด 15 ชิ้นด้วยกัน ซึ่งวิจัยในเด็กทั้งหมด 701 คน กลุ่มอายุระหว่าง 3-12 ปี อาทิ การทดสอบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้เด็กมองหาภาพรูปทรงต่างๆ ที่หมุนกลับด้าน กลับหัว กลับหาง ศึกษาในเด็ก 156 คน ปรากฏว่า เด็กที่เรียนเปียโนร่วมกับการฝึกฝนกิจกรรมทางมิติสัมพันธ์ จะมีคะแนนสูงในด้านการอ่าน ความสามารถทางมิติสัมพันธ์ มากกว่าเด็กกลุ่มที่ฝึกฝนกิจกรรมมิติสัมพันธ์อย่างเดียว และกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกอะไรเลย จึงเห็นได้ว่า เด็กที่ฝึกฝนทางด้านดนตรีมีทักษะดีกว่าในเรื่องการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ รูปทรง ทศนิยม ยังมีการศึกษาอื่นๆ เช่นการศึกษาของโรเลต เฮดมัน เมื่อปี 2543 ก็ได้พบว่านักเรียนที่เรียนดนตรีด้วยจะมีคะแนนมิติสัมพันธ์สูงกว่านักเรียนที่เรียนปกติ โดยระบุว่าเป็นการเรียนคีย์บอร์ดในเด็กอายุระหว่าง 3-12 ปี พบว่า มีผลอย่างมากในการพัฒนาความสามารถของเด็กโดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อยๆ ลงไป 3-4-5-6 ขวบ หรืออาจถึง 7 ขวบ หรือการศึกษาที่ ดร.ชอร์น ฮินตัน ที่เพิ่งทำไปเมื่อ 2 ปีก็เช่นกัน ทำการศึกษาในเด็กยากจนในอเมริกาซึ่งเรียกว่าเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง โดยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนดนตรี ก็พบว่าเด็กทำคะแนนได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี มีคำถามว่าผลของดนตรีนั้นจะอยู่นานเท่าใด ยืนยาวแค่ไหน จากการศึกษาพบว่า เด็กๆ ที่เริ่มเรียนดนตรีก่อนอายุ 5 ขวบ จะมีความสามารถทางมิติสัมพันธ์ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียน และถ้าเริ่มที่อายุ 7 ขวบ ก็ไม่มีความแตกต่างจากเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี แล้วเราก็ยังได้พบจากการศึกษาอีกว่า ระยะเวลาในการเรียนดนตรีก็สำคัญ ถ้าเรียนดนตรีนาน 2 ปีขึ้นไปเด็กก็จะรักษาความสามารถไว้ให้คงอยู่ได้ ถ้าเรียนแค่ 1 ปีจากการทดสอบไม่พบว่ามีผลสักเท่าไร ผลสรุป การเรียนดนตรีทำให้ความสามารถมิติสัมพันธ์นั้นจะเพิ่มขึ้นถ้าได้เรียนรู้ก่อน 7 ขวบ และต้องเรียนอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี ความสามารถนั้นจึงจะคงอยู่
ดนตรีกับคณิตศาสตร์ การศึกษาหาความสัมพันธ์ของดนตรีที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ทำการศึกษาในเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะยากจน โดยให้เด็กได้เรียนดนตรี คีย์บอร์ด ร้องเพลง และดนตรีประเภทเครื่องเคาะเป็นเวลา 3 ปี เด็กกลุ่มที่เล่นคีย์บอร์ด ร้องเพลง ทำคะแนนในการทดสอบสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่น และเด็กที่เรียนเครื่องเคาะทำคะแนนได้ดีกว่ากลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง เราจะต้องทำการวิจัยอีกมากมายเพื่อจะบ่งชี้ให้ชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะการศึกษานี้ยังเป็นเพียงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ บอกว่าคนที่เรียนดนตรีจะมีคะแนนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าอะไรหรือทำไม ยังไม่ได้บอกว่าการเรียนดนตรีก่อให้เกิดความสามารถทางคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งของ มาร์ติน การ์ดเนอร์ และเพื่อนร่วมงานของเขา ก็ได้พบว่าสำหรับเด็กเล็กๆ ที่ได้เรียนดนตรี และศิลปะ(visual art) เป็นเวลา 7 เดือน จะมีคะแนนคณิตศาสตร์สูงขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เรียน เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคณิตศาสตร์กับดนตรีและศิลปะ แต่ก็ยากจะบอกว่าเป็นเพราะดนตรีหรือศิลปะกันแน่ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของคะแนนดังกล่าว ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น
