คืนนี้ระหว่างค้นข้อมูลเพื่อเตรียมตัวประชุมพรุ่งนี้ ก็ไปเจอเรื่องเล่านอก GotoKnow อันหนึ่งครับ ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่เคยผ่านไปที่บล๊อกนี้ รู้แต่ว่าอ่านแล้วไม่รู้สึกเบิกบานเลยครับ
เรื่องเล่า: ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
อ.อาลัม · 2 ก.ค. 2550
แดนลำดวน · 2 ก.ค. 2550
คุณน้อย ℡ 089-106-0793 · 2 ก.ค. 2550
ครูแอน · 2 ก.ค. 2550
tasnarak · 2 ก.ค. 2550
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วไม่น่าจะจริงค่ะ
เป็นนักเรียนทุนน่าจะมีทางออกได้เร็วกว่านี้ค่ะ
ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่อ่านแล้วเศร้าใจจังค่ะ บันไซระบบราชการไทย
ครับ…ผมเข้าไปอ่านมาแล้ว…มีข้อคิดเห็นดังนี้
จากการดูบริบทของการเขียนบันทึก…เรื่องที่นำมาเล่านี้ คงไม่ใช่เรื่องของเจ้าตัวคนเขียนบันทึก…เพราะบันทึกอื่น ๆ มีเนื้อหาในทางการตลาด…ส่วนเรื่องนักเรียนทุน…คงเป็นเรื่องที่ได้รับการถ่ายทอดหรือระบายให้ฟังอีกทอดหนึ่ง…เพราะทุน ก.พ. ไม่น่าจะมีทุนทางด้านการตลาด…นี่คือการตีความของผมนะครับ
ส่วนเรื่องที่คุณ Conductor กล่าวว่า “ยันยันไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่” ผมได้เสนอความคิดเห็นไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนอีกส่วนหนึ่งคือ “จริงหรือไม่ที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในกระทรวงของบ้านเรา” ผมตอบในเชิงอุปมาอย่างนี้นะครับว่า
ถ้าเราเอาเกลือหนึ่งช้อนมาละลายในน้ำหนึ่งแก้ว เราก็สามารถทดสอบได้ด้วยการ “จิบ” น้ำในแก้ว ก็จะรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเกลือ เพราะน้ำมีรสเข็มที่รู้สึกได้ที่ลิ้น แต่ถ้าเราเอาเกลือหนึ่งช้อนไปละลายในถึง 200 ลิตรที่มีน้ำเต็ม เราอาจจะพิสูจน์ให้คนอื่นเชื่อตามได้ยากว่า ในถึงนั้นมีเกลืออยู่ (อาจจะต้องใช้เครื่องมือที่ราคาแพง จนไม่อยากพิสูจน์)
ราชการเราก็เช่นกัน ระบบการบริหารราชการของไทยอยู่ในกระบวนทัศน์การบริหารของศตวรรษที่ 17 แม้จะพยายามยกเลิกระบบซี ให้เหลือสี่กลุ่มงานแล้วก็ตาม เราและราชการรู้ทั้งรู้ว่าในถังมีเกลืออยู่หนึ่งช้อน…แต่เวลาจะให้ระบบราชการยอมรับ…เราต้องหาทางพิสูจน์เอาเองด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เขายอมรับ…เพราะระบบราชการของเรา…ถูกสร้างด้วยเกมส์ภาษาแบบวิทยาศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร…การจะแก้เรื่องนี้…คงต้องเปลี่ยนกติกาของเกมส์ภาษาที่ใช้เล่นกันอยู่…ไปสู่กติกาของเกมส์ภาษาที่เปิดกว้าง…ไม่ผูกขาดเฉพาะเกมส์ภาษาแบบวิทยาศาสตร์…เมื่อนั้นเราคงจะได้เห็นแสงสว่าง (จริง ๆ) ในดินแดนของพญาครุฑราชเสียที…
Conductor.....
เข้าไปอ่านแล้ว ย้อนกลับมาถึงแวดวงดงขมิ้น....
เคยไปค้นหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติ แผนกหนังสือโบราณ เจอญาติโยม ป.ธ. ๙ หลายท่าน... ท่านหนึ่งเล่าว่า ผมบวชอยู่สิบกว่าปี สอบได้ ป.ธ. ๙ แล้วนอนเล่นอยู่ปีหนึ่ง ก็ตัดสินใจลาสิกขา....
ผู้เขียนเจอเพื่อนเก่าบางรูปได้ป.ธ.๙ ในสำนักเรียนใหญ่ที่กรุงเทพฯ หลายรูปไม่มีงานทำ (งานที่จะใช้ความรู้ตามที่เรียนมา) เพราะไม่อยากจะไปแย่งงานอาจารย์ของท่าน...
บางรูปต้องการจะกลับบ้านเดิม แต่ก็ถูกข้อร้องไม่ให้กลับ เพราะเกรงว่าจะไปอยู่รอ เพื่อแย่งตำแหน่งของพระผู้ใหญ่บางรูปที่ท่านหมายปองอยู่....
สรุปว่า หลายๆ รูปจึงลาสิกขาไปใช้ความรู้นอกวัด ทั้งๆ ที่ใจยังรักและศรัทธาพระศาสนามิเสื่อมคลาย...
(ยกเว้นบางคน น่าจะลาสิกขาไปนานแล้ว แต่ยังนอนเฝ้าเกาะตำแหน่งอยู่ในวัด....)
เจริญพร
ผมคิดว่าเร็วไปที่จะฟันธงว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริงครับ
นมัสการครับ
หลายๆ เรื่องที่ควรจะตรงไปตรงมา กลับบิดเบี้ยวไปเพราะมาตรวัดเบี้ยว หรือคนอ่านผลเบี้ยว หรือทั้งสองอย่างครับ
การสร้างบ้าน ก็ควรจะตอกเสาเข็มอยู่บนพื้นที่มีเสถียรภาพพอสมควร ถ้าไปสร้างบ้านไว้บนเลน เสาเข็มก็ไม่สามารถจะเป็นรากฐานที่ดีได้ ทำให้บ้านโย้ไปเย้มาใช่ไหมครับ
ในกรณีอย่างนี้ การจากไปเสียจากสถานที่อโคจรนี้ ก็อาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่เลวร้ายครับ เมื่อจากไปแล้ว จะทำอะไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องอย่างนี้ จะว่าน่าเสียดายก็น่าเสียดาย จะว่าไม่น่าเสียดายก็ไม่น่าเสียดายในแง่ที่ว่าเมื่อเรายอมรับในสิ่งที่ไม่ถูกต้องว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราก็ต้องยอมรับผลของการเลือกแบบนั้น
May the wind of faith sweep you tears away! my dear!
It may be true of false, who care?
The matter is how to destroy the connection between money, power, and position in the organizational hierarchic structure of the Thai civil organization.
สวัสดีค่ะคุณConductor
อ่านแล้วบอกไม่ได้เหมือนกันค่ะว่าจริงหรือหลอก..
ยังไม่ได้ตามไปอ่านที่พันธ์ทิพย์หรือที่อื่นๆ ที่เป็น Source นะคะ
แต่ประสบการณ์ของตัวดิฉันเองค่อนข้างจะต่างจากนี้มาก เพราะทำงานคนละสายกัน ก็เลยไม่เคยเจอประสบการณ์แบบนี้ค่ะ... ถ้ามีจริงก็เป็นเรื่องที่แย่.. แต่เราก็คงเคยเห็นมาแล้วที่คนในระบบใช้ระบบอย่างผิดๆ ในเรื่องต่างๆ จะระบบราชการหรือไม่ก็ตาม..
เรื่องจริยธรรม คุณธรรมของคนเป็นเรื่องใหญ่ ระบบใดก็ตาม ได้คนขาดจริยธรรมไปเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ว่าจะทำระบบไว้ดีขนาดไหน ก็เสียหมดค่ะ เพราะหาช่องว่างของระบบมาทำลายระบบจนได้...
สำหรับผมนะครับ ประเด็นว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง ไม่ได้น่าสนใจว่ามันจริงหรือไม่จริงครับ แต่น่าสนใจในแง่ที่เราใช้เหตุผลใดตัดสินใจว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง
เจ้าของเรื่องเล่า ตอบคำถามสมาชิก pantip.com เพิ่มเติมไว้ตรงนี้ครับ
ถ้าไม่เชื่อถือเรื่องนี้ ก็คิดเสียว่าอ่านนิยายแล้วผ่านไปก็แล้วกันครับ
แต่หากเชื่อว่าเรื่องนี้จริง คำถามที่น่าสนใจคือจะทำอย่างไรต่อไป -- ถ้าทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ แต่เราคิดว่าเรื่องที่เกิดเป็นสิ่งไม่ดี เวลาเราเป็นใหญ่แล้ว ก็อย่าทำผิดซ้ำสองก็แล้วกันครับ
ผมเลือกบันทึกเก่าๆ บางอันจาก คนเป็นนาย (เรื่องข้อคิดในการบริหารจัดการ) มารวมไว้ตรงนี้ แต่ถ้าอ่านแล้วก็อย่าเพิ่งเชื่อครับ ต้องพิจารณาก่อนว่าเหมาะกับองค์กรของเราหรือไม่
สวัสดีครับคุณ
ด้วยนะครับ…เปลี่ยนเป็นรูปที่ไม่สวม “แว่นดำ” เผยให้เห็นความใสกระจ่างของคืนพระจันทร์เต็มดวงครับ…รอยยิ้มบ่งบอกถึงความปีติสุข…ผนวกกับพลังของ “สีแดง” และผ้าพันคอสีคราม…ทำให้รับรู้ได้ถึง “ความสงบสุขแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังครับ” นี่แลอานิสงของการปฏิบัติธรรมครับ…ขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้…
ได้เสนอว่า “The matter is how to destroy the connection between money, power, and position in the organizational hierarchic structure of the Thai civil organization.” ผมค่อนข้างเห็นต่างประมาณว่า “คนละขั้ว” เลยนะครับ ลองพิจารณาดู
กลับมาอีกครั้ง…ในบันทึกที่ควรค่าแก่การ “ใส่ใจ” เช่นบันทึกนี้…ถือโอกาสทักทาย อาจารย์
ทักทายเจ้าบ้าน และสมาชิกวงสนทนาแล้ว ก็ขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ประเด็นว่า ทำอย่างไรจึงจะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นให้กลับเข้ารูปเข้ารอย ซึ่งคุณ
คำว่า destroy คำนี้ ในคำไทยน่าจะใช้คำว่า “ทำลายล้าง” โดยการใช้กำลังทางกายภาพ น่าจะใกล้เคียงนะครับ คงไม่เป็นการทำลายล้างโดยให้ “ตายไปเอง” นะครับ ตามความเข้าใจของผม หากเป็นเช่นนั้น ผมที่ได้คงจะเป็นไปในทางกลับกันนะครับคุณ “ไร้นาม” ประวัติศาสตร์แสดงให้เราเห็นอย่างชัดแจ้งว่า “ความพยายามใช้กำลังเข้าทำลายล้างสิ่งใด นอกจากไม่ทำให้สิ่งนั้นล้มสลายไปแล้ว ยังจะทำให้สิ่งนั้นเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่า” ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดเจนจากประวัติศาสตร์ที่ผมพอจะนึกออกมีสองเรื่องครับ คือ การพยายามล้มล้างระบบทุนนิยมด้วยการใช้กำลังหนึ่ง และการพยายามล้มล้างลัทธิการก่อการร้ายด้วยการใช้กำลังหนึ่ง
ทั้งสองตัวอย่างนี้ให้ผลในทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจนครับ โดยตัวอย่างแรก มีผลทำให้ “ระบบตลาด” ยึดครองอำนาจอธิปไตยไปทุกหัวระแหง ตั้งแต่อธิปไตยของรัฐชาติ องค์กร จนถึงอธิปไตยของ พลเมือง เลยทีเดียว ส่วนตัวอย่างที่สอง มีผลทำให้ลัทธิการก่อการร้ายกลายเป็นหนทางการต่อสู้ของการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการแย่งชิงอำนาจรัฐ แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “สร้างความหมาย” และ “ความสำคัญ” ของกลุ่มที่เคลื่อนไหวครับ
ในกรณีนี้ ข้อเสนอของผมคือ “ปลุกผู้บริโภคให้ตื่นขึ้น” ด้วยการให้ทักษะในการ “ย่อย” ข้อมูลข่าวสาร ที่ไหลทะลัก (ผมเรียกว่า downloadizatin) ใส่เขาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีทักษะ “ย่อย” แล้ว ทักษะต่อไปคือ “การจัดการกับข้อมูลข่าวสาร” นั้น จนกระทั่งเขาสามารถแยกแยะออกว่า “อันไหนคือมายาคติ (myth) อันไหนคือความเป็นจริง (reality)” ซึ่งในเรื่องนี้ผมได้อธิบายไว้ค่อนข้างยาวในทฤษฎีที่ผมเสนอว่าด้วยเรื่อง Meaning Spiral ครับ (จงใจใช้ชื่อทฤษฎีเป็นภาษาอังกฤษครับ มันเป็นการก่อการร้ายทางทฤษฎีอีกแบบหนึ่ง)
โดยสรุปข้อเสนอของผมต่อประเด็นนี้คือ “ปลุกผู้บริโภคของระบบตลาดการศึกษาให้ตื่นขึ้น ก่อนที่เขาจะถูกดาวน์โหลดโปรแกรมแปลงคนให้เป็นถ่านไฟฉายสำเร็จ” ครับ ด้วยทักษะสองทักษะในการรับมือกับการทะลักของข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นอาวุธใหม่ของระบบตลาด คือ “ย่อย” แล้ว “จัดการ” มันเสีย ด้วย “ปัญญา” ที่รู้เท่าทันว่าอะไรคือ “มายา” อะไรคือ “ความเป็นจริง”
จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ทุนนิยมได้รับนิยามใหม่ว่าเป็นลัทธิการก่อการร้ายทางการเงินครับ
ส่วนการก่อการร้ายเพื่อ "ความเป็นอิสระ" จากความควบคุมของผู้ปกครองผู้หนึ่ง ในที่สุดก็จะนำไปสู่ความไม่มีอิสระและถูกควบคุมด้วยผู้ปกครองรายใหม่ (และทุนนิยม) อยู่ดีครับ -- คนที่อยู่ล่างสุด ก็จะยังคงอยู่ล่างสุดอยู่ดี
ผมแย้งเล่นสนุกๆ ไม่ได้มีประเด็นอะไรหรอกครับ...
การจัดหมวดหมู่เรื่องราวใดๆ ในทางสังคมศาสตร์ เป็นไปเพื่อความสะดวกที่จะทำความเข้าใจของผู้ศึกษา แต่ในสังคมที่ซับซ้อนและมีพลวัตสูง ผมคิดว่าคงยากที่จะชี้ชัดไปว่ามีเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นต้นเหตุของความไม่เอาไหนที่เกิดขึ้นครับ
ในที่สุดสิ่งต่างๆ กลับผสมปนเปกันไปหมด ไม่เหมือนตำรา และเราก็ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างทฤษฎีสากล (และนำมาใช้ทั้งดุ้น เพราะเจ้าของทฤษฎีไม่ได้เข้าใจบริบทและข้อจำกัดของเราเลย ขืนรับเอามาทั้งดุ้น ก็ต้องโทษตัวเอง ว่าใช้แต่สมองแต่ไม่ได้ใช้ปัญญาครับ)
อ่านเรื่องนี้แล้วขำครับ
อ่านแล้ว เศร้าใจแทนนักเรียนทุน และประเทศไทยจริงๆ