การได้รับมอบหมายให้ช่วยขับเคลื่อนงานเยาวชนจิตอาสา ของธนาคารไทยพาณิชย์ และมูลนิธิสยามกัมมาจล ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก พวกเราต่างก็อยากเป็นคนดีในสายตาของครู เพื่อนๆ และพ่อแม่ เราอยากเป็น "บุคคลสำคัญ" (some body) ตัวเล็กๆ ในบางเรื่อง ดังนั้น เราจะหัวใจพองโต เมื่อครูใช้ให้เราเป็นผู้ไปลบกระดานดำ ยิ่งใช้ให้ไปเขียนกระดานดำ เรายิ่งตื่นเต้นและมีความสุข ทุกคนอยากเป็นคนดี คนมีความสามารถ มีประโยชน์
ผมจึงยึดหลัก ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาเยาวชน ว่ามียุทธศาสตร์ที่ธรรมดาสามัญที่สุด คือมุ่งส่งเสริม เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น และใช้กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์นั้นเองในการเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มเยาวชน ทั้งที่เป็นการเรียนรู้เชิงเทคนิค และการเรียนรู้ในมิติจิตวิญญาณ
ได้ทำดี ทำดีเพื่อผู้อื่น ได้เรียนรู้ เรียนรู้ลึกเข้าไปถึงจิตใจ จิตวิญญาณ
เราจะส่งเสริมการฝึกเป็นคนดี โดยการกระทำ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อสังคมส่วนรวม โดยที่ตัวเยาวชนไม่หวังผลตอบแทนต่อตนเอง ตนเองหวังผลด้านการฝึกฝนตนเอง ปรับปรุงตนเอง ซึ่งก็คือการเรียนรู้นั่นเอง เป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เน้นที่การลงมือทำ ไม่ใช่เน้นการได้รับการสั่งสอน การสั่งสอนมีความสำคัญ แต่สำคัญน้อยกว่าเจ้าตัวลงมือทำ การสั่งสอนโดยผู้อื่น มีความสำคัญ แต่สำคัญน้อยกว่าการที่เจ้าตัวสั่งสอนตัวเอง นี่คือการเรียนรู้จาก "การระเบิดจากข้างใน" ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไหนๆ ก็เอ่ยถึงกิจกรรม CSR ด้านการส่งเสริมการพัฒนาเยาวชน ของธนาคารไทยพาณิชย์ จึงขอบันทึกไว้ว่า ผมมองว่าน่าจะส่งเสริมกิจกรรมที่
๑. เริ่มจากกิจกรรมค่ายเยาวชน
๒. มี "คุณอำนวย" ซึ่งอาจเป็นมูลนิธิ ครู หรือ เอ็นจีโอ
๓. สนุก
๔. ได้เพื่อน ได้รวมกลุ่ม
๕. ได้ฝึกการเป็นผู้นำ ฝึกคิด ฝึกทำกิจกรรม
๖. ได้ทำประโยชน์
อาจมีการสรรหา และให้รางวัล "เยาวชนขวัญใจไทยพาณิชย์"
แต่นี่เป็นการ "บันทึกฝัน" เท่านั้น เพราะผมไม่ใช่ผู้ทำ ไม่ใช่ผู้ดำเนินการ ผู้ดำเนินการคือผู้อำนวยการของมูลนิธิสยามกัมมาจล ซึ่งคงจะเผยตัวออกมาในเร็วๆ นี้ ก็คนคุ้นๆ หน้ากันนั่นเอง
ผมมีความเชื่อว่า การทำงานสร้างสรรค์นั้น คนอื่นๆ ช่วยฝันได้ แต่คนลงมือปฏิบัติต้องเป็นผู้เลือกวิธีการ และดำเนินการตามสไตล์ของตนเอง เรื่องสร้างสรรค์นั้น แต่ละคนมีสไตล์ไม่เหมือนกัน
วิจารณ์ พานิช
๒๓ มิ.ย. ๕๐