ช่วยด้วย!!! : ช่วยกันป้องกันสังคมไทยอย่าให้เป็นสังคมคนใจร้าย
เรื่องดังในระยะนี้คือหนุ่มขับเบ๊นซ์ ขี้โมโห อายุ 20 ปี ขับรถไล่ชนคน คนมักมองว่าเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล ว่าคงเป็นเพราะการอบรมที่บ้านไม่ดี หรือเพราะความเจ็บป่วยทางจิตใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความจริง แต่นั่นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งครับ
เวลานี้สังคมของเรากำลังบ่มเพาะคนโมโหร้ายกันทั้งเมือง โดยไม่รู้ตัว ยิ่งนับวันผู้คนก็ยิ่งขาดการอบรมฝึกฝน EQ (Emotional Intelligence – ปัญญาทางอารมณ์) ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นคนไม่เข้าใจอารมณ์ของตนเอง ไม่เข้าใจอารมณ์ของคนอื่น ควบคุมอารมณ์ของตนไม่เป็น โดนกระตุ้นนิดเดียวก็พลุ่งพล่าน และทำในสิ่งที่คนอื่นเดือดร้อน และตนเองก็เสียใจภายหลัง
สังคมไทยในอนาคตจะเต็มไปด้วยคนโมโหร้าย ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกันตั้งแต่บัดนี้
ยิ่งกว่าโมโหร้าย คือจะมีบุคลิก จริต หรือวิธีคิดแบบ “ผู้ร้าย” กันทั้งเมือง โมโหร้าย เกิดขึ้นตอนมีอารมณ์พลุ่งขึ้นมา แต่ “จริตผู้ร้าย” เกาะกุมใจตลอดเวลา มีผลให้ผู้คนอยู่กันแบบมุ่งเอาเปรียบกัน ไม่ไว้ใจกัน ไม่มีมิตรภาพต่อกัน ไม่เป็นสังคม “อยู่เย็นเป็นสุข” เพราะต้องคอยสะดุ้งป้องกันตัวเองตลอดเวลา และถ้ามีโอกาสก็ฉกฉวย หรือเอาเปรียบคนอื่นเหมือนกัน จะเป็นสังคม “อยู่ร้อนนอนทุกข์” เพราะคนใจร้ายเต็มบ้านเมือง รวมทั้งลูกหลานสายโลหิตของเราเองด้วย
โปรดสังเกตนะครับ ว่า “สังคมอยู่เย็นเป็นสุข” ที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมนั้น ไม่ใช่แค่มีงานทำ มีกิน มีใช้ มีบ้าน มีรถ เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ต้องเป็นสังคมที่ทุกคนมุ่ง “อยู่ร่วมกัน” ไม่ใช่ “ต่างคนต่างอยู่” ต้องเป็นสังคมที่ผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ไม่ใช่ผู้คนมุ่งเอาเปรียบกัน
แต่เวลานี้สังคมไทยกำลังสร้างวงจรเชื่อมต่อใยประสาทสมองของเยาวชน ให้เป็นสมองของคนที่ต่างคนต่างอยู่ อยู่ร่วมกับคนอื่นไม่เป็น ไม่รู้จักความสุขที่เกิดจากการให้ รู้จักแต่ความสุขที่เกิดจากการเอา โดยเฉพาะการเอาชนะ หรือการเข่นฆ่าผู้อื่น ไม่ภูมิใจต่อการเสียสละ แต่ภูมิใจการคดโกงเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ ไม่มุ่งทำงานหนัก ช่วยตัวเอง เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ แต่มุ่งรวยลัด รวยเร็ว มุ่งขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ฝึกความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง แต่กลับฝึกความฉาบฉวย
การเชื่อมต่อใยประสาทสมองของเยาวชนไทยในเวลานี้ อิทธิพลสูงสุดคือสื่อมวลชน และสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ ทีวี
เกมคอมพิวเตอร์ ก็มีอิทธิพลต่อการเชื่อมต่อใยประสาทสมองของเยาวชน เกมที่ได้รางวัลหรือได้คะแนนจากการฆ่า การทำลาย จะสร้างการเชื่อมต่อใยประสาทสมองให้มีนิสัยดุร้าย หยาบกระด้าง มุ่งแต่เอาชนะเพื่อตัวเอง
