โดยปกติแล้ว คำว่า “การลงทุน” ในทางเศรษฐศาสตร์จะหมายถึง
การที่เราใช้สอยทรัพยากรอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อทำให้เกิดสินค้า
หรือบริการขึ้นใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่แท้จริง (Real
Investment) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการผลิตสินค้า
หรือบริการว่าคุ้มกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการใช้สอยทรัพยากรนั้นๆ
หรือไม่ ทั้งนี้ หากผลประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้น
ก็ถือว่าดี แต่หากผลประโยชน์ที่ได้กลับน้อยกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้น
เช่นนี้ก็คงไม่ดีเป็นแน่
นอกเหนือจากความหมายในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ในทางการเงิน
“การลงทุน” ยังมีความหมายถึง
การที่เรายอมเลื่อนการบริโภคในปัจจุบันบางส่วนออกไปเพื่อรอบริโภคในอนาคตแทน
ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่มีการทำให้เกิดสินค้า
หรือบริการใหม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
แต่จะคำนึงถึงผลตอบแทนในรูปของตัวเงินที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตว่าคุ้มกับการที่เรายอมเลื่อนการบริโภคในปัจจุบันออกไปหรือไม่
โดยหากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับนั้นมากพอ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี
แต่หากน้อยเกินไป ก็ไม่น่าที่จะลงทุนแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาคำว่า “การลงทุน” ในความหมายอย่างกว้างๆ
ก็จะได้ว่า
เป็นวิธีการที่เราใช้เงินซึ่งเป็นทรัพยากรที่เรามีอยู่นั้นให้เกิดดอกออกผลงอกเงยเพิ่มขึ้นมานั่นเอง
ทั้งนี้การลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของตัวเงิน สินค้า
หรือบริการก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะใช้เวลา (และค่าโทรศัพท์ด้วย)
วันละ 1 ชั่วโมงเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เราแอบชอบ
นี่ก็เรียกว่าเป็นการลงทุนได้เหมือนกัน
หรือแม้แต่การเล่าเรียนศึกษาเองก็นับว่าเป็นการลงทุนได้เช่นกัน
เพราะทำให้เราได้รับความรู้ติดตัวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ แนวคิดพื้นฐานในการลงทุนที่เราควรรู้ มีดังต่อไปนี้
• ก่อนตัดสินใจลงทุนใดๆ
ควรมีการจัดสรรเงินของเราเพื่อสำรองไว้ใช้เผื่อฉุกเฉิน
สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงภาระหนี้สินที่มี
ตลอดจนเพื่อทำประกัน และสำหรับแผนการในอนาคตเสียก่อน ทั้งนี้
หากยังไม่สามารถจัดการกับภาระทางการเงินดังกล่าวข้างต้นได้
ก็ยังไม่ควรที่จะเริ่มต้นลงทุน จนกว่าเราจะมีสุขภาพทางการเงินดีขึ้น
และมีเงินเหลือหลังจากหักภาระทางการเงินต่างๆ
จึงสามารถนำมาใช้เพื่อการลงทุนได้
• รู้จักลงทุนอย่างมีระเบียบแบบแผน มีการกำหนดแผนการลงทุน
จุดมุ่งหมายในการลงทุน ระยะเวลาในการลงทุน ตลอดจนกลยุทธ์ในการลงทุน
โดยต้องปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้นั้นอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้
ต้องหมั่นติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
• การลงทุนใดๆ ก็ตามควรให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
หรือมากเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนของเงินที่เรานำมาลงทุน
หรืออย่างน้อยก็ควรที่จะมากกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการฝากเงินกับธนาคารเพียงอย่างเดียว
ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมซึ่งเราสามารถยอมรับได้
• โดยปกติแล้ว การลงทุนใดๆ ที่ยิ่งให้ผลตอบแทนสูง
ความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงตาม แต่การลงทุนใดๆ ก็ตามที่มีความเสี่ยงสูง
กลับไม่จำเป็นที่จะต้องให้ผลตอบแทนสูงกลับคืนมาเสมอไป จึงไม่ควร “โลภ”
เลือกลงทุนโดยมุ่งหวังแต่เพียงผลตอบแทนอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนี้
ผลตอบแทนจากการลงทุนในอดีต
ยังไม่ได้รับประกันถึงผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในอนาคตด้วย
• เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเหตุมีผล (Rational)
ดังนั้น หากต้องเลือกลงทุนในทางเลือกใดๆ ที่มีความเสี่ยงเท่ากัน
แต่ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน
นักลงทุนส่วนใหญ่ย่อมเลือกลงทุนในทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ในทางตรงกันข้าม หากต้องเลือกลงทุนในทางเลือกใดๆ
ที่ให้ผลตอบแทนเท่ากัน แต่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน
นักลงทุนส่วนใหญ่ย่อมเลือกที่จะลงทุนในทางเลือกที่มีความเสี่ยงน้อยกว่านั่นเอง
• การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง จึงควรทำ “การบ้าน”
โดยศึกษาหาความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง
ตลอดจนมีความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการลงทุนเป็นอย่างดีเสียก่อนเสมอ
• อย่าลงทุนตามกระแส หรือข่าวลือ!
ควรเลือกลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี
ไม่ใช่ได้ฟังใครบอกว่า การลงทุนประเภทไหนให้ผลตอบแทนดี
ก็รีบแห่ตามกันไปลงทุน โดยขาดความรู้ความเข้าใจ ผลสุดท้าย
เราก็อาจกลายเป็น “แมงเม่าบินเข้ากองไฟ” ก็ได้
• การลงทุนเป็นการบริโภคในอนาคต หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
เป็นการใช้เงินที่มีอยู่ในขณะนี้ทำงานเพื่อให้เกิดผลตอบแทนกลับคืนมาในทีหลัง
โดยในบางครั้งอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าที่จะได้รับผลตอบแทนนั้นคืนมา
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องพิจารณาถึงระยะเวลาที่เราต้องการใช้เงินในอนาคตเปรียบเทียบกับระยะเวลาในการลงทุนด้วย
• ไม่ควรเปลี่ยนแปลงการลงทุนบ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น
กรณีที่เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ ก็ไม่ควรทำการซื้อขายบ่อยครั้ง
เพราะมีโอกาสที่จะขาดทุนสูง
นอกจากนี้ยังมีต้นทุนที่เป็นค่าธรรมเนียมในการซื้อขายของนายหน้า
(Commission Fee)
อันจะทำให้ผลตอบแทนสุทธิที่เราจะได้รับจากการลงทุนลดลงอีกด้วย
• การลงทุนใดๆ ย่อมต้องใช้เงินทุน
ในบางครั้งอาจต้องมีการกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม
หรือเพื่อขยายฐานการลงทุนเดิม ซึ่งโดยปกติแล้ว
การกู้ยืมเพื่อนำมาลงทุนไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายแต่อย่างใด
ถ้าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนนั้นสูงกว่าต้นทุนของเงินกู้ยืม
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเกิดความโลภขึ้น กู้เพื่อมาลงทุนจน “เกินตัว”
โดยเลือกขยายฐานการลงทุนออกไปมากมายหลากหลายประเภท
ทั้งที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญแล้ว
โอกาสที่จะประสบกับความล้มเหลวก็ย่อมที่จะมีมากขึ้น
สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักถึงเสมอก็คือ ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จ
หรือความล้มเหลว เมื่อกู้ยืมมาก็ต้องชดใช้หนี้
ตลอดจนดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ดีนั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า
ไม่ควรที่จะกู้ยืมเงินมาลงทุนจนเกินตัว
ในปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมายหลากหลายประเภท อย่างไรก็ตาม
โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งทางเลือกในการลงทุนออกได้เป็น 3
ประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้
• การลงทุนเพื่อการบริโภค
เป็นการลงทุนของผู้บริโภคเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความพึงพอใจ
(Satisfaction)”
หรือความสะดวกสะบายในการใช้ทรัพย์สินที่ได้ลงทุนนั้นเป็นหลักเสียมากกว่า
จึงไม่ได้หวังผลกำไรที่เป็นตัวเงินแต่อย่างใด
โดยอาจเป็นการลงทุนซื้อทรัพย์สินประเภทเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆ
ที่คงทนถาวร (Durable Goods) อันได้แก่ โทรทัศน์ วิทยุ พัดลม รถยนต์
และบ้านเรือน เป็นต้น หรืออาจเป็นสินค้าสิ้นเปลือง (Luxury Goods)
อันได้แก่ ทรัพย์สินประเภทเครื่องประดับ สร้อยทองคำ แหวนเพชร
และเสื้อผ้าตามแฟชั่น เป็นต้น ก็ได้
• การลงทุนในทางธุรกิจ
เป็นการลงทุนที่นักลงทุนมุ่งหวังผลกำไรจากการประกอบธุรกิจเป็นประการสำคัญ
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า กำไรเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้นำเงินมาลงทุน
โดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดกำไรที่ได้รับนั้นต้องเพียงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงต่างๆ
ที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้
การลงทุนประเภทนี้จะก่อให้เกิดผลดีในทางเศรษฐกิจขึ้นภายในประเทศ
เพราะเป็นการลงทุนเพื่อผลิตสินค้า และบริการขึ้นมา
ทำให้มีเงินไหลเวียน อันจะส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจมีความคล่องตัวขึ้น
• การลงทุนในทางการเงิน เป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ
เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ
รวมถึงการซื้อขายที่ดินเพื่อหวังเก็งกำไร
และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ
โดยปกติการลงทุนประเภทนี้จะมีความเสี่ยงค่อนข้างมากพอสมควร
โดยนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
หรือเงินปันผลขึ้นอยู่กับประเภทของหลักทรัพย์ที่ได้เลือกลงทุน
นอกจากนี้
ยังอาจได้รับผลตอบแทนในลักษณะของกำไรจากการขายซื้อหลักทรัพย์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนประเภทนี้
นักลงทุนต้องพิจารณาถึงปัจจัยด้านอื่นๆ
ที่อาจมีผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ เช่น สภาพเศรษฐกิจ การเมือง
และสภาวะการแข่งขันในตลาด เป็นต้น ประกอบด้วยเสมอ
นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงทางเลือกในการลงทุน
ไม่เพียงแต่จะคลอบคลุมถึงการลงทุนในทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น บ้าน
ที่ดิน ทองคำ เพชร และพระเครื่อง เป็นต้น
แต่ยังรวมถึงการลงทุนประกอบกิจการ เช่น เปิดร้านอาหาร ร้านขายยา
และร้านซักรีด เป็นต้น และการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ เช่น
เงินฝาก หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ พันธบัตร หุ้นกู้ และหน่วยลงทุน
เป็นต้น
ขอบคุณความรู้เรื่องการลงทุนครับ