ผมมักได้ยินนิสิตพูดเสมอว่าชมรมของตนเองเป็น “ทางเลือกใหม่” ของการทำกิจกรรม แต่เมื่อดูเนื้อในแห่งการทำงานแล้วก็ดูเหมือนย่ำรอยอยู่บนประวัติศาสตร์เดิม ๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะส่วนใหญ่ก็มักเป็นองค์กรที่มุ่งทิศทางไปในด้านอาสาพัฒนา หรือบำเพ็ญประโยชน์แทบทั้งสิ้น
<div style="text-align: center">
</div> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่เมื่อมองย้อนกลับไปพินิจพิเคราะห์ถึงชมรมด้านศิลปวัฒนธรรม กลับกลายพบว่ามีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่หยัดยืนและสานต่อลมหายใจแห่งการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรกับเราสักอย่างหรือเปล่า ? มันคือปรากฏการณ์ของคนหนุ่มสาวในยุคบริโภคนิยมที่กำลังเพิกเฉย ละเลย หรือแม้แต่หลงลืมความเป็น “วิถีแห่งวัฒนธรรม” ของตนเองแล้วหรือไม่ ? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คำถามเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของผมมายาวนานแล้ว และเมื่อแรกที่กลับมาในตำแหน่งนี้ ผมก็ตั้งใจแน่แน่วว่าจะลั่นกลองรบผลักดันให้กิจกรรมด้านนี้กลับมาคึกคักและเป็นทางเลือกที่ “ต้องเลือก” กันอีกสักหน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"><div style="text-align: center">
</div></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และครั้งนั้น, โชคดีผมได้มีโอกาสพบเจอกับชมรมรักษ์ทางไทยเข้าอย่างจัง น้องนิสิตเข้ามาติดต่อเพื่อขออนุมัติจัดกิจกรรมในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และผมก็ถือโอกาสกระโดดเข้าไปร่วมคิดในกิจกรรมนั้นบ้าง พร้อมกับเอ่ยเจตนารมณ์ให้พวกเขาได้ฟังสั้น ๆ ว่า “ต้องการให้ชมรมนี้เป็นชมรมทางเลือกใหม่ในทางกิจกรรม”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมพยายามชักแม่น้ำอันหลากหลายทั่วภาคอีสานมาโน้มน้าวให้เขาเห็นคล้อยกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรเพิ่มเติมในโครงการ เช่น เชิญปราชญ์ชาวบ้านมาร่วมเป็นวิทยากร การนิทรรศการหนังสือหรือวรรณกรรมเกี่ยวกับท้องถิ่น ทั้งในรูป กลอนลำ คำกลอน ผญา นิทานพื้นบ้าน หรืออื่น ๆ นานาประการ รวมถึงการเน้นย้ำว่าชมรมของพวกเขาเป็นองค์กรที่มีความแปลกใหม่ในด้านการเรียนรู้ ฉีกไปจากระบบกิจกรรมทั่วไปที่มุ่งเน้นด้านการสร้างวัตถุสถาน, หรือแม้แต่การฟังเทศน์ฟังธรรม แต่กิจกรรมของพวกเขากลับมุ่งเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาชาวบ้านบนวิถีแห่งชุมชนนั้น ๆ โดยตรง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>ผมไม่ได้โกหกมดเท็จอันใด เพราะสภาพการณ์จริงในทางกิจกรรมนิสิตในมหาวิทยาลัยก็เป็นเช่นนั้นอย่างแจ่มแจ้ง จะให้ผลักดันเหล่าชมรมดนตรีสากล หรือแม้แต่ดนตรีไทยให้หันเหลงพื้นที่เพื่อจัดกิจกรรมในทำนองเดียวกันนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงหวังที่จะปลุกปั้นและสร้างเวทีให้พวกเขาได้ขึ้นไปยืนตระหง่านอย่างมีตัวตนในเส้นทางของ “คนทำกิจกรรม” </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และกิจกรรมครั้งนั้นก็เกิดขึ้นภายใต้ชื่อโครงการ “เรียนรู้การทำงาน สานฝันวัฒนธรรม” ระหว่างวันที่ 16 – 18 มีนาคม 2550 ณ โรงเรียนบ้านดงบังวิทยา อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โดยการนำเอานักเรียนในระดับมัธยมทั้งโรงเรียนมาเข้าค่ายร่วมกับพี่นิสิต มีการบรรยายให้ความรู้ในเชิงวัฒนธรรมพื้นถิ่นผ่านมิติของศิลปะแขนงต่าง ๆ รวมถึงการแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้อันหลากหลาย เช่น เพลงพื้นบ้าน ผญา กลอนลำ นิทาน เป็นต้น รวมถึงการให้นักเรียนได้ร่วมกับพี่ ๆ จัดการแสดงนำเสนอผลการเรียนรู้ด้วยการนำเอานิทานพื้นบ้านมาแสดงในรูปแบบต่างๆ เช่น หมอลำ หรือแม้แต่ละครสั้นก็มี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>


</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมไม่กังขาเลยแม้แต่น้อยว่า กิจกรรมที่พวกเขาจัดขึ้นนั้น จะก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้น้องนักเรียนหันมาเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนตนเอง หรือแม้แต่นิสิตบางคนก็อาจจะพร้อมเสมอสำหรับการ “ต่อยอด” ทางความคิดในการรังสรรค์กิจกรรมทำนองนี้สืบต่อไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p></p><p>ทันทีที่ค่ายปิดตัวลง หัวเรือใหญ่ของพวกเขาก็กลับมาหาผมอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้, พวกเขาได้นำซีดีภาพกิจกรรมของพวกเขามามอบให้ผมเก็บไว้ 1 ชุด รวมทั้งเรื่องเล่าที่ทรงคุณค่าอีกหลายเรื่องที่ถ่ายทอดให้ผมได้รับรู้และรับฟังอย่างน่าประทับใจ … </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมมีโอกาสได้เจอพวกเขาในภาพของ “ทีมงาน” ชุดใหญ่ในซุ้ม “ลมหายใจปัญญาชนคนชาวค่าย” หลายคนนั่งพับเพียบบนพื้นหญ้าเรียวงามขับร้องสรภัญญะอย่างไพเราะ ภายในซุ้มตกแต่งด้วยบรรยากาศของท้องถิ่นอีสาน ขณะที่กลุ่มหนึ่งก็สัญจรเซิ้งขอรับบริจาคเงินเพื่อทำกิจกรรมอย่างไม่รู้เหนื่อย –</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ผมยังไม่มีโอกาสได้คุยกับพวกเขาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะไปจัด “ห้องเรียนชุมชน : คนรักษ์ท้องถิ่น” ณ ชุมชนบ้านเม็กดำ ซึ่งเกี่ยวกับการอนุรักษ์ใบลานและการอนุรักษ์ธรรมาสน์เสาเดียว และผมก็ตั้งใจจะขับเคลื่อนกิจกรรมนั้นในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ </p><p></p><p>ผมเชื่อว่าพวกเขาทำได้และจะทำได้ดีอย่างไม่ต้องสงสัย ..และพวกเขาจะกลายเป็นองค์กรแห่งทางเลือกของการทำกิจกรรมในด้านศิลปวัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่งของนิสิต หลังจากที่ชาววงแคน, ชมรมพุทธศาสน์ หรือแม้แต่ชมรมเทิดคุณธรรม จับมือกันปักธงขับเคลื่อนกิจกรรมด้านนี้มาอย่างเดียวดาย </p><p></p><p>


</p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในโอกาสนี้ ผมจึงเลือกที่จะให้เรื่องราวของชมรม “รักษ์ทางไทย” เป็นบันทึกหน้าสุดท้ายของการรวมพลคนชาวค่ายเมื่อค่ำคืนของวันที่ 4 กรกฎาคม … </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>และถือโอกาสเรียนเชิญทุกท่านได้ติดตามวิถีแห่งพวกเขาว่าจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการจัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมได้หรือไม่ ? </p><p> </p><p>แต่สำหรับผมแล้ว, ยืนยันอีกครั้งว่า หากยังคงนั่งอยู่ในจุดนี้เช่นเดิม ผมจะไม่ลังเลในการเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเดินไปกับพวกเขาอย่างแน่นอน </p><p> </p><p> </p>
