ปรัชญา หมายถึง ความเชื่อ / ความน่าสงสัย
Philosophy = Love + Knowledge (รักในความรู้ ) --- การแสวงหาความรู้อยู่เสมอ
- แนวคิดของไทย เน้นการให้ความรู้ ให้เด็กรับความรู้ไปอย่างที่
- แนวคิดตะวันตก เน้นการแสวงหาความรู้
ความแตกต่างทางความเชื่อระหว่าง ไทย – ตะวันตก
ไทย = ผู้สอนจะเตรียมการบรรยายและทดสอบทางด้านเนื้อหา + ความจำ
ตะวันตก = การสอนใช้วิธีอภิปราย โดยก่อนอภิปรายจะให้หัวข้อไปอ่านศึกษาก่อนการเรียนการสอน, มีการ Test ก่อนที่จะทำการเรียนการสอน, เน้นการเขียนรายงาน เน้นเนื้อหาที่เป็นความคิด, พัฒนาทางความคิด
ปรัชญา เป็นวิธีการแสวงหาความรู้
การได้มาซึ่งความรู้มีหลายวิธี เช่น การค้นคว้า, การสัมผัส, ปฏิบัติจริง
1. พิสูจน์ดูเพื่อให้รู้ถึงความจริง (Sciences Study)
2. การถามผู้รู้ เป็นความเชื่อทางศาสนา ทุกศาสนาเป็นความเชื่อ
การศึกษา อาจใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับความเชื่อทางศาสนา โดยส่วนใหญ่ การศึกษามักจะใช้แนวปรัชญามากกว่าวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้ได้ไม่เต็มที่
ปรัชญาในลักษณะเป็นรายวิชา / เนื้อหา <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> - เน้นการศึกษาเฉพาะเรื่อง เฉพาะตัวเอง เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ ศึกษา ธรรมชาติ, วิชาศึกษาศาสตร์ ศึกษา Curriculum, วิชาปรัชญา ศึกษา ความจริงที่แท้จริง (Ultimate reality) เช่น ความเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย อยู่ที่ไหน – ที่ร่างกาย หรือ อย่างอื่น</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> - ปรัชญา ส่วนใหญ่จะศึกษา 3 อย่างนี้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 1. หาว่าความจริงที่แท้ คืออะไร</p> 2. ได้ความจริงนั้นมาอย่างไร (วิธีการ) <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 3. ถ้ารู้แล้ว , ได้มาแล้ว จะปฏิบัติให้เหมาะสมอย่างไร</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> มีการหาคำตอบทั้ง 3 ข้อนี้มาเป็นเวลานาน และมักจะมีผู้ที่ตอบคำถามเหล่านี้ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 1. Idealism (จิตนิยม) มักจะตอบคำถามเหล่านี้ในแบบอุดมคตินิยม หรือ นามธรรมนิยม คือ ตอบแบบเชื่อในความคิดเป็นสำคัญ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 2. Materialism (วัตถุนิยม) เชื่อในวัตถุนิยม</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 3. Pragmatism (ปฏิบัตินิยม) ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน จึงจะถือว่าเป็น Ultimate reality</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> 4. Existentialism (อัตถิภาวนิยม) ความคงอยู่</p><p>ความจริงที่แท้ (Ultimate Reality) </p><p>1. Idealism เชื่อว่า มีอยู่จริง และมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ม่หลายอย่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่านานแค่ไหน จัยต้องไม่ได้ แต่รู้ได้ด้วยความคิด หรือ จิต เป็นสำคัญ เช่น ความสวยของดารา จะเปลี่ยนไปตาม Trend แต่ Idealism เชื่อว่า ความสวยสุดท้ายมีอยู่จริง แต่ไม่ม่คนที่สวยที่สุด มีแต่คนที่เข้าใกล้ความสวย หรือเป็นตัวแทน / จำลอง ความสวยออกมา หรือ ทำดี เป็นตัวแทนของความดี / ความดี มีอยู่ในความคิด แต่ไม่มีเป็นรูปธรรม </p><p> 2. Materialism สามารถอธิบายสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสำคัญ เช่น ความสวยสัมผัสได้ คือ ความสวยที่แท้จริงสามารถอธิบายได้ / สัมผัสได้ ความสวยจะไม่คงที่ จะเปลี่ยนไปตามวัตถุต่างๆ ... ความสวย หรือ ความขาวของกระดาษ สุดท้าย คือ แผ่นที่ขาวที่สุด หรือ คนสุดท้ายที่สวยที่สุด</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0in 0in 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">3. Pragmatism เชื่อในการปฏิบัติ, การกระทำ เพราะเป็นเรื่องจริง เพื่อให้ได้ประโยชน์กับตัวเอง (ต้องเป็นประโยชน์ตัวเองถึงจะทำ) เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน เมื่อเวลาเปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เช่น ต้องไปสอบมากกว่าจะไปเยี่ยมคนป่วย เพราะถ้าไม่ไปสอบก็จะสอบตกต้องเรียนใหม่ ในขณะเดียวกันการไปเยี่ยมคนป่วย จะไปหรือไม่ไปคนป่วยก็ยังป่วยอยู่ (การไปเยี่ยมจะทำให้เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง = Idealism)</p><p>4. Existentialism เลือก ตัวสินใจในสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง และรับผิดชอบสิ่งนั้น (ไม่สนใจผลที่ได้รับ) ยึดถือตนเองเป็นหลักสำคัญ </p><p> </p>