ผมเป็นทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ช่องปากครับ งานที่ทำทุกๆวันงานหนึ่ง คือ ผ่าฟันคุดครับ
คนส่วนใหญ่กลัวการผ่าตัดและฉีดยา ผ่าฟันคุดก็เป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนกลัวจำนวนมากเหมือนกัน ผมพบเจอกับคนไข้ที่กลัวการผ่าฟันคุดทุกๆวัน บางคนก็กลัวมากๆ จนหายใจเร็ว ชีพจรเต้นเร็วจี๋
ทำงานมาตั้งหลายปี ผมรู้สึกว่าตัวเองยังจัดการกับความกลัวของคนไข้ได้ไม่ค่อยดีนัก
เร็วๆนี้ได้อ่านหนังสือ สวยด้วยใจ ของนพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ คุณหมอวิธานเป็นหมอศัลยกรรมพลาสติก ที่สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ จิตวิวัฒน์ จิตตปัญญาศึกษา และได้นำเอาความรู้เหล่านี้มาใช้ในการจัดการกับความกลัวของคนไข้ก่อนผ่าตัดได้อย่างน่าสนใจ (โดยเฉพาะการผ่าตัดด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ซึ่งคนไข้ยังรู้สึกตัวอยู่)
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมลองนำวิธีการของคุณหมอวิธานมาปรับใช้กับคนไข้ที่มาผ่าฟันคุด 4-5 คน ผมพบว่าคนไข้สงบและสบายขึ้นมากกับการเผชิญหน้ากับความกลัว ในแง่ร่างกายการหายใจและชีพจรก็ช้าลงด้วย
อยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่าทำยังไง
ผมจะบอกกับคนไข้ครับว่า ไม่ต้องเก็บหรือกดความกลัวไว้ แต่ให้รับรู้ว่าเรากำลังกลัว อาจจะลองนึกภาพว่าความกลัวของเราเป็นลูกกลมๆลอยอยู่ที่หน้าท้องของเรา ถ้ากลัวมากก็ลูกใหญ่ๆหน่อย ถ้ากลัวไม่มากก็ลูกเล็กลง
จากนั้นผมจะสอนให้หายใจด้วยกระบังลมครับ หายใจเข้าให้ท้องป่อง หายใจออกให้ท้องยุบ แล้วแนะนำให้คนไข้ลองเอาความรู้สึกมาจับที่ลมหายใจ ให้รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก ให้รู้ว่าลมหายใจกำลังผ่านเข้าออกจมูกอยู่ แนะนำให้หายใจช้าๆ ให้ลมหายใจผ่านจมูกอย่างอ่อนโยน แล้วให้หายใจไปเรื่อยๆบวกกับให้รับรู้เจ้าก้อนความกลัวที่อยู่ที่หน้าท้องของตัวเองด้วย
เมื่อคิดว่าคนไข้หายใจได้ดีพอสมควรแล้ว ผมจึงจะเริ่มฉีดยาและผ่าตัดครับ โดยจะบอกกับคนไข้ว่า เมือไรที่ความรู้สึกมาอยู่ที่บริเวณที่ฉีดยาหรือที่ฟันที่กำลังผ่า ให้รู้ตัวแล้วเปลี่ยนไปรับรู้ความกลัวที่หน้าท้องและการหายใจแทน
ระหว่างที่ผ่าตัดอยู่ ผมก็จะคอยถามว่า ยังหายใจอยู่มั้ย (ไม่ได้หมายถึงหมดลมหายใจแล้วนะครับ) อย่าลืมรับรู้การหายใจของตัวเองนะ
ครับ นี่เป็นวิธีที่ผมเพิ่งลองนำมาใช้ในการทำงานและพบว่าได้ผลดี ถ้าคุณหมอท่านใดผ่านมาอ่าน มาแลกเปลี่ยนกันนะครับว่าใช้วิธีใดในการจัดการกับความกลัว หรือ ถ้าใครกำลังจะไปผ่าฟันคุดก็ลองเอาไปใช้ดูนะครับ
ขอบคุณคุณหมอวิธานมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ผมเห็นว่ามีคนเข้ามาอ่านเกี่ยวกับเรื่องฟันคุดกันเยอะ เลยเขียนบันทึกเกี่ยวกับฟันคุดที่มักจะถูกคนไข้ถามบ่อยๆ ตามไปอ่านได้ครับ
ฟันคุด ไม่ผ่าได้มั้ย http://gotoknow.org/blog/dentnustudent/233419
ผมให้คนไข้เอามือประสานกันที่ท้อง เจ็บมากกดท้องมาก เจ็บน้อยก็กดเบาๆ ใช้กับทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่พูดรู้เรื่อง
วิธีค่อนข้าง conventional แต่ก็ distraction คนไข้ได้ดีทีเดียว สงสัยมัวแต่กดท้องเลยลืมเจ็บ ^^
พยาบาลนำมาใช้บ่อยค่ะวิธีนี้
เวลาผู้ป่วยเครียดก่อนจะเข้าห้องผ่าตัด หรือกลัวก่อนรับยาเคมี
เราจะสอนให้ deep breating /relaxationค่ะ
เป็นการบอกให้คนไข้มีสติ และรู้สึกตัวได้ดีครับ
รู้สึกว่ากลัว และมีสติอยู่กับการกลัว และพร้อมที่จะเผชิญความกลัวได้ดี เมื่อผ่านแล้วความกลัวคงลดลง
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งผมว่าอัธยาศัยของแพทย์ก็สำคัญนะครับ ถึงแม้จะวิธีการเดียวกัน แต่ถ้าแพทย์ดุและทำให้คนไข้รู้สึกไม่เป็นกันเองแล้ว คนไข้ก็คงจะหายใจด้วยความกลัว และไม่กล้าเหมือนที่จะเผชิญความกลัวเหล่านั้น
เป็นวิธีที่ดีครับ
ขอขอบคุณอาจารย์พิชิต...
จากประสบการณ์คนไข้ที่โดนผ่าฟันคุดมาแล้ว 2 ซี่ล่าง
ใช้วิธีนี้เหมือนกันค่ะกับคนไข้เด็กที่อ๊อกง่ายก็รู้สึกได้ผลดีโดยจะให้หายใจเข้าออกตามคำพูดของเรา
ในฐานะที่โอกาสที่จะเป็นคนไข้ มีมากกว่าที่จะได้เป็นคุณหมอ ขอชื่นชมนะค่ะ ที่ได้วิธีการในการจัดการได้ เพราะ ถ้าคุณหมอให้ความสำคัญ กับความรู้สึกของคนไข้ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากแล้วค่ะ ไม่ใช่เพี่ยงถามแค่ว่า เป็นอะไร เจออะไรมา แล้วจัดยาให้ โดยที่คนไข้สัมผัสไม่ได้ถึงความห่วงใย หรือ จิตวิญญาณในการรักษา
ขอบคุณนะค่ะ คุณหมอ สุดท้ารบกวนถามเรื่องการปรึกษาที่เกี่ยวกับจิตใจ หน่อยค่ะ (เผื่อคุณหมอจะช่วยได้หรือว่ามีคนที่แนะนำได้) ประมาณว่าถ้าเราจัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ เมื่อมีปัญหาเราจะทำอย่างไรค่ะ คือ รู้ทฤษฎี ว่าต้องปรึกษา ต้องหาเพื่อนคุย แต่ที่สุด ก็ไม่มีอะไรช่วยเราได้ ที่สุดก็ตัวเราเอง แต่ว่ายังทำไม่ได้ค่ะ
หรือว่าหนู จะคิดมากเกินไปแล้ว ขอบคุณนะค่ะ
e-mail [email protected]
เป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆเรื่องหนึ่งในชีวิตเลยครับ สำหรับเรื่องที่คุณอ้วนอ้วนถามมา
จริงๆแล้วคงต้องเป็นอย่างที่คุณอ้วนอ้วนบอก คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน (แต่ว่ามันยาก)
ผมขอแนะนำหนังสือแทนนะครับ ถ้าหากยังไม่เคยอ่าน หนังสือ เข็มทิศชีวิต ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เขียนดีมากๆครับ วิธีอ่านที่ผมใช้คือ อ่านช้าๆ วันละบทก่อนนอน แล้วใคร่ควรญในสิ่งที่เพิ่งได้อ่านไป และพยายามนึกถึงสิ่งที่ได้อ่านเมื่อมีอะไรมากระทบใจเรา
ลองอ่านดูนะครับ แล้วมาคุยกัน mail มาก็ได้ครับ
[email protected]
ใช้วิธีคล้าย ๆ กันค่ะ แต่ไม่ได้ให้ผู้ป่วยสมมติว่ามีลูกกลม ๆ ที่ท้อง แต่จะบอกให้ผู้ป่วยเตรียมตัวก่อน และจะให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออกยาว ๆ (เข้า ท้องป่อง ออก ท้องแฟบค่ะ) ใช้ได้ผลดีในเด็กและผู้ใหญ่
ชอบคำถามของคุณอ้วนอ้วนมากเลยค่ะ เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบมากๆคือเรื่องการจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะมันยากกว่าการแนะนำคนอื่น แต่โดยส่วนตัวแล้วเวลามีเรื่องอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาก็มันจะมองสิ่งนั้นๆให้กลายเป็นเรื่องดี พูดไปแล้วก็ยากเหมือนกันนะคะ ก็ยากจริงๆแหละค่ะ ของแบบนี้ต้องฝึกค่ะ พูดไปแล้วอาจจะงงจะลองยกตัวอย่างให้เห็นนะคะ
สมมติว่าเราอกหัก เราก็คิดซะว่า เราเป็นคนโชคดีที่สุดที่ได้รู้จักกับคำว่ารัก ได้รู้จักกับโลกที่คนที่ไม่เคยรัก ไม่เคยอกหักมีวันได้เห็น โลกที่เห็นการให้ดีกว่าการได้รับ การถูกเอาเปรียบดีกว่าการได้เปรียบ เราได้หลุดมาพบกับโลกที่ต่างกันโลกของการแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบ เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้วค่ะที่ได้พบกับโลกที่บริสุทธิ์
หรือการที่เราถูกนินทา ก็คิดซะว่าเราโชคดีมากที่ได้รู้ว่าคนอื่นเค้าพูดถึงเราว่ายังไงเพื่อจะได้นำมาไตร่ตรองดูว่ามันจริงหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งแวดล้อมก็อาจทำให้เราลืมตัวเผลอทำสิ่งที่ไม่ดีโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ดีแล้วที่มีคนเตือนเราก่อนที่เราจะเผลอทำจนติดเป็นนิสัย แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ต้องมั่นใจใจตัวเอง ยึดมั่นในสิ่งที่เราเห็นว่าดีแล้ว ไม่ต้องคิดว่าคนอื่นจะพูดไง ทุกเหตุการณ์เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เค้าอาจพูดไปเพราะว่าเค้ายังไม่รู้จักเราดีพอ เราเชื่อว่าคนเราจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของอีกคนได้ด้วยจิตใจ เราเพียงแต่รอเวลาค่อยๆพิสูจน์ แต่ก็ไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตารอหรอกนะคะ แค่ทำทุกๆวันให้ดีก็พอ
หรือถ้าเราคิดว่างานเรานักไม่ไหวแล้วเครียด โดนอ.ว่า กลัวงานไม่ทัน ก็ลองมองดูอ.ท่านอื่นๆ เราจะรู้ว่าเรานั้นรับผิดชอบเพียงชีวิตของเราเอง แค่ทำหน้าที่เท่านั้น แต่อ.สิต้องรับผิดชอบชีวิตนิสิตเป็นร้อย ต้องคอยดูว่าเด็กจะมีเงินเรียนไหม ต้องดูว่าต้องทำยังไงกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน คนหนึ่งก็มีปัญหาร้อยแปด แถมเด็กมีเป็นร้อยคน เราใช้คิดแบบนี้ทุกครั้งที่เครียด แล้วเราก็จะร็สึกว่าเรื่องของเรามันจิ๊บจิ๊อยมากเลย
