เกมส์มห้ศจรรย์ของอ.น้อง
เช้านี้ ตื่นมากระชุ่มกระชวย คุณน้องนำเข้ากิจกรรมใหม่ตั้งแต่เช้าด้วยการเล่นเกมสุดมันสสส 2 เกมส์ คือ dark driving และ dance with ...
Dark driving
กติกาง่ายๆมาก แบ่งจำนวนผู้่เข้าร่วมเป็นสองกลุ่มใหญ่เท่าๆกัน หลังจากนั้น ก็ให้กลุ่มหนึ่งผูกตาไม่ให้มองเห็น (แหงล่ะ ผูกให้มองเห็นจะผูกไปหาอะไรล่ะจ๊ะ) คุณน้องก็ demonstrate ไปอยู่ข้างหลังน้องตาล (ให้จินตนาการนิดนึง คุณน้องเป็นสาวร่างไม่เล็ก และทรงพลัง เจ้าตาลนั้นตัวเล็กอยู่แล้ว พอไปยืนเจี๋ยมเจี้ยมให้คุณน้องจับบ่า ก็ทำหน้าหมดอาลัยวิญญาณ ชีวิตนี้อยู่ใต้ฝ่ามือของคุณน้อง) ตะโกนบอกให้พลพรรคเปิดพื้นที่ในห้องประชุมจากสุดนึงไปอีกสุดนึง นับ นึง ส่อง ส้ำ ว่าแล้วคุณน้องก็ดันเจ้าตาลลอยละลิ่วไปข้างหน้า เห็นตาลซอยเท้าไหวๆหัวคะมำไปข้างหน้าปานลมพัด ไปหยุดกึกอยู่ที่ด้านนึงของห้อง หน้าซีดเผือด ทั้งๆที่ตาก็มองไม่เห็น เสียงพลพรรคฮือฮาด้วยความมหัศจรรย์ (ทำไมเจ้าตาลไม่ตายฟะ ฯลฯ) คนที่สมัครผูกตาดูจะหน้าเสียไปนิด คนที่ไม่ได้ผูกตาดูหน้าตาแช่มชืน (ปนๆสะใจ ปนๆซาดิสต์) หลังจากนั้นก็ให้นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว.. เอ๊ย ไม่ใช่ ให้ผู้ช่วยคู่ของเราปลอบประโลมว่าไว้ใจพี่ หรือ น้อง หรือ อั๊ว เถอะนะ รับรอจะไม่ให้เกิดความบาดเจ็บแต่อย่างใด เดี๋ยวจะขับในนิ่มเชียวล่ะ ชนิดเกิดใหม่ก็ยังไม่รู้ตัว
คุณน้องบอกว่าให้เตรียมตัว ขอให้ไว้ใจคนขับ ว่าจะขับอย่างดี ให้ปลอดภัย (แต่ไม่เห็นคุณน้องสมัครใจปิดตามั่งเลยแฮะ น่าสงสัยๆ) ใครมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็อนุญาตให้นิมนต์มาใช้ได้
นึง ส่อง ส้ำ ไป!!!
ว่าแล้วรถพ่วงประมาณ 30 คันก็เริ่มออกวิ่งในห้อง รอบแรกผมเป็นคนขับ ก็พารถวิ่งไปรอบๆ ด้วยความเร็วไม่มากนัก มีติดเบรคบ้างเป็นระยะๆ สังเกตได้จากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นต้านแรง แต่สักพักก็ค่อยๆเข้าเกียร์สูงขึ้น เร็วขึ้น ลื่นขึ้น ถนนหนทางจอแจมาก เพราะไม่มีถนน และไม่มีเลน วิ่งกันมั่วไปหมด
คุณน้องบอก พอแล้ว!!! เอ้า สลับได้ !! ฮะ มีสลับด้วยเหรอ เห็นคนที่ถูกผูกตาบางคน รีบถอดผ้า (ผูกตาครับ ไม่ใช่เสื้อผ้า คิดอะไรไปเรื่อย) แล้วยื่นให้เพื่อนอย่างดีใจ บางคู่ก็ยื่นให้ดิบดี บางคู่ดูเจื่อนๆ (สงสัยรอบที่แล้วขับไม่ค่อยนิ่ม) ผมก็รับผ้ามาผูก อาราธนาความดีแต่อ้อนแต่ออกมาอยู่ ณ ปัจจุบัน
นึง ส่อง ส้ำ ไป!!!
ผมวิ่งไปสักพัก ก็บอกตัวเอง เป็นไงเป็นกันละวะ ไม่รอเขาผลักแล้ว ผมวิ่งไปเลย อาศัยเตะขาสูงๆไปข้างหน้าหยั่งอุปสรรค เฟี้ยว!! อ๊ะ มันดีแฮะ วิ่งในความมืดนี่ ให้ความรู้สึกดีมาก วิ่งไปวูบๆ ก็รู้สึกมือจับหัวไหล่ดึงกลับ แล้วปรับเลี้ยว แสดงว่าเรากำลังจะไปชนอะไรสักอย่าง (สังเกตจากแรงดึงกลับ คงจะเฉียดพอควร) เราก็วิ่งตะเลิดไปเรื่อย คนขับก็วิ่งตามไปติดๆ (กลัวต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแหงเลย)
แล้วเราก็มาตั้งวงสะท้อนกัน
ผมก็เล่าว่า เกมนี้คงจะเป็นบททดสอบเรื่อง ความสัมพันธ์ และความไว้เนื้อเชื่อใจ ตอนที่เราเป็นคนขับนั้น เสมือนเป็นผู้นำองค์กร เราเป็นคนมองเห็นหนทาง เห็นอุปสรรคข้างหน้า (หรือที่กำลังวิ่งมาหา) และเป็นคนวางแผนว่าจะไปทางไหนจึงจะดี จึงจะบรรลุความตั้งใจและวัตถุประสงค์ ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้วิ่งไปคนเดียว แต่ต้องขับองค์กรไปด้วย
ลักษณะขององค์กรก็เป็นหน่วยงานย่อยๆ ที่อาจจะมองไม่เห็นว่าเรากำลังไปทางไหน มีความกลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวความมืด กลัวความไม่รู้ แต่ละหน่วยสามารถควบคุมได้คือ เบรค และ วิ่งต่อ เท่านั้น และอาศัยอีกประการคือ ความไว้วางใจในตัวคนขับ ว่าเขาจะพาเราไปได้ และอย่างปลอดภัยด้วย
ถ้าคนขับ ขาดอะไรที่ว่าไปแม้แต่อย่างเดียว ก็จะเกิดอุปสรรค หรือผลข้างเคียง ขับไม่ระวัง ดูแต่ว่าจะไปไหน ไม่ดูว่ามีอะไรวิ่งมาขวาง วิ่งมาชน ไม่ได้วางแผน หรือวางแผนแล้วไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงแผนให้ทันท่วงที เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ควบคุมรถตลอดเวลา ปล่อยให้วิ่งเองโดยไม่ได้ดูแล และถ้าคนถูกขับ ไม่ได้มีความไว้วางใจ หรือเอาแต่กลัวนั่นกลัวนี่ ก็จะไม่วิ่ง หรือวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ
แต่ที่ผมประทับใจมากๆก็คือ ตอนที่เป็นคนวิ่งเองปิดตานั้น พอเราวางใจถึงที่สุดว่าเราปลอดภัยแน่ๆ และลองวิ่งไปเต็มที่ในความมืดนั้น ผมว่าเป็นอะไรที่ใกล้เคียงที่สุดกับความรู้สึกในความฝัน ตอนที่เราเหาะเหินเดินอากาศ ตกเหว หรือบินไป แหวกว่ายไป ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่จินตนาการ มีแต่ความคิด ความรู้สึก เพียงแต่ว่าตอนนี้เรารู้ตัวมากกว่าตอนฝันเยอะมาก เป็นความรู้สึกปลอดภัย ตื่นเต้น เร้าใจ เป็นอิสระ อย่างบอกไม่ถูก
สุดยอดครับ
Dance with ...
กิจกรรมถัดไป dance with ... พอทุกคนหายเหนื่อย เช็กอาการบาดเจ็บ อะไรต่างๆครบถ้วนแล้ว ยังมีอาการครบสามสิบสองอยู่ ก็ค่อยๆล้อมวงเข้ามากันใหม่
คุณน้องบอกให้แต่ละคน ไปหา object มาคนละหนึ่งอย่าง อะไรก็ได้
ก็แยกย้ายกัน บางคนก็หอบเอาหมอนขวาน บางคนเอาพวงกุญแจ เสียงพี่กิจจาถามคุณน้องว่า "เอาเสื่อได้ไหมครับ" คุณน้องตาลุกโพลงรีบตอบ "ได้ค่ะๆ ยิ่งสนุกใหญ่เลยค่ะ" คุณณาได้ยิน เลยเอามั่ง ไปเอากล่องกีตาร์ของอาจารย์ประสาทมาอุ้ม ส่วนผมนั้นเล่น safe ไว้ก่อน หยิบเอาพวงกุญแจในกระเป๋ามาถือ
เอ้า.... ต่อไปนี้ เดี๋ยวเราจะเปิดเพลง และขอให้ทุกคน มีความสุขกับของที่เราเลือก ไปตามลีลาของเพลงที่เปิดค่ะ
หา... พี่กิจจามองเสื่อยาวที่ตนเองเลือกมา (เป็นเสื่อยาวเฟือย ชนิดผืนเดียวเกือบ 10 เมตรได้) คนที่หยิบหมอนขวานมาก็เริ่มมอง และทดสอบน้ำหนัก คุณณายืนอุ้มกล่องกีตาร์ เก้ๆ กังๆ เสียงเพลงก็เริ่มบรรเลง แต่ละคนก็เริ่มวาดลวดลาย เต้นระบำกับวัตถุของตนเอง เริงร่าไปตามลักษณะ คุณสมบัติของสิ่งที่ตนเองเลือกมา ของวัตถุเล็กๆ เริ่มถูกโยนไปบนอากาศ บินไปมา ขึ้นลง เหินฟ้า หล่นลงมาบนฝ่ามือรองรับ เริ่มมีเสียงเพลงรำพึงรำพันร้องตามจังหวะดนตรี กล่องกีตาร์กลายเป็นคู่เต้นรำ (อันอ้วนท้วนเป็นพิเศษ) พี่กิจจาหาวิธีทำให้เสื่อยาวมีความสุขได้ โดยการพลิกหมุนและเริงร่ากับเสื่อได้ในที่สุด
ชีวิตเป็นอะไรที่มีความสุขได้อย่างง่ายดาย ไม่น่าเชื่อ กับวัตถุที่อยู่รอบตัวเรา ก้อนหิน ใบไม้ ปากกา เก้าอี้ เสื้อ ฯลฯ เป็นความสุขราคาถูก และสุขจริงๆอย่างไร้เงื่อนไข ไม่ลำบากลำบน ไม่มีกฏเกณฑ์ มีอยู่ทุกที่ทุกอณู
กิจกรรมเช้านี้ ไม่เพียงแต่สนุกสนาน แต่เปี่ยมไปด้วยบทเรียนชีวิตอันมีค่า มีความหมาย ชีวิตคนขอเพียงมีความไว้วางใจ ปลอดภัยอย่างที่สุด และมีความสุขที่เรียบง่ายได้ นี่คงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงมากที่สุดกับความหมายของ ชีวิตที่เพียงพอ ชีวิตที่มีความหมาย กระมัง?
ขอบคุณอาจารย์น้องมากๆเลยครับ
สวัสดีครับคุณโอ๋ <div>
</div><div>เกมมันสนุก ก็เลยเล่าได้สนุกน่ะครับ เรื่องความรู้นั้น ผมเชื่อว่าจากหลายๆคนก็จะได้ที่แตกต่างกันออกไปอีกมากมายครับ</div>
สวัสดีค่ะ
คือว่า ...
สงสัยค่ะ ว่าจะไม่ถาม ก็อดไม่ได้ ..
หนูเคยเลือกกุญแจด้วย - เหตุผล - เดียวกันกับอาจารย์คือ... play safe (อุปมานะคะ)
ก็เลยสงสัยว่า ตอนที่ได้รับคำสั่งให้ Dance with .. the key .. อาจารย์มี - ความรู้สึก - อะไรอย่างอื่นบ้างมั้ยคะ
นอกจาก ... เลือกแล้ว ก็เลย ..
ช่วงนี้หนูกำลังคิดหนักเรื่องการหาคำตอบของคำถามที่ว่าWhat are you doing, Why? กับ … ความหมายของชีวิต … อยู่พอดี เรื่อง Dance with … ของอาจารย์ ก็เลยโดน… ใจ … ไปเต็มๆ เรื่องนี้มันเป็น The key ของคำถามนั่นทีเดียว หนูไม่เห็นด้วยกับ เรื่องที่ว่า … เลือกแล้วก็เลย … ทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างง่ายๆ กับสิ่งที่เลือก เนื่องจาก ไม่เคยทำได้ … ชีวิตมันไม่ค่อย … ง่าย … ดายอะไรอย่างที่คิดและถ้ามันง่ายจริง หนูคงไม่มาอยู่ ที่นี่ ตรงนี้ และเราคงไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน (ช่วยไม่ได้นะคะ หนูเถียงอาจารย์แน่ๆ อยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของ past experience … ที่ต่างกัน) ประการแรก … ตอนที่ถูกสั่งให้ … เลือก … เราบางคนเคย …เลือก… ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะหยิบเอามันมาทำอะไรบางคนเลือกเพราะเลือกได้ บางคนเลือกเพราะเลือกง่าย บางคนเลือกเพราะ … ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปข้างหน้า … ก็เลยเอาเป็น … ปลอดภัยไว้ก่อน นัยของข้อขัดแย้งประการแรกนี้ก็อยู่ที่ประโยคที่ถูก highlight ไว้นั่นแหละค่ะ คือ “ไม่มีเป้าหมาย” ไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ถูกเลือกบางครั้ง บางคนก็เป็นสิ่งที่ … ไม่ได้ตอบโจทย์ของชีวิต … (อาจารย์สอนหนูเองนะคะ เรื่องที่ว่าจะทำอะไร ให้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ก่อน … ถ้าอาจารย์จำไม่ได้ … หนูจะบอกว่าคนถูกสอนยังจำได้ดีค่ะ )กุญแจมีประโยชน์ของมัน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ เอาไว้ติดเครื่องรถ เอาไว้เปิดประตูบ้าน แต่ถ้าต้องถือไว้ ตอนที่ dance ล่ะก็ … เห็นว่า … เกะกะพิลึก เชียวล่ะค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้า … คำสั่ง … กลายเป็น ออกไปวิ่งรอบตึก 10 รอบ พร้อมกับสิ่งที่เลือก ความรู้สึกของเราอาจจะต่างไป ปัญหาก็คือ… เราจำเป็น … ต้องเลือก … ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้รับคำสั่งให้ทำอะไรต่อไปกับสิ่งที่เลือก past experience ยอดแย่สุดๆ คือ หนูเคยคิดและรู้สึกเป็นทุกข์อย่างสาหัส กับการ เลือกเพราะปลอดภัยไว้ก่อน … ต่อมาก็รู้สึกเป็น burden of life ที่ทำยังไงก็ไม่หลุดไปสักที … เป็นเรื่องที่ .. จี๊ด .. จริงๆ (explore ตัวเองเรียบร้อยแล้วค่ะ เรื่องเหตุแห่ง … จี๊ด… ) ประการต่อมา เรื่อง … เลือก… กับ การมีความสุขกับสิ่งที่เลือกนั้น เห็นว่าจะเป็นคนละเรื่อง คนละขั้นตอนกัน ดังนั้นจึงเห็นว่า ความหมาย … ของมันคงจะต่างกัน เรื่องของการเลือกก็เป็นก่อนจะตัดสินใจ … เลือกกับ เมื่อเลือกแล้ว … จะเป็นอย่างไรต่อไป ชีวิตมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรไปเสียทีเดียว … เพียงแต่ … condition ส่วนตัวของหนูมันคือ when you know who you are, เรื่องมันก็เลยจะไปยากเอาตรงที่ เราไม่ได้เป็นคนเดิมที่เคยเป็นทุกๆ วัน วันพรุ่งนี้เราก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นวันนี้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าแต่ละวัน … God … จะสั่งให้เราทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร
ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคำถาม หรือแสดงความเห็น และอยากให้ช่วยอย่างไร ลองเรียบเรียงใหม่ หรือลองปรึกษาทางหน่วยกิจการนักศึกษาดีไหมครับ?
เป็นคำถามค่ะ ...
1. อาจารย์มี - ความรู้สึก - อะไรอย่างอื่นบ้างมั้ยคะ
นอกจาก ... เลือกแล้ว ก็เลย
2. อาจารย์รู้สึก ... เสียดาย ... เสียใจ ... อยากย้อนเวลากลับไปเลือกอะไรที่ไม่ใช่กุญแจบ้างมั้ยคะ ...
3. ดูเหมือนว่า "ความสุขอย่างไร้เงื่อนไข" จะไม่ได้มีอยู่จริงๆ นะคะ ก็
กิจกรรมเช้านี้ ไม่เพียงแต่สนุกสนาน แต่เปี่ยมไปด้วยบทเรียนชีวิตอันมีค่า มีความหมาย ชีวิตคนขอเพียงมีความไว้วางใจ ปลอดภัยอย่างที่สุด และมีความสุขที่เรียบง่ายได้
นี่ไงคะเงื่อนไขของ ... สิ่งที่ใกล้เคียงมากที่สุดกับความหมายของ ชีวิตที่เพียงพอ ชีวิตที่มีความหมาย
อาจารย์คิดเห็นว่าอย่างไรคะ
หนูเห็นว่าคงจะปรึกษาหน่วยกิจการนักศึกษาไม่ได้ เพราะสงสัยว่าอาจารย์สกล รู้สึกอย่างไร ก็ต้องถามอาจารย์สกลค่ะ อีกทั้งหนูไม่ค่อยเชื่อ ... คำเขาเล่าว่า ... ดังนั้น กิจการนักศึกษาหรือกิจการไหนๆ คงตอบไม่ได้ ... อย่างที่อาจารย์จะตอบเอง
อันนี้เรียบเรียงมาให้ใหม่ค่ะ ... เพื่อจะได้อ่านง่าย ... เผื่อจะเข้าใจ ... ง่ายขึ้น
ช่วงนี้หนูกำลังคิดหนักเรื่องการหาคำตอบของคำถามที่ว่าWhat are you doing, Why? กับ ... ความหมายของชีวิต ... อยู่พอดี เรื่อง Dance with ... ของอาจารย์ ก็เลยโดน... ใจ ... ไปเต็มๆ
เรื่องนี้มันเป็น The key ของคำถามนั่นทีเดียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>หนูไม่เห็นด้วยกับ เรื่องที่ว่า … เลือกแล้วก็เลย … ทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างง่ายๆ กับสิ่งที่เลือก เนื่องจาก ไม่เคยทำได้ … ชีวิตมันไม่ค่อย … ง่าย … ดายอะไรอย่างที่คิดและถ้ามันง่ายจริง หนูคงไม่มาอยู่ ที่นี่ ตรงนี้ และเราคงไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน (ช่วยไม่ได้นะคะ หนูเถียงอาจารย์แน่ๆ อยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องของ past experience … ที่ต่างกัน) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ประการแรก … ตอนที่ถูกสั่งให้ … เลือก … เราบางคนเคย …เลือก… ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะหยิบเอามันมาทำอะไรบางคนเลือกเพราะเลือกได้ บางคนเลือกเพราะเลือกง่าย บางคนเลือกเพราะ … ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปข้างหน้า … ก็เลยเอาเป็น … ปลอดภัยไว้ก่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>นัยของข้อขัดแย้งประการแรกนี้ก็อยู่ที่ประโยคที่ถูก highlight ไว้นั่นแหละค่ะ คือ “ไม่มีเป้าหมาย” ไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ดังนั้นสิ่งที่ถูกเลือกบางครั้ง บางคนก็เป็นสิ่งที่ … ไม่ได้ตอบโจทย์ของชีวิต … (อาจารย์สอนหนูเองนะคะ เรื่องที่ว่าจะทำอะไร ให้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ก่อน … ถ้าอาจารย์จำไม่ได้ … หนูจะบอกว่าคนถูกสอนยังจำได้ดีค่ะ ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>กุญแจมีประโยชน์ของมัน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ เอาไว้ติดเครื่องรถ เอาไว้เปิดประตูบ้าน แต่ถ้าต้องถือไว้ ตอนที่ dance ล่ะก็ … เห็นว่า … เกะกะพิลึก เชียวล่ะค่ะ แต่ในทางกลับกัน ถ้า … คำสั่ง … กลายเป็น ออกไปวิ่งรอบตึก 10 รอบ พร้อมกับสิ่งที่เลือก ความรู้สึกของเราอาจจะต่างไป ปัญหาก็คือ… เราจำเป็น … ต้องเลือก … ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้รับคำสั่งให้ทำอะไรต่อไปกับสิ่งที่เลือก past experience ยอดแย่สุดๆ คือ หนูเคยคิดและรู้สึกเป็นทุกข์อย่างสาหัส กับการ เลือกเพราะปลอดภัยไว้ก่อน … ต่อมาก็รู้สึกเป็น burden of life ที่ทำยังไงก็ไม่หลุดไปสักที … เป็นเรื่องที่ .. จี๊ด .. จริงๆ (explore ตัวเองเรียบร้อยแล้วค่ะ เรื่องเหตุแห่ง … จี๊ด… ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ประการต่อมา เรื่อง … เลือก… กับ การมีความสุขกับสิ่งที่เลือกนั้น เห็นว่าจะเป็นคนละเรื่อง คนละขั้นตอนกัน ดังนั้นจึงเห็นว่า ความหมาย … ของมันคงจะต่างกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>เรื่องของการเลือกก็เป็นก่อนจะตัดสินใจ … เลือกกับ เมื่อเลือกแล้ว … จะเป็นอย่างไรต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>ชีวิตมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรไปเสียทีเดียว … เพียงแต่ … condition ส่วนตัวของหนูมันคือ when you know who you are, เรื่องมันก็เลยจะไปยากเอาตรงที่ เราไม่ได้เป็นคนเดิมที่เคยเป็นทุกๆ วัน วันพรุ่งนี้เราก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นวันนี้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าแต่ละวัน … God … จะสั่งให้เราทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร กับใคร
การที่เราคิดว่าอะไรได้/ไม่ได้ "ต้อง" อย่างนั้น/อย่างนี้ เท่านั้น เป็นเรื่องน่าคิดต่อครับ
ยิ่งเรามีเรื่องที่ "ต้อง" มากเท่าไหร่ เราจะวางกับดัก หรือกำลังขุดหลุมรอบๆตัวเองลึกลงๆไปเรื่อยๆ เรากำลังจำกัด "ทางเลือก" ของเราเองลงไปเรื่อยๆ
ประเด็นสำคัญกว่านั้นก็คือ ขนาดเรื่องของตัวเองยังจำกัดทางเลือกมากขนาดนี้ เราจะเผลอไปจำกัดทางเลือกของคนอื่นๆไหม?ในวิชาชีพของเรานั้น เราจะต้องสามารถ "รับฟัง" และ "เคารพ" ในความคิดของคนให้หลากหลายมากที่สุด คนไข้ทุกคนสามารถสอนเราได้มากมาย
เราเป็นใคร? และทำไม? จึงจำกัดตนเองว่าจะเรียน จะฟัง จากคนบางคนเท่านั้น?
เกอเต้กล่าวว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ "เรา" มองมันอย่างไร อาจจะเป็นประโยชน์มากขึ้นไหม ถ้าจะลองมองว่าโลกนี้มีคนที่สามารถแนะนำเราได้อีกมากมาย?
เราเป็นใคร? และทำไม? จึงจำกัดตนเองว่าจะเรียน จะฟัง จากคนบางคนเท่านั้น? <p>ก็ในเมื่อ ... เราเลือกเกิดไม่ได้ไปเสียแล้ว ... ก็น่าจะเหลือโอกาสในการเลือกที่จะเป็น... ได้บ้าง ... สิคะ</p><p>การเลือกที่จะเรียนหรือจะฟังจากคนบางคน … ก็ว่ากันไปตั้งหลายรอบ … (ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่ได้นึกแปลกใจอะไรนักหรอกค่ะ … เสียงหนูมันเป็นเสียงกระซิบที่หายไปกับสายลมเป็นประจำอยู่แล้ว) </p><p>จริงที่ว่า ... เราเรียนได้ ... จากคนทุกคน </p><p>แต่ </p><p>มีความจำเป็นอยู่มากที่เราจะต้องเลือกว่าจะเรียนอะไร ...จากใคร</p><p>ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมทุกๆ อย่าง บางคนดีอย่าง เสียอีกอย่าง เก่งบางเรื่อง บางเรื่องไม่เอาไหน ก็ต้องเลือกดู เลือกจำ เลือกเอาดีของแต่ละคนไป ตั้งแต่เด็กๆ มา มนุษย์เราก็เริ่มเรียนรู้จากการเลียนแบบ มันเป็นวิถีธรรมชาติของการเจริญ และเติบโต บุคลิก ความรู้สึก นึกคิดของเราได้พัฒนาผ่านกระบวนการซึ่ง Albert Bandura อธิบายไว้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้จากการสังเกตเพื่อเลียนแบบ หรือ observational learning for imitation ซึ่งประกอบด้วย </p><p>กระบวนการเข้าสู่ความสนใจ หรือ Attention หรือการเลือกสิ่งเร้าที่เป็นตัวแบบ ซึ่งสิ่งเร้าที่ดึงดูดความสนใจนี้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องมีคุณลักษณะเฉพาะที่ทำให้ถูกเลือกได้แก่ distinctiveness, affective valence, prevalence, complexity, functional value, one’s characteristics (e.g. sensory capacities, arousal level, perceptual set, past reinforcement) affect attention. </p><p>(ไม่แปลนะคะ … เพื่อมิให้เสียอรรถรสในการเสพคุณค่าทางภาษา)</p><p>ตามด้วยกระบวนการจดจำ การตอบสนองและการคงไว้ซึ่งพฤติกรรมผ่านกระบวนการจูงใจ</p><p>เมื่อพิจารณา … การเลือกตัวแบบ … ในขณะที่เราเป็นทารก จนเมื่อเติบโต จะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างอย่างแน่นอนในเรื่องของ complexity และ functional value ของตัวแบบกับ past reinforcement ของผู้เลียนแบบ ทำให้ปัจจัยที่มีผลต่อ ... Attention .... ขณะที่เป็นทารก เด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ต่างกันหากว่าการเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลง แล้ว การที่เราจะสรุปว่า ถ้าปัจจัยที่มีผลต่อความสนใจเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ไม่แตกต่างจากเมื่อยังเป็นทารก นั้นหมายความว่า เราบางคนแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน หรือไม่ได้เรียนรู้อะไรจากวันเวลาทีผ่านไป ก็คงจะไม่ผิดนัก ... ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เราบางคนจึงเลือกที่จะจำกัดตัวเองในบางเรื่อง และเลือกที่จะเปิดโอกาส เปิดพื้นที่ในการเรียนรู้อย่างเสรีในบางเรื่อง แล้วแต่ past reinforcement ซึ่งเป็นระสบการณ์เรียนรู้ของแต่ละคน</p><p>ที่สุดแล้ว สิ่งที่เราต่างตามหาก็คือ ... ตัวตนของตัวเราเอง ... ดังนั้นคนบางคนจึงเพียรตั้งคำถามว่า เราเป็นใคร ...เพื่อจะตอบว่า เราจะทำอะไร เพราะ เพื่อ อะไร</p><p></p><p>โลกนี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ "เรา" มองมันอย่างไร และคงจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าจะมองว่าโลกนี้มีคนที่สามารถแนะนำเราได้อีกมากมาย </p>
สิ่งที่ตอบมาคือประเด็นที่ผมยกมาเลยครับ
ถ้าถามผมเพราะต้องการ "ความเห็น และข้อแนะนำ" จริงๆ ไม่ได้เป็นการดวลกัน ลองพิจารณาว่าสิ่งที่ตอบมาแสดงถึงการรับฟังคำแนะนำหรือไม่นะครับ
มีบางครั้งผมรู้สึกว่าคำแนะนำ หรืออะไรที่ให้ไป มันวิ่งไปชนหินผา หรือหลุดลอยไปที่ไหนสักแห่งหนึ่ง
เราได้ "รับฟังคำแนะนำ" จริงๆอย่างที่เราคิดหรือไม่?
มีคนเคยบอกบ่อยๆว่า...
เมื่อที่หนูให้ความเห็นอะไรก็ตาม เค้าจะรู้สึกเหมือนว่า "เหมือนอาจารย์สกลมาเอง" เคยมีใครบอกอาจารย์เหมือนกันอย่างนี้บ้างมั้ยคะ คำแนะนำที่ให้มาไม่เคยมีคำไหนที่หลุดลอยไปที่ไหนแห่งใดหรอกค่ะ ... นอกจากเกิด calcification เป็นหินผาที่มั่นคงแข็งแรงขึ้นทุกๆวันนั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่หนูต้องการอย่างที่สุดในการเปลี่ยนตัวเองจาก ... ตัวนิ่มๆ ที่คงรูปร่างอยู่ไม่ได้เลย เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสิ่งเร้าภายนอก ... เป็นความพยายามอย่างมากทีเดียว ที่จะสร้างความแข็งแรงจากภายใน ... ให้ตัวเอง
เวลาผมให้ความเห็น คนก็บอกว่าเหมือนผมเป็นคนให้ความเห็นแหละครับ
และถ้าพิจารณาจาก "ความต่าง" ของความคิดที่แสดงออกมา คนที่บอกอย่างนั้นกับคุณ lucifer ถ้าไม่ใช่ไม่รู้จักผม ก็คงจะเป็นเพราะไม่ได้ฟังคุณดีพอ
ผมคิดว่าคนเราไม่ควรจะเปลี่ยนเป็นหินผาหรอกครับ มนุษย์เป็นอะไรที่มากกว่าหินผาเยอะ ความแข็งแรงภายในของตนเองนั้น เริ่มต้นจากสามารถยอมรับ เคารพ และฟังคนอื่นได้ทุกคนก่อนเสมอ ระหว่างที่เราเลือกจะฟังอะไรบางอย่างจากคนบางคน ผมคิดว่าเราจะเปลี่ยนไปเยอะ ถ้าฟังได้ทุกอย่าง จากคนทุกคน
ความต่างของคนต่างหากที่เติมความรุ่มรวยให้โลกใบนี้ และเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับอนาคตอันไม่มีทางแน่นอน
หนูเห็นว่าจะเป็นทั้ง 2 อย่างค่ะ
คือ เขาไม่ได้ฟังหนูดีพอ และไม่รู้จักอาจารย์
เขาทั้งหลายก็เลยด่วนตัดสินเอาด้วยเหตุอะไรก็เกินที่หนูจะทราบได้ ... ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว
เรา ... ไม่ได้มีอะไรที่เหมือนกันเลย