สมัยผมเป็นเด็ก พ่อแม่มีลูกเป็นฝูง ครอบครัวอื่นก็มีลูกเป็นฝูง เราเล่นกัน มีการเอื้อเฟื้อกัน แย่งกัน ช่วยเหลือกัน ทะเลาะกัน ฯลฯ เป็นการฝึกฝนสมองในด้าน “ความฉลาดทางอารมณ์” หรือความสัมพันธ์ ในหมู่เพื่อนๆ และพี่-น้อง สมัยนั้นเรามีลุงป้าน้าอามากมาย เราก็ได้ฝึกความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ยิ่งในต่างจังหวัด “ลุงป้าน้าอา” ที่ไม่ใช้สายโลหิตมีมากมาย เพราะเราเรียกผู้ใหญ่ในละแวก ว่าเป็นลุงป้าน้าอา ทั้งนั้น และหลายๆ คนแม้จะไม่ใช่ญาติทางสายโลหิต ก็เหมือนญาติ หรือรักกันยิ่งกว่าญาติ เป็นความรักที่เกิดจากการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เด็กสมัยก่อน การเชื่อมโยงใยประสาทส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึก “อยู่ดีมีสุข” จากมิตรภาพ จากความรักรอบข้าง
แต่เด็กสมัยนี้ การเชื่อมโยงใยประสาทมาจากความรู้สึกต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง รู้สึกพอใจจากการได้เล่นเกมเอาชนะ หรือ virtual killing แม้ในเกมจะเป็น virtual แต่การเชื่อมต่อใยประสาทสมอง จะเป็นจริง คือเชื่อมต่อไว้ให้เป็น “ผู้ฆ่า” หรือเมื่อโดนกระตุ้นด้วยอารมณ์นิดเดียวก็เป็น “ผู้ทำร้าย” หรือ “ผู้ฆ่า” ได้ง่าย
เราจะช่วยกันสร้างสังคมไทยในอนาคต ไม่ให้กลายเป็นสังคมของคนโมโหร้ายกันทั้งเมืองได้อย่างไร
ขอเชิญชวนให้ท่านนำเสนอ “เรื่อง เล่า”(storytelling) ที่เป็นเรื่องจริง ที่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่เป็นเรื่องของท่านเอง หรือที่ท่านพบเห็น (ย้ำว่าเป็นเรื่องจริง มีตัวตนเป็นๆ ให้ไปดูไปชื่นชม ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้) ที่มีการดำเนินการเชื่อมต่อใยประสาทสมอง ให้ได้วงจรใยประสาทด้านดี ด้านเสียสละ ด้านสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ ฯลฯ ให้แก่เยาวชน เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ผมนำเสนอข้างบน
อยากให้บันทึกนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ เวทีแลกเปลี่ยน เรื่องราวของการปฏิบัติ ไม่ใช่เวทีแลกเปลี่ยนความรู้เชิงทฤษฎี
เชิญครับ
วิจารณ์ พานิช
8 ก.ค. 50
อ่านของท่านอาจารย์แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีตอนสายๆนี้เองบอกลูกชายคนเดียวที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ไกล้เกินให้ขยับออกเขาทำไม่ได้ยิน ก็เลยแหย่ด้วยการตบหลังเบาๆ ลูกชายโกรธและตอบแทนแรงๆเหมือนการเอาคืนทำนองนั้น ลูกอายุ 10 ขวบ กลัวจังว่าสัก 20 ขวบจะเกิดเรื่องเหมือนข่าว จะแรงหรือเบาก็ไม่ดีทั้งนั้นทำไงดีครับ
สวัสดีค่ะ
บันทึกนี้ ดิฉัน 2 รอบ เฉพาะนาทีนี้ รู้สึกปลาบปลื้มมาก และซาบซึ้ง ที่ท่านอาจารย์เห็นปัญหาของสังคม และพยายามที่จะกระตุ้น ความรู้สึกที่จะให้คนเราอยู่ร่วมกัน เป็นสังคมที่มีความสุขเหมือนแต่ก่อน