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
เมื่อ 16-17 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้จัดโครงการสร้างเครือข่ายเรียนรู้สู่ชุมชนต้นแบบ
มีสถาบันเครือข่าย 7 แห่ง ได้แก่ มมส. มรภ.สารคาม เลย อุดร ม.ขอนแก่น และม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังการอบรมก็ให้น้องๆเขียนโครงการเพื่อเสนอของบประมาณ ทำโครงการในชุมชนต้นแบบ 3 แห่ง
เห็นโครงการของ อ.และน่าสนใจมากค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์ เพราะปัญหาของ 3 ชุมชนต้นแบบส่วนใหญ่เป็นองของเยาวชนที่หลงในบริโภคนิยม
หากเป็นไปได้อยากให้ อ.เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่อไป เพราะน้องที่มาอบรมบอกว่าเคยเข้าไปคุยกับ อ.บ่อยๆ
ขอความอนุเคราะห์มา ณ โอกาสนี้ค่ะ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ คุณหมูน้อย
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ โครงการกิจกรรมของชมรมรักษ์ทางไทย การอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมไทย ควรจะมีตั้งนานแล้ว ให้หลากหลายไปจากกิกรรมปกติที่ทำอยู่ ซึ่งก้ดีอยู่แล้วค่ะ
ประเทศเรามีวัฒนธรรมอันหลากหลาย ซึ่งเราต้องให้ความเคารพในวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ และควรให้มีการเรียนรู้แบบเปิด เช่น การเชิญปราชญ์ชาวบ้านมาร่วมเป็นวิทยากร ที่คุณพนัสเล่าให้ฟัง
หรือแม้กระทั่ง จะเป็น ผู้นำชุมชนท่านอื่นๆ ผู้สูงอายุ ครู เกษตรกร พระสงฆ์ ก็สามารถมาช่วยให้ความรู้ได้ค่ะ
ชมรมนี้ คงใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ซึ่งดิฉันขอสนับสนุนด้วยคนค่ะ
สวัสดีครับ
ตอนนี้แกนนำชมรมได้ขยับมาคุยงานกับผมแล้ว, ผมเล่าถึงสิ่งที่จะต้องไปทำในชุมชนเม็กดำ แต่รายละเอียดอื่น ๆ อยากให้น้องนิสิตเป็นผู้มีส่วนร่วมต่อการกำหนดแนวทางร่วมกับชุมชน
ผมทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะชมรมที่คาดว่าหากมุ่งมั่นและมั่นคงต่อแนวทางของตนเอง ย่อมง่ายต่อการที่จะกลายมาเป็น "ทางเลือก" ของการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ...
รวมถึงสิ่งที่ผมเปรยว่าอยากให้มีขึ้นมากที่สุด คือ การทำละคร "คำสอนของพ่อ" ...
และดูเหมือนพวกเขาก็เห็นด้วย และยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนั้น
ผมไม่นิ่ง ... ซึ่งหมายถึง ยังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ นั่นเอง ...
แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่หลายครั้ง ก็ลงมือทำให้เห็นมาแล้วทั้งนั้น
....
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ
ปรียานี่นา กำลังคดข้าวในหวด คิดฮอดเพื่อนๆที่ไปออกค่ายนำกันเด้ ปัจจุบันนี่คงจะไม่มี โอกาสกลับไปทำอน่างสมัยเป็นนักศึกษาอีกแล้ว คงได้แต่รอให้น้องๆมาสานต่ออุดมการณ์ชมรมต่อยอดพวกพี่ๆรุ่นแรกที่ตั้งชมรมมา