ศาสตร์ต่างๆ ล้วนมี “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ทุกอย่างเพื่อ “ความสุข”“ความอยู่ดีกินดีของมนุษย์” สังคมศาสตร์ของตะวันตกเน้นการออกแบบกลไก กติกามากำหนดพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่า จะเป็น รัฐ กฎหมาย ตลาด การทำให้สังคมดีขึ้น จึงต้องแก้ไขการออกแบบกติกาสังคม (เหมือนที่เราดิ้นรนสร้าง รัฐธรรมนูญนับเป็นสิบๆฉบับ)
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พื้นฐานวัฒนธรรมไทยมาจากสังคมพุทธ ซึ่งจะว่าไป ศาสนาก็มี “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ในแง่ที่ว่า มีศาสนาเพื่อ “ความสุข” ของมนุษย์ เช่นกัน แต่จุดต่างที่ใหญ่หลวงก็คือ การทำให้สังคมดีขึ้นต้องเป็นการปรับปรุงแก้ไขที่ตัวศูนย์กลาง คือ มนุษย์ (กายและจิต) นั่นเอง การศึกษาตามศาสตร์ทางตะวันตกเน้น หลักการ แต่การศึกษาตามศาสตร์ทางตะวันออก รวมถึง ศาสนา เน้นว่าจะต้องไปให้ถึงการปฏิบัติ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างไรก็ดี ศาสนา อย่างเช่นศาสนาพุทธ ก็สร้างกติกาขึ้นมาจัดระบบความสัมพันธ์ของคนเช่นกัน อย่างเช่น ศีล ซึ่งพระธรรมปิฎก บอกว่า “ศีลห้า เป็นมาตรฐานอย่างต่ำสำหรับจัดระเบียบชีวิตและสังคมของมนุษย์” (ที่จริงก้าวข้ามไปถึงความสัมพันธ์กับธรรมชาติคือ สิ่งมีชีวิตอื่น) สำหรับพุทธศาสนาแล้ว "ศีล" เป็นเครื่องควบคุมการแสวงหา “ความสุขแบบพึ่งพา” (คือความสุขจากความพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ซึ่งจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีมีความสุขได้ในระดับเพียง “ขั้นต้น” เท่านั้น </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การแสวงหาความสุขของมนุษย์ ในศาสนา ลึกซึ้งมากกว่า การอยู่ดีกินดี แต่รวมถึงความสุขทางจิตใจ กติกา อย่างเช่น กฎหมาย กติกา กลไกรัฐ ดูๆไปก็อยู่ในระดับเดียวกับ ศีล คือเพื่อสร้างระเบียบสังคม ที่จะทำให้มนุษย์มีความสุขขั้นพื้นฐานเท่านั้นเอง แต่ศาสนาลงลึกไปมากกว่านั้น ถึงขั้นการพัฒนาจิต โดยใช้ "สมาธิ" เป็นเครื่องมือ และการเป็นอิสระ คือ ไม่มีอะไรที่ต้องทำเพื่อตัวเองอีก จึงทำเพื่อผู้อื่นได้เต็มที่ โดยใช้ "ปัญญา" เป็นเครื่องมือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จุดแข็งของกฎหมาย กลไกรัฐ คือ เครื่องมือในการลงโทษ ที่ถ้านำมาใช้อย่างถูกต้อง ทำชั่วก็ได้ชั่วกันตรงนั้นให้เห็นเลย แต่จุดอ่อนก็คือ มนุษย์พยายามหาช่องโหว่ ถ้าทำไม่ดีก็พยายามอย่าให้ถูกจับได้เป็นพอ ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงยังยุ่งเหยิงเพราะการบังคับกติกาที่หละหลวมและไม่เท่าเทียม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ศาสนานั้น ตนต้องควบคุมตน ถ้าทำได้จริง “ต้นทุนสังคม” (social cost) ในการทำให้สังคมเป็นสุข จะต่ำกว่าการใช้กลไกรัฐและกฎหมายมาก</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถ้าสังคมไทยไม่ยอมรับความจริงว่า พวกเราล้มเหลวในการสร้างคนดี พวกเราก็คงวนเวียนกับการสร้างกติกาไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เราเองเห็นด้วยกับการสร้างกติกาสังคมที่ดี แต่ไม่เห็นด้วยกับการละเลยการสร้างคนดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
ยอมรับว่าหนูยังเข้าไม่ถึงสิ่งที่อาจารย์ปัทเขียนทั้งหมด เนื่องจากระดับปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะเข้าใจประโยคที่ค่อนข้างซับซ้อนซ่อนความหมายที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างไรก็เห็นด้วยกับการสร้างคนดีตามวิถีศาสนา จะเป็นการลดต้นทุนทางสังคมได้มาก
เป็นกำลังใจให้อาจารย์เขียนบทความดี ๆ แบบนี้ต่อไป จะติดตามอ่านอยู่เรื่อย ๆ คะ
รัช
ขอบคุณอาจารย์เอกค่ะ
Dear น้องรัช
ขอบคุณที่ให้กำลังใจนะคะ ที่จริงเป็นการคุยกันในวงเรื่องสวัสดิการชุมชนค่ะ พอดีได้อ่านหนังสือของท่านพระธรรมปิฎก (ยังติดเรียกสมญานามเดิมของท่าน) ก็เลยคิดต่อ ผสมๆกันตามประสาคน "ใจไม่หยุดนิ่ง" น่ะค่ะ
ครั้งต่อๆไปจะพยายาม "คลี่" อธิบายให้ชัดขึ้นค่ะ
ความชัดเจนในการหาว่าอะไรคือรากเหง้าของปัญหาของผู้ปกครองไม่มี...ผมว่า
ปัญหาสำคัญของประเทศนี้คือขาดคนดี และมีสัมมาทิษฐิ หรือคนทีมีความคิดดี
การศึกษาและศาสนาเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพื่อทำให้คนเป็นมนุษย์...ผมว่า
และคนอื่นก็คิดเช่นนั้น...แต่คนบริหารประเทศไม่เห็นและไม่เคยทำให้เป็นจริง
ถ้าเราทุ่มงบประมาณ บุคคลากรที่มีปัญญา ลงไปจริงจังสักช่วงชีวิตคนสักรุ่นหนึ่ง ในด้านการศึกษา ศาสนา จริยธรรม
ผมว่าเราน่าจะได้คนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ที่มีแนวคิดที่ดีดี
ติดตามงานเขียนของอาจารย์มาพอสมควร คิดว่าทำให้ตนเองเข้าใจในการใช้ชีวิตพอสมควร อาจารย์สนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์เกษตรซึ่งถือเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ขอบคุณค่ะ
เรียนคุณชิน
การสร้างคนดีเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ อาจต้องมีหลายๆวิธี ทางหนึ่งที่คิดว่าไม่ยากนัก คือ การเชิดชูคนดี ขนาดที่สร้างให้เป็น role model หรือพูดง่ายๆคือ ทำให้เป็นฮีโร่ (สำหรับเด็กๆ) และต้องให้ชัดเจนว่าเป็นฮีโร่ทางด้านไหน (เช่น ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ) และต้องเป็นคนร่วมสมัยหน่อย (อย่างยกย่องพันท้ายนรสิงห์ก็ดีค่ะ แต่เป็นคนละยุค ยังดูไกลไปหน่อย)
อย่างภาพของอาจารย์ป๋วยชัดเจนมากในเรื่องความซื่อสัตย์และความกล้าหาญ กำลังคิดอยู่ว่า จะปลูกฝังนักศึกษาในเรื่องนี้ผ่านการเรียนรู้บทบาท บุคลิก และวิธีคิดของอาจารย์ป๋วยได้อย่างไร
เรียนคุณ KU52
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ เป็นกำลังใจสำหรับคนเขี่ยนค่ะ ที่ผ่านมายังไม่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เกษตรเลยค่ะ แต่จะพยายามเขียนเรื่องที่จะเป็นประโยชน์นะคะ
เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งครับ
แต่ประเด็นของผมคือ การดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเช่น
การแสดงจุดยืน เป้าหมาย นโยบาย แนวทางปฏิบัติของรัฐ มันไม่สะท้อนศีลธรรมอันดีงาม
ขอยกตัวอย่าง นะครับ
การมีโรงเหล้า บุหรี่ แข่งม้า ลอตเตอรี่ อบายมุข โสเภณี โดยผู้รับผิดชอบแสร้งทำเป็นไม่เห็น และหาเหตุผลมาอ้างความถูกต้อง
แค่นี้ยังไม่ เข้าใจแล้วจะหาความจริงจังที่ลึกลงไปได้อย่างไรครับ
หรือการระบุเรื่องศาสนาประจำชาติ เหล่านักวิชาการที่เข้าไปร่างทั้งหลาย ก็คิดอะไรต่ออะไรในหลายแง่มุม
แต่ไม่เคยคิดว่า การปกครอง ควรอิงศีลธรรมตามแนวศาสนา อะไรที่ขัดแนวทางศาสนานั้นผิดรัฐธรรมนูญ
ใช่ครับ มันใกล้เคียงประเทศอิสลาม แต่ถ้าเราตัดสินใจว่า ปัญหาของชาติคือเรื่องจริยธรรม ศีลธรรมเสื่อมโทรม ในธรรมนูญการปกครองควรสะท้อนอะไรให้ตรงจุดหน่อย
นี่ละครับที่ผมหมายถึงรูปธรรมที่ควรเป็น
ขอบคุณคุณชินมากค่ะ เป็นประโยชน์และชัดเจนมากค่ะ
อ.อภิชัย ดิฉันและทีมงาน กำลังทำแผนที่เดินทางเศรษฐกิจพอเพียงเสนอให้ สกว.และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งใจว่าจะเอามิติจริยธรรมเป็นแกนกลางของการเดินเรื่องและเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆอีก 6 ด้าน
จะนำเสนอผ่านบล็อก เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกท่านในโอกาสต่อไปค่ะ