หากมีงานวิจัยหรืองานพัฒนาดีๆที่เข้าไปต่อยอดงานเหล่านี้จะเกิดประโยชน์กับชุมชนมาก เรามีข้อมูลเดิมที่พร้อม เพียงแต่นำกระบวนการเข้าไปเสริมต่อ พัฒนาต่อเนื่อง ใช้ฐานการคิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและคิดพร้อมทำด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว

ย้อนหลังไปหลายปี ช่วงที่ผมยังทำวิทยานิพนธ์(Thesis)บนดอยสูงกับพี่น้องชาวลีซู และต่อมาได้รับทุนการศึกษาวิจัยจาก สกว. และ สสส. ประเด็น “การจัดการความรู้ด้านสุขภาพ” ชาวลีซู

านวิจัยและพัฒนา เหล่านี้เองทำให้ผมเดินเข้าไปในโลกทัศน์(World view)ของคนลีซู ไปมองในมุมมองเดียวกับชาวบ้านในวิถีชีวิตปกติของพวกเขา การศึกษายิ่งเจาะลึกลงไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบความยิ่งใหญ่และคุณค่าของภูมิปัญญาของชนเผ่ามากขึ้นเท่านั้น เป็นต้นทุนทางปัญญา(intellectual capital)ของชนเผ่า

รูปนี้ผมถ่ายไว้นานแล้วกับน้องทันตแพทย์ มช.ที่ไปศึกษาวิถีชุมชนบนดอย

สิ่งที่เรามองจากข้างนอก วิธีปฏิบัติ พิธีกรรม หรือท่าทีชาวบ้านที่มีต่อธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีเหตุผลที่เราเข้าใจได้ การดูแลสุขภาพตนเอง(Self health care) ของชาวบ้านเริ่มจากการดูแลตนเองระดับบุคคล ระดับครอบครัว และจนถึงระดับชุมชน เรื่องราวทางภูมิปัญญาที่ค้นพบล้วนแล้วแต่แสดงถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์  การต่อสู้และถ่ายทอดมายาวนานจากบรรพบุรุษ

หมอสมุนไพร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “แนซึซือซู” เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเคารพเลื่อมใส หมอยาชาวลีซูเป็นผู้รู้ด้านการรักษา ส่วนใหญ่เป็นหมอยาที่รู้จักสมุนไพรในป่าและนำสมุนไพรมารักษาโรค เยียวยาคนในชุมชน เป็นเพศหญิงก็ได้ เพศชายก็ได้ ที่ผมพบก็มีทั้งหมอยาสมุนไพรลีซูชายหญิง

หมอยาลีซูหญิงเน้นยาสำหรับผู้หญิง ส่วนหนึ่งเป็นสมุนไพรหลังคลอดที่ใช้บำรุงร่างกาย หมอยาที่เป็นผู้ชายก็เป็นยาสมุนไพรที่หายากและรักษาโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น

ผมตามหมอยาสมุนไพรไปเก็บสมุนไพรในป่าบ่อยครั้งและได้เรียนรู้ผ่านคำบอกเล่าถึงการบำบัดอาการต่างๆ ของสมุนไพรแต่ละตัวหรือตำรับยา รายละเอียดเหล่านี้ถูกเก็บไว้เป็นรายงานวิจัย แต่เนื้อความที่ถอดออกมาจากการสอบถามนั้น หากเป็นการออกฤทธิ์ทางเภสัชยังไม่มีการทดลองชัดเจน และสิ่งหนึ่งที่เราคุยกันในกลุ่มลีซูก็คือ ภูมิปัญญาเหล่านี้เป็นลิขสิทธิ์ของชาวบ้าน การเผยแพร่จึงสุ่มเสี่ยงต่อการขโมยภูมิปัญญาโดยชาวบ้านไม่รู้เท่าทัน ผมจึงระมัดระวังมาก

การไปศึกษาในครั้งนั้นของผม อาจไม่ได้เจาะลึกมากในส่วนของสมุนไพรมาก แต่ผมก็มองว่าองค์ความรู้ด้านนี้มีเยอะและมีคุณค่ามาก ครั้งนั้นผมก็เพียงเห็นปรากฏการณ์และเข้าไปรู้จักสมุนไพรพื้นๆโดยทั่วไปเท่านั้น

การบนบานกับผีดอยของหมอผีชาวลีซู

สิ่งที่ผมเล่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาเป็นงานวิจัย ที่สร้างความตระหนักในการจัดการความรู้ให้กับชุมชน ให้มองไปถึงการรักษา การสืบทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ที่นับวันก็จะหายไปหากเราละเลยไม่สนใจ

น่าดีใจครับที่ส่วนหนึ่งของงานวิจัยถูกผลักเข้าไปเป็น“หลักสูตรท้องถิ่น” และโรงเรียนในพื้นที่ได้ดึงเอาผู้รู้ด้านต่างๆเข้าไปสอนนักเรียน แต่ผมก็ทราบต่ออีกว่ากระบวนการยังไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ช่วงหลังหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนที่เป็นกระแสดังในขณะนั้น ตอนนี้ก็เริ่มหายและซาๆไป

ผมคิดต่อว่า หากมีงานวิจัยหรืองานพัฒนาดีๆที่เข้าไปต่อยอดงานเหล่านี้จะเกิดประโยชน์กับชุมชนมาก เรามีข้อมูลเดิมที่พร้อม ทรัพย์สินความรู้(Knowledge asset)ที่มีแล้วสามารถนำไปใช้ได้

เพียงแต่นำกระบวนการเข้าไปเสริมต่อ  พัฒนาต่อเนื่อง ใช้ฐานการคิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านและคิดพร้อมทำด้วยกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว