หน฿งในเด็กหลังห้อง

<p>ประวิติความเป็นมาจากอดีต – ปัจจุบัน ของหมู่บ้านของข้าพเจ้า</p><h5>          ถ้าจะเอ่ยถึงความเป็นมาของบ้านหนองโก” ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้าแล้วนั้น ถือว่าเนื้อเรื่องและเนื้อ หาข้อมูลในด้านต่าง ๆ ค่อยข้างจะยาวพอสมควร เพราะว่าตามเนี้อเรื่องความเป็นมาของการก่อตั้ง“บ้านหนองโก” หรือที่ของอำเภอกระนวนในปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนในกาลนานมาแล้วได้มีพี่น้องร่วมท้องพ่อแม่เดียวกันได้เดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอน มุ่งหน้าขึ้นเหนือ เพื่อจะแสวงหาที่ทำมาหากินให้กับตนเอง ซึ่งในสมัยก่อนโน้นเมื่อก่อนยังไม่มีรถยนต์เหมือนในปัจจุบัน โดยการเดินทางจะต้องใช้ม้าเป็นพาหนะในการเดินทางและสองพี่น้องคุ่นี้ก็ได้บึ่งหน้ามาทางเหนือและได้มาพบบ่อน้ำและทำเป็นป่าดงเหมาะสำหรับทำไร่ทำนาและปลูกสร้างบ้านอาศัย จึงตัดสินใจหยุดพักแรม ณ บริเวณบ่อน้ำแห่งนั้นซึ่งจะมีน้ำไหลออกตลอดเวลาโดยบริเวณรอบ ๆ บ่อน้ำก็จะมี “ต้นตะโก” ขึ้นอยู่ล้อมรอบและต่อมาก็เรียกกันติดปากว่า “หนองโก” และหลังจากปักหลักปักฐานอยู่ทำมาหากินได้ไม่นานก็ได้มีกลุ่มคนหลายกลุ่มเข้ามาอยู่รวมกันในบริเวณรอบและใกล้เคียง “หนองโก” เมื่อเป็นคนกลุ่มใหญ่อยู่รวมกันมากขึ้น ก็เลยก่อตั้งเป็นหมู่บ้านโดยตั้งชื่อว่า “บ้านหนองโก” และก็เรียกชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบันและถ้านับระยะเวลาแล้วก็ร่วมเกือบร้อยปีแล้ว แต่ในหัวข้อเรื่องที่ข้าพเจ้ากำลังอรัมพบทอยู่ขณะนี้คื"ประวัติ หมู่บ้านของข้าพเจ้า” หรือจะเรียกชื่อว่า “42 ปี แห่งความหลังของข้าพเจ้า” ก็ได้นะครับ เพราะว่าครอบครัวของข้าพเจ้าหรือตระกูลโคตรเหง้านั้น ก็กำเนิดเกิดก่อมาจากสองพี่น้องที่ขี่ม้าเดินทางมาตามเนื้อเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นแหละครับ</h5><h5>           สำหรับครอบครัวของข้าพเจ้านั้นอาชีพดั้งเดิมมาจากอาชีพชาวนา แล้วจึงมาเปลี่ยนเป็นอาชีพค้าขายปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม สภาวะของบ้านเมือง ส่วนตัวของข้าพเจ้าได้ลืมตามาชำเลืองดูโลกเมื่อวันที่ 14 มิ.ย 2508 รวมอายุก็ 42 ปี ถ้าจะเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงของ บ้านหนองโก ข้าพเจ้าถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นความเจริญทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางด้านวัตถุ จิตใจของคนเรานั้นก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ก็อย่างเช่นเรื่องการหาเสียงหาคะแนนของผู้สมัคร ส.ส เมื่อก่อนหน้านี้ซัก 30 ปี การหาเสียงนั้นไม่ได้รุณแรงเหมือนอย่างปัจจุบันนี้หรอกครับ ไม่ค่อยมีการแจกเงินเพื่อซื้อคะแนนมากมายเหมือนอย่างทุกวันนี้ อย่างมากก็แค่ยาทัมใจหรือไม่ก็ยาแก้ปวดหรือยาสามัญประจำบ้านก็ได้คะแนนมากแล้วครับ ยิ่งเมื่อก่อนเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอกระนวนเป็นพื้นที่สีแดงคือเป็นพื้นที่เขตปฏิบัติงานของกลุ่ม ผกค. การหาเสียงของผู้สมัครในนาม ”พรรคคอมมิวนิสต์” แล้วยิ่งหาเสียงง่ายดูอย่างเช่น ปู่แคล้ว หรือนายแคล้ว นรปติ ท่านได้เป็น ส.