ได้คุยกับเด็กวัยรุ่นเขาแสดงให้ดูว่าการเปิดเว็บไซต์สมัยนี้ ใช้เวลาเพียง 3 นาทีก็ทำได้แล้ว ไม่ยาก ไม่เห็นจะต้องเรียนรู้อะไรต่ออะไรมากมายให้ปวดหัว บอกตรง ๆ เล่นเอาอึ้ง...ไปเลย มันดูเหมือนว่า สรรพความรู้เทคนิควิชาการที่เราสะสม อบ-รม-บ่ม-เพาะ กันมา ไม่เห็นจะมีความสำคัญตรงไหน เพราะเดี๋ยวนี้เขามีระบบสำเร็จรูปให้เลือกใช้ได้โดยสะดวก และแน่นอนต้องตามมาด้วยค่าบริการพิเศษ !!!

แต่เมื่อเฝ้ามองเขาทำงานอยู่พักหนึ่ง และถือโอกาสเข้าไปศึกษาการทำงานของเว็บไซต์สำเร็จรูปประเภทนี้ ก็พบว่ามีข้อจำกัดอยู่หลายประการ การปรับเปลี่ยนให้เป็นเว็บไซต์ที่มี อัตตลักษณ์ ของตัวเองชัดเจนนั้น ทำได้แต่ไม่คล่องตัว และยังต้องใช้สรรพความรู้เทคนิควิชาการเหมือนเดิม เรียกว่า การตอบสนองเพียงความรู้สึกว่า มีเว็บไซต์เป็นของตนเองสักเว็บหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ทำอย่างไรให้มีคนรู้จักและเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา ? ตรงนั้นแหละที่ยากกว่า

ตำราฝรั่งมักจะกล่าวแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเว็บไซต์เอาไว้ว่า Content is a King. Link is a Queen แปลเป็นไทยด้วยสำนวนของผมเองว่า เนื้อหาคือราชา เชื่อมโยงที่มาคือราชินี ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ผมมั่นใจว่ายังเป็นหลักที่ใช้ได้อยู่ เว็บไซต์ที่ดีต้องมีเนื้อหาที่มีประโยชน์ เว็บมาสเตอร์ต้องหันมาเอาใจใส่ในความถูกต้องของการนำเสนอในทุก ๆ จุดของเว็บไซต์ ทั้งนี้เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้าชมและติดตามเว็บไซต์นั่นเอง

การมี ระบบบริหารจัดการเนื้อหา (CMS : Content Management System) จึงเป็นหัวใจสำคัญของเว็บไซต์ที่ได้มาตรฐาน ลูกเล่นแปลก ๆ ภาพเคลื่อนไหว สีสันฉูดฉาด มีได้บ้างประมาณว่าเป็น Cosmetics แต่งหน้าทาปากให้ดูน่าสนใจ แต่อาวุธหนักในการมัดใจให้ติดหนึบอยู่กับเว็บไซต์ยังไง ๆ ผมว่าก็ยังไม่พ้นเรื่องของ เนื้อหา (Content) ที่ทันเหตุการณ์และมีประโยชน์

คีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำที่เป็นกุญแจหลักในการใช้ค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ จึงเป็นอะไรที่มีความสำคัญนำไปสู่เนื้อหาที่มีอยู่ เทคนิคในการใช้คีย์เวิร์ดประเภท ขอแค่ใกล้ชิด-ไม่ต้องติดกัน, สับตำแหน่งผิด-ชีวิตเปลี่ยน, ทำเลดี-ค้าขายร่ำรวย, คีย์เวิร์ดตามฤดูกาล, คีย์เวิร์ดตามกระแส ฯลฯ จึงเป็นสิ่งที่เว็บมาสเตอร์ต้องเอาใจใส่จัดการให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะลำพังการ (หลอก) ขายเฉพาะหน้าตาไม่ยั่งยืนแน่นอน

เรื่องเหล่านี้คือ เรื่องสำคัญของเว็บไซต์ที่มักจะลืม ดังนั้น จึงขอแนะนำให้กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ง่าย ๆ ด้วยการกลับมาศึกษาเนื้อหาของเว็บไซต์ของเราอย่างละเอียด แยกแยะเนื้อหาออกเป็นหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกันออกมา พร้อมลงท้ายในเนื้อหาส่วนล่างของหน้าเว็บเพจทุกหน้าด้วยลิงค์เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ของเราที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหน้านั้น ๆ ที่เรียกกันว่า ทำ Related Links

หันมาใช้ HTML ธรรมดา ๆ เป็นมาตรฐานในการจัดทำเว็บเพจนี่แหละครับ ได้ผลดีกว่าการใช้งานพวกเว็บโปรแกรมมิ่ง เช่น PHP, ASP, CGI ที่มีรูปแบบซับซ้อนจนเกินจำเป็น.