เรื่องที่ดิฉัน เขียนลงบันทึกทุกเรื่องจะเป็นเรื่องจริงๆ จากประสบการณ์ของตนเองทั้งนั้น และดิฉันรู้สึกเป็นห่วงสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปในทางแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมากขึ้นทุกทีค่ะ
ช่วยกันด้วย ช่วยที เราคนไทย
อย่ามีใจ ร้อนแรง อย่าพลุ่งพล่าน
คนไทยล้าน รักกัน เราร่วมอยู่
อย่าเป็นผู้ เอารัด เอาเปรียบกัน
อนาคตไทย ฉะไหนว่า เป็น"ผู้ร้าย"
เราไม่หมาย เป็นอย่างนั้น ให้ช่วยกัน
ให้มุ่งมั่น ทำดี เสียสละ
เอาชนะ ขาดคุณธรรม ทำไม่ลง
การสอนลูกให้เป็นคนดีของสังคม เราจะต้องค่อยๆสอนตั้งแต่เด็ก
เราไม่ควรดีใจที่ลูกเอาเปรียบคนอื่นได้
สอนให้เขามีนำใจกับคนอื่นๆด้วย
ต้องศึกษาเด็กเป็นรายบุคคลด้วย
วาย...มีหลักการเยอะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ..ว่าใคร
แหะแหะ
ขอบคุณที่เห็นคนดีของสังคมในบันทึกนี้
สวัสดีครับทุกท่าน
สิ่งที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์นำเสนอ หลายเรื่องเป็นเรื่องเดียวกับที่ผมเองก็พูดเสมอกับทุกกลุ่มคนที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งนักศึกษา ครูอาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ใช่มาแอบอ้างครับ แต่อยากยืนยันว่าเราท่านทั้งหลายต่างเห็นร่วมกันอยู่ ว่า "มันหนักข้อขึ้นทุกวัน"
ปัญหาทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด และเหตุแห่งปัญหาก็มีมากมาย ทั้งที่เห็นง่ายๆ และสลับซับซ้อน
ทางแก้ หรือลดปัญหาจึงต้องทำหลายทาง หลายมิติ ช่วยกันทุกๆฝ่าย ตามบทบาทและเงื่อนไขที่เอื้อให้ทำได้ เหมือนกับช่วยกันสกัด ปิดกั้นสิ่งชั่วร้าย ต้องช่วยกันดูโดยรอบด้าน
สถานภาพต่างๆที่เรามี เราเป็น ล้วนมีส่วนช่วยได้ทั้งนั้นครับ
คิดกันสิครับ ไม่ต้องรอว่าใครทำอะไรหรือยัง รีบทำสิ่งที่ท่านทำได้และอยู่ใกล้ๆตัว โดยทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมนี้ให้น่าอยู่ ด้วยการพัฒนาคน คือลูกหลานของเรา ให้คิดเป็น มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอ ต่อสิ่งชั่วร้ายที่แฝงตัวมากับความเจิญก้าวหน้า ทางวัตถุและเทคโนโลยี ของโลกยุคใหม่
อะไรๆมันต้องดีขึ้น ถ้าทุกคน ตระหนัก และ เอาจริง ครับ
เรียนคุณ นมิทร์ มน. http://gotoknow.org/profile/nmintra
ขอบคุณมากครับ
เรื่องเล่าแบบของคุณนมินทร์นี่แหละครับ ที่เราควรผลัดกันเล่า และผลัดกันชื่นชม ยิ่งมีหลากหลายเรื่อง หลากหลายแบบ หลากหลายบริบท ยิ่งดี
ถ้าเป็นเรื่องนานมาแล้ว บอกด้วยว่าเวลานี้ตัวละครเหล่านั้น ใครไปเป็นคนดีของสังคมอย่างไร ที่ไหน
วิจารณ์
สังคมเมือง ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ไปทุกทีค่ะ
เพราะ นับวันจะไกลจากธรรมชาติ
จนไม่รู้จักสัจธรรมไปด้วยค่ะ
ทำให้แม้มีเงินทองมากมาย การศึกษาดี แต่ EQ น้อยเต็มทีค่ะ
คือ ยิ่งความเจริญ(ทางวัตถุ)เข้าครอบงำ
จิตใจคนยิ่งห่างไกลความเจริญไปทุกทีๆๆ
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ สำหรับเรื่องเล่า ให้เสียงสะท้อนค่ะ