ส เกือบทุกสมัยเพราะเมื่อก่อนคนจนยังมีมากกว่าชนชั้นกลาง ลองมาดูอย่างระบบสาธารณูปโภคเมื่อก่อนน้ำประปาก็ยังไม่มีใช้และถ้าเป็นระบบไฟฟ้าแล้วถ้าไม่ใช่ในตลาดหรือในเขตสุขาภิบาลแล้ว ก็คือ จุดเทียนหรือตะเกียงอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นไฟฟ้าก็ต้องมีการเปิด-ปิดเป็นเวลาด้วยเพราะเมื่อก่อนยังใช้เป็นระบบเครื่องปั่นไฟก็คือ เริ่มปั่นไฟเวลา18.00 น. และก็ปิดเวลา 21.00 น. จะดูรายการโทรทัศน์ก็ต้องรีบดูและก็มีให้ดูเพียงสถานีเดียวคือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 4จังหวัดขอนแก่น เพียงเท่านั้น และทั้งตลาดกระนวนก็มีเครื่องรับโทรทัศน์เพียง 3 เครื่องเท่านั้น เวลาจะดูแต่ละครั้งต้องไปนั่งจองก่อนแต่หัวค่ำถ้าไปช้าก็ยืนดูอยู่แถวหลัง นานๆทีถึงจะมีหนังกลางแปลงมาฉายให้ดู หรือไม่ก็วงดนตรีลูกทุ่งมาล้อมผ้าเก็บเงิน จะครึกครื่นขึ้นมาหน่อยก็ งานงิ้ว หรืองานประจำปีของอำเภอกระนวน จึงค่อยมีอะไรหลายอย่างมาให้ดูและมาให้เล่นเยอะหน่อยดูแล้วก็เพิ่มสีสันขึ้นมาอีกมาก </h5><h5>         ถ้าจะพูดถึง อำเภอกระนวนแล้วนั้นเดิมทีเป็นชื่อของตำบลหนึ่งของอำเภอน้ำพอง จ.ขอนแก่น ต่อมาเมื่อพ.ศ. 2489 นายเลื่อน นิลประพันธ์ นายอำเภอน้ำพอง ขณะนั้นเห็นว่าการปกครองของอำเภอน้ำพองนั้นกว้างขวางเกิน ยากแก่การปกครองและพัฒนา จึงได้ประชุมขอความเห็นจากข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้า ประชาชน ซึ่งทุกฝ่ายก็เห็นดีด้วย ได้ดำเนินการขอแยกตำบลกระนวน ตำบลบ้านโนน เป็นกิ่งอำเภอกระนวน อำเภอน้ำพอง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้ยกฐานะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2491 นายอภัย หล้าสุวงษ์ หัวหน้ากิ่งอำเภอขนาดนั้น ดำเนินการยกฐานะเป็นอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ประกาศในราชกิจอุเบกขา เล่มที่ 75 ตอนที่ 55 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2501 แบ่งการปกครองเป็น 9 ตำบล 81 หมู่บ้าน </h5><h5>         คำว่า “ กระนวน ” มีตำนานเล่ากันมาว่า เมื่อครั้งพระยาขอม เจ้าเมืองชะทีตา มีมเหสีชื่อ นางจันทรา และธิดาชื่อ นางโอ่ง ได้จัดให้มีการแข่งขันบั้งไฟ ถ้าใครชนะจะยกนางโอ่งและเมืองอีกกึ่งหนึ่งให้เป็นรางวัล และปราฏว่าบั้งไฟเชียงเหียน แห่งเมืองฟ้าแดดเป็นฝ่ายชนะ ขบวนบั้งไฟอีสานเรียก กระนวนบั้งไฟได้กระเด็นมาตกที่บึงกระชา ด้านด้านทิศตะวันตกบ้านกระนวน เลยตั้งชื่อว่า บ้านกระนวน ส่วนเลาบั้งไฟก็กระเด็นมาตกที่บ้านหลุบเลาทางทิศตะวันออก เลยตั้งชื่อว่า บ้านหลุบเลา เท็จจริงประการใดไม่มีหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด เพราะเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา </h5><h5>ลักษณะภูมิประเทศ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ราบลุ่มสลับดอน ที่ราบลุ่มเกือบทั้งหมดเป็นที่นา ส่วนที่ดอนเป็นที่ไร่ ที่ส่วนมากเป็นดินร่วนปนทราย และมีป่าสงวนแห่งชาติ 2 แห่ง คือ ป่าสงวนแห่งชาติดงมูล และป่าสงวนแห่งชาติดงซำ</h5><h5>มีประชากรรวม 77,180 คน แยกเป็นชาย 39,138 คน หญิง 38,851 คน ( เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2547 )</h5><h5>16,383 ครัวเรือน จำนวนบ้าน 15,263 หลัง มีพื้นที่ทางการเกษตร 237,640 ไร่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ถั่วเหลือง มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางจำนวน 6 แห่ง ขนาดเล็กจำนวน 4 