ชอบคำถามของคุณอ้วนอ้วนมากเลยค่ะ เพราะเราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบมากๆคือเรื่องการจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เพราะมันยากกว่าการแนะนำคนอื่น แต่โดยส่วนตัวแล้วเวลามีเรื่องอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาก็มันจะมองสิ่งนั้นๆให้กลายเป็นเรื่องดี พูดไปแล้วก็ยากเหมือนกันนะคะ ก็ยากจริงๆแหละค่ะ ของแบบนี้ต้องฝึกค่ะ พูดไปแล้วอาจจะงงจะลองยกตัวอย่างให้เห็นนะคะ

                สมมติว่าเราอกหัก เราก็คิดซะว่า เราเป็นคนโชคดีที่สุดที่ได้รู้จักกับคำว่ารัก ได้รู้จักกับโลกที่คนที่ไม่เคยรัก ไม่เคยอกหักมีวันได้เห็น โลกที่เห็นการให้ดีกว่าการได้รับ การถูกเอาเปรียบดีกว่าการได้เปรียบ เราได้หลุดมาพบกับโลกที่ต่างกันโลกของการแข่งขัน แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบ  เกิดมาไม่เสียชาติเกิดแล้วค่ะที่ได้พบกับโลกที่บริสุทธิ์

                หรือการที่เราถูกนินทา ก็คิดซะว่าเราโชคดีมากที่ได้รู้ว่าคนอื่นเค้าพูดถึงเราว่ายังไงเพื่อจะได้นำมาไตร่ตรองดูว่ามันจริงหรือเปล่า เพราะบางครั้งสิ่งแวดล้อมก็อาจทำให้เราลืมตัวเผลอทำสิ่งที่ไม่ดีโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ดีแล้วที่มีคนเตือนเราก่อนที่เราจะเผลอทำจนติดเป็นนิสัย แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ต้องมั่นใจใจตัวเอง ยึดมั่นในสิ่งที่เราเห็นว่าดีแล้ว ไม่ต้องคิดว่าคนอื่นจะพูดไง ทุกเหตุการณ์เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เค้าอาจพูดไปเพราะว่าเค้ายังไม่รู้จักเราดีพอ เราเชื่อว่าคนเราจะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของอีกคนได้ด้วยจิตใจ เราเพียงแต่รอเวลาค่อยๆพิสูจน์ แต่ก็ไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตารอหรอกนะคะ แค่ทำทุกๆวันให้ดีก็พอ

            หรือถ้าเราคิดว่างานเรานักไม่ไหวแล้วเครียด โดนอ.ว่า กลัวงานไม่ทัน ก็ลองมองดูอ.ท่านอื่นๆ เราจะรู้ว่าเรานั้นรับผิดชอบเพียงชีวิตของเราเอง แค่ทำหน้าที่เท่านั้น แต่อ.สิต้องรับผิดชอบชีวิตนิสิตเป็นร้อย ต้องคอยดูว่าเด็กจะมีเงินเรียนไหม ต้องดูว่าต้องทำยังไงกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน คนหนึ่งก็มีปัญหาร้อยแปด แถมเด็กมีเป็นร้อยคน เราใช้คิดแบบนี้ทุกครั้งที่เครียด แล้วเราก็จะร็สึกว