อนาคตอาจจะจบลงตรงที่ “อนุสาวรีย์โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์” ซึ่งไม่ใช่ภาพที่พึงประสงค์ของโครงการนี้ และของชาวชุมพรทุกคน

ผมติดตามยุทธศาสตร์ อยู่ดี-มีสุข ของ จ.ชุมพร แบบเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ห่าง ๆ มาโดยตลอด ทำหน้าที่ตั้งคำถามบ้าง แสดงความคิดเห็นบ้าง แล้วแต่จังหวะจะอำนวย จุดมุ่งหมายสำคัญเพราะอยากเห็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพก่อให้เกิดผลสำเร็จขึ้นในชุมชน ควบคู่ไปกับการพัฒนางาน, พัฒนาคน และพัฒนาองค์กร ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

จากข้อมูลที่ได้รับฟังข้อเสนอแนะของตัวแทนจากสภาพัฒน์ ในการประชุมติดตามผลความก้าวหน้าของยุทธศาสตร์ฯ นี้ เมื่อครั้งที่ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ มาตรวจงานที่ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 ชี้ให้เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณ อยู่ดี-มีสุข ของเรา เน้นหนักไปที่ โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ค่อนข้างมาก ทำให้ผมสนใจวิเคราะห์ตัวเลขเกี่ยวกับโครงการนี้ (ตามเอกสารเท่าที่มีอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด) โดยทำได้เพียงอ่านรายชื่อโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เลือกนับเฉพาะที่มีคำว่า ปุ๋ย ซึ่งเขียนแตกต่างกันไปทั้ง ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยหมักชีวภาพ, ปุ๋ยอัดเม็ด ฯลฯ นับได้ประมาณ 95 โครงการ รวมตัวเลขงบประมาณสนับสนุนร่วม 15 ล้านบาท

เท่าที่อ่านดูรายชื่อพบว่า มีอีกหลายโครงการที่เน้นหนักไปทางด้านเกษตรอินทรีย์, เกษตรกรรมธรรมชาติ, การปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ โดยไม่มีคำว่า ปุ๋ย อยู่ในชื่อโครงการ ผมก็ไม่นับ เพราะไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า มีกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในโครงการลักษณะนี้หรือไม่ และไม่อยากเดาเอาเองเดี๋ยวข้อมูลจะผิดเพี้ยนไป

เมื่อมีโอกาสไปบรรยายเรื่อง การจัดทำแผนธุรกิจชุมชน ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร จึงได้พบกับชาวบ้านตัวแทนชุมชน และได้สอบถามรูปแบบของโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้ทราบขั้นตอนตั้งแต่การสร้างโรงเรือน สร้างลานกองวัตถุดิบเพื่อนำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพ  ควบคู่ไปกับการติดตามตรวจสอบพลิกฟื้นกองปุ๋ยเพื่อให้การหมักมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพตามที่กำหนด จึงจะนำผลผลิตไปอัดเม็ด และบรรจุถุงเพื่อจัดจำหน่ายให้แก่กลุ่มสมาชิกและลูกค้า หารายได้มาหล่อเลี้ยงกิจการต่อไป

เมื่อเห็นภาพกระบวนการจัดการดังนี้แล้ว ทำให้ตระหนักได้ว่า มี ภารกิจ ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องจัดการให้ประสบผลสำเร็จรออยู่อีกมาก การจัดสรร, ประกวดราคา, ก่อสร้างและเบิกจ่ายงบประมาณว่าไปแล้วเป็นเพียงขั้นตอนในระยะที่ 1 ช่วงเริ่มต้นของการบริหารจัดการโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น หัวใจสำคัญของงานจริง ๆ อยู่ที่ การจัดการ กระบวนการต่าง ๆ ที่จะตามมา ทั้งการสรรหาวัตถุดิบสำรองไว้ล่วงหน้าไม่ให้ขาดช่วง, การผลิตเพื่อแปรรูปซึ่งต้องใช้แรงงานและค่าโสหุ้ยอีกมาก ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่าย

เรื่องเหล่านี้ถ้าไม่ได้ร่วมกัน ใคร่ครวญ ภารกิจให้ชัดเจน ไม่ได้ออกแบบระบบงาน และพัฒนา คน ขึ้นมารองรับไว้ล่วงหน้า และโดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือ ไม่ได้เตรียมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการบริหารจัดการทั้งหมด อนาคตอาจจะจบลงตรงที่ อนุสาวรีย์โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งไม่ใช่ภาพที่พึงประสงค์ของโครงการนี้ และของชาวชุมพรทุกคน.