ดนตรีกับความสามารถด้านการอ่านการศึกษาของ.......ในปี 2543 ทั้งหมด 24 ชิ้น พบว่า การเรียนดนตรีมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการอ่านอย่างแน่นแฟ้น และการศึกษาของ.....ในปี 2546 ศึกษาเด็กอายุ 6-15 ปีที่เรียนดนตรี พบว่ามีความจำสิ่งที่ได้ยินดีกว่าคนที่ไม่ได้เรียนดนตรี การศึกษานี้ให้การสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและความสามารถในการจำ แต่เมื่อทดลองในเด็กวัย 8-11 ปีที่มีปัญหาในด้านการอ่าน พบว่าเมื่อมีการเรียนรู้ดนตรีมีความสามารถในการอ่านมากกว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนดนตรี ซึ่งตรงกันกับการศึกษาในกลุ่มเด็กที่เป็นดิสเลกเซีย(มีปัญหาในการอ่าน) เด็กที่ฝึกดนตรีนอกจากจะมีทักษะมิติสัมพันธ์ดีขึ้นแล้วความสามารถในการสะกดคำก็ดีขึ้นด้วย
ดนตรีกับความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อดูด้านพฤติกรรมทางสังคม จากการศึกษาในเด็ก 9 ขวบ พบว่าเด็กที่เรียนเปียโนแบบตัวต่อตัวจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้เรียน แต่ไม่พบความแตกต่างในด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์และภาษาเลย อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดของชาเลน เบิร์ก ชาวแคนาดา พบว่าเด็ก 6 ขวบซึ่งได้เรียนเปียโนหรือร้องเพลงเป็นเวลา 36 สัปดาห์ จะมีทักษะคณิตศาสตร์และภาษาดีกว่าเด็กกลุ่มที่เรียนการแสดง
ยังมีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ประการแรกเรายังไม่มีพบความสัมพันธ์ของดนตรีที่มีผลต่อสติปัญญา ประการที่สอง เราจะต้องมีการศึกษาในระยะยาว ติดตามความสัมพันธ์ว่ามีความยั่งยืนแค่ไหน และการศึกษาที่ผ่านมาก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปถึงความสัมพันธ์ของดนตรีกับความสามารถทางด้านภาษาและคณิตศาสตร์ ซึ่งมีความซับซ้อนในการเรียนรู้
เรียบเรียงจาก Rakluke Symposium "The Effect Music Exposure on Cognitive and the Brain"
ที่มา : นิตยสาร teens & family เดือน กรกฎาคม
สวัสดีครับคุณศศิชล
ผมคิดว่าน่าจะสัมพันธ์กับที่ขงจื้อ ได้กล่าวไว้ว่า การเพาะปัญญามนุษย์นั้นให้เริ่มต้นที่โคลงกลอน สร้างความสมบูรณ์ของชีวิตด้วยดนตรี สร้างความมั่นคงของชีวิตด้วยพิธีกรรม ดังนั้นดนตรีมมีส่วนในการสร้างความฉลาดก็น่าจะเป็นไปได้ ขอบคุณครับ
- ขอบคุณมากคะคุณ Mr. ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ สำหรับความคิดเห็นดี ๆ เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยคะ กับทุกคำพูด
- ขออภัยที่เข้ามาตอบช้าไปมากๆ ช่วงนี้ถูกขโมยเวลาไปจาก gotoknow คะ
สวัสดีค่ะ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">เพิ่งเห็นบันทึกนี้ค่ะ</p> รู้สึกเราเคยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ ไปบ้างแล้วค่ะ และมีบางส่วนที่ ดิฉันตอบผู้สอบถาม จากประสบการณ์ของดิฉันด้วย เลยอยากจะเสนอแบ่งปันค่ะ <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal"> สรุป ดนตรีให้ประโยชน์จริงๆมากมาย แต่จะทำให้เด็กฉลาดขึ้นจริงหรือเปล่า ใครๆยังตอบไม่ได้ค่ะ เพราะคนที่ไม่ได้เรียนรู้ในทางดนตรี ก็สามารถเรียนรู้อะไรได้เยอะแยะ </p> แต่ดิฉันคิดว่า การรู้ศิลปะของการดนตรีจะช่วยให้เป็นการพัฒนาสมองในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นค่ะ <p> </p>