แห่ง</h5><h5>การพานิชย์ มีสถาบันบริการน้ำมันขนาดใหญ่จำนวน 12 แห่ง ธนาคาร 5 แห่ง สหกรณ์ 5 แห่ง </h5><h5>มีโรงแรมจำนวน 1 แห่ง สถานบริการเริงรมย์ 7 แห่ง มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ คือ น้ำตกบ๋าหลวง และมีประเพณีที่ดำเนินติดต่อกันทุกปี คือ ประเพณีบุญบั้งไฟ</h5><h5>การคมนาคม ทิศเหนือติดกับอำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ใช้เส้นทางหลวงสายแผ่นดิน กระนวน-ท่าคันโท ทิศใต้ติดกับอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น ใช้เส้นทางหลวงสายแผ่นดิน กระนวน-กิ่งอำเภอซำสูง ทิศตะวันออกติดกับอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ใช้เส้นทางหลวงสายแผ่นดิน กระนวน-ห้วยเม็ก ทิศตะวันตกติดกับอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นใช้เส้นทางหลวงสายแผ่นดิน กระนวน-น้ำพอง</h5><h5>ด้านสาธารณะสุข มีโรงพยาบาลขนาด 90 เตียง สถานีอนามัย 10 แห่ง ร้านขายยาแผนปัจจุบันจำนวน 4 แห่ง ร้านขายยาแผนโบราณจำนวน 1 แห่ง คลีนิกรักษาโรค 8 แห่ง</h5><h5>ส่วนทางด้านสถานศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา 4 แห่ง โรงเรียนเอกชน 5 แห่ง โรงเรียนสังกัด สปช. 38 แห่ง วิทยาลัยการอาชีพ 1 แห่ง มี วัด จำนวน 68 วัด มีพระสงฆ์ 270 รูป </h5><h5>จะเห็นได้ว่าใน 42 ปีที่ผ่านมา บ้านหนองโก หรือ อำเภอกระนวน นั้นได้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งทางด้านจำนวนประชากร ทางด้านพานิชนย์ เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม การเกษตรในช่วงประมาณ พ.ศ 2510ก่อนโรงงานอุตสาหกรรมจะเข้ามา การค้าขายส่วนมากจะมีสินค้าที่มาจากป่า เพราะพื้นที่ติดกับป่าสงวนแห่งชาติถึง 2 แห่ง สินค้าประเภทของป่าจะมีมากไม่ว่าจะเป็นจำพวก หนังงู เกล็ดสัตว์ หนังสัตว์ เห็ดต่างๆ สินค้าพืชไร่ก็จะเป็นจำพวก ปอ มะขามเปียก ข้าวโพด ครั่ง เป็นต้น</h5><h5>ปัจจุบันมีการทำอุตสาหกรรมหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล จึงได้มีการบุกรุกป่าสงวนขนาดใหญ่เพื่อนำพื้นที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ยางพารา และจำนวนประชากรก็ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยทั้งการอพยพภายในท้องถิ่นและมาจากถิ่นอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุของการรุกป่าสงวน โดยการเข้าไปตั้งหมู่บ้านในป่าสงวนและต่อมาทางการจึงได้จัดตั้งเป็น “นิคม” เพื่อทำการจัดสรรแบ่งปันพื้นที่ให้กับประชาชนและจึงได้ก่อตั้งเป็น สหกรณ์นิคมดงมูล และได้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน</h5><h5>          ในเนื้อเรื่องที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอมาใน หัวข้อเรื่อง “ ประวัติหมู่บ้านของข้าพเจ้า “ ยังเป็นเรื่องราวเพียงส่วนย่อและบางส่วนเท่านั้น ท่านผู้อ่านได้อ่านเนื้อเรื่องอาจมีข้อสงสัยก็ขออภัยด้วย แต่ก็เป็นเนื้อหาสาระที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยเพราะเป็นการอ้างอิงจากเรื่องจริงที่ผ่านมาในอดีตและจากการค้นคว้าจากเอกสารทางราชการบางส่วน ถ้าเป็นประโยชน์ก็ขอให้เป็นวิทยาทานแก่ท่านผู้อ่านและถ้าผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าก็ขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยนะครับ…….</h5>