แต่ของแบบนี้ก็ขึ้นกับวิธีของแต่ละคนนะคะ เราแค่อยากเสนอแนวทางของเราดูเผื่อจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะทุกวันนี้เวลามีปัญหาเกิดขึ้น เราเองก็ยังฟูมฟาย หาคนระบาย หาคนให้คำปรึกษา แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเราเองที่จัดการ และเราลองสังเกตตัวเองมานานแล้วว่าทุดท้ายที่สุดเราก็ใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา(ความจริงปัญหาก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะเพียงแต่เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาอีกเท่านั้น) เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมันก็ย่อมไม่หายไปไหน ไม่ใช่ว่าเราจะเอายางลบมาลบมันออกไปจากชีวิตหรือจิตใจได้ งั้นถ้ามันยังต้องอยู่เราก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องดีๆให้จิตใจเราเบิกบานจะดีกว่ามั้ยคะ
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอบคุณอ.พิชิตแหละค่ะที่ได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ ดีมากจริงๆนะคะและขอบคุณอ.ธนิดากับบทความที่อ.เขียน ดีมากๆๆเลยค่ะ
ขอขอบคุณอ.ทุกท่านที่ให้คำแนะนำในเรื่องการขจัดความกลัวให้คนให้คนไขนะคะ เพราะด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด ทุกวันนี้หนูทำได้แต่เพียงการบอกข้อเสียของการมีฟันคุดให้ครบทุกข้อที่อ.สอนมาเพราะคิดว่าถ้าเค้ากลัวเรื่องอื่นเยอะๆ(ที่จะไม่เกิดขึ้นถ้าผ่าออกแล้ว)เค้าก็จะกังวลเรื่องของการผ่าตัดน้อยลง เค้าจะได้รู้สึกแต่เพียงว่า "ช่วยเอาออกไปให้พ้นๆปากของฉันเสียที" คือหนูคิดไปเองแหละค่ะเพราะตอนเป็นเด็กกลัวหมอฟันมากจนปวดฟันขึ้นมาที่นี้เอาช้างมาฉุดก็ไม่ยอม จะไปหาหมอฟันให้ได้ อีกอย่างมันก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องบอกให้หมดเพราะว่าถ้าเราบอกข้อเสียไม่หมดเราเองก็มีส่วนทำลายคุณภาพชีวิตของคนไข้ เพราะถ้าเราบอกข้อเสียไม่หมด คนไข้ไม่ตระหนัก และตัดสินใจไม่ทำเพราะกลัวการผ่าตัดมากกว่าผลที่จะเกิดตามมาจากการที่เราบอกไปไม่ครบ หรือเค้าคิดว่ารอก่อนพร้อมค่อยทำทีหลัง ถ้าไปพร้อมตอนมีปัญหาแล้วหรืออายุเริ่มมากcomplicationเยอะขึ้น โอกาสเสี่ยงต่อตัวคนไข้ก็มากขึ้น ซึ่งก็คงไม่ดีต่อตัวคนไข้เอง
แล้วความกลัวของนิสิตทันตะล่ะคับ
ควรจะขจัดความกลัวยังไงดีคับ
วันนี้ที่อาจารย์สอน ผมดูวีดีโอไป
กลัวจนน้ำตาแทบไหล
นึกภาพตอนตัวเองทำไม่ออกเลยคับ
ก็เลยมา search หาข้อมูล
แล้วก็เลยเจอ blog ของอาจารย์คับ ^-^
พึ่งผ่าฟันมาคะ ตอนฉีดยาชาไม่เจ็บเลยคะ ตอนผ่าไม่รู้สึกอะไรเลย การผ่าของเจี๊ยบจะถอนออกทั้งซี่เพราะว่าฟันขึ้นตรง คุณหมอเลยไม่ต้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ คุณหมอเป็นนักศึกษาแพทย์ ใจดีมากๆ ทำให้เราไม่กลัว หัวใจตอนเต็นไม่เร็วมากคะ คุณหมอเลยไม่กังวล กับการผ่าครั้งนี้ ส่วนค่ารักษาพยาบาล ใช้บัตรทองคะ เสียแค่ค่าทำบัตร 10บาทเอง ค่ายา และค่าหมอไม่ได้เสียซักบาทเลย แต่การผ่าแบบนี้ต้องมีการจองคิวไว้นานกว่าจะได้ผ่าคะ อิอิอิอ
มีฟันคุดลักษณะนอนอยู่ใต้เหงือกคุณหมอแนะนำให้ทำการผ่าตัดแต่กลัวมาก ๆ ค่ะ ควรจะไปฝ่าตัดดีหรือเปล่า หรือจะทำยังไงดีคะ
ตอบคุณ Ac
ถ่ายรูปฟิล์ม mail มาให้ผมดูได้มั้ยครับ
เห็นฟิล์มแล้วคงอธิบายได้ชัดเจนมากขึ้นครับ
[email protected]
ไปผ่ามาแล้วเมื่อวันอาทิตย์ ไม่เจ็บนะ แต่อึดอัดนึดนึงตรงทานลำบากนี่ละ เสาร์นี้ไปเอาออกอีก1 ซี่
คือ เนื่องจากหนูเป็นคนที่อาเจียนง่ายมาก
เพียงแค่การอุดฟันก็จะอาเจียน หรือ พิมพ์ฟันเพื่อการจัดฟันก็อาเจียน
ตอนนี้กำลังจะผ่าฟันคุด
เดิมทีตกลงว่าจะดมยาสลบ อยากจะทราบว่ามันมีผลข้างเคียงอะไรที่ร้ายแรงหรือไม่
เพราะตอนนี้แม่หนูเป็นห่วงมาก และไม่ให้ดมยาแล้ว
แต่ถ้าหนูต้องผ่าธรรมดา นั้น
มีวิธีที่จะไม่ทำให้หนูอาเจียนได้ม่ะคะ แนะนำทีคะ
หนูเกรงว่าระหว่างทีหมอกำลังทำ ถ้าอาเจียนออกมา จะทำยังไงคะ
เป็นกังวลมากๆ ช่วยบอกด้วยนะคะ
ถ้าเป็นคนที่อาเจียนง่ายมาก อย่างที่บอกมา
ผมแนะนำให้ดมยาทำดีกว่าครับ ไม่อันตรายหรอกครับ
โอกาสที่ดมยาแล้วทำให้เสียชีวิตหรือหลับไม่ตื่นมีน้อยมากๆ
ถ้าจะดมยาก็ผ่าไปเลยทีเดียวทั้งหมดที่มีเลยครับ ผมทำให้คนไข้บ่อยๆ
ส่วนใหญ่ชอบ เพราะว่าปวดบวมอยู่แค่ไม่กี่วัน ทานอาหารได้ปกติ
เพราะว่าระหว่างผ่าฟันคุดมีโอกาสที่จะอาเจียนได้มาก
จะทำให้หมอทำงานไม่ได้ครับ และถ้าสำลักอาเจียนจะอันตรายครับ
มีวิธีที่ช่วยได้บ้างคือ พ่นยาชาไปที่คอ เพดานปาก แต่มันจะขมและอยู่ได้ไม่นานครับ
ถ้าต้องพ่นหลายครั้งอาจได้รับยาชาเกินขนาดได้ครับ
วันนี้ไปหาคุณหมอตามนัดค่ะแต่กลับไม่ได้ผ่าเพราะวัดความดันไป3ครั้งก็สูงทั้ง3ครั้ง กลัวมากๆค่ะคุณหมอคิดไปต่างนานา กลัวเจ็บบ้าง ไม่ชาบ้าง ประมาณว่าจินตนาการไปเรื่อยค่ะ ควรทำไงดีค่ะคุณหมอ หมอนัดอีกครั้งเสาร๎นี้ค่ะ
ดมยาหรือให้ยาสงบประสาททางเส้นเลือดเพื่อผ่าฟันคุดมั้ยครับ
work มากๆครับ คนไข้ที่กลัวมากๆ เหมาะที่จะทำครับ
ผมว่าของอย่างนี้ ห้ามไม่ให้คิดไม่ได้หรอกครับ กลัวมากๆไม่สามารถทำให้หายกลัวได้ภายในไม่กี่วันหรอกครับ
ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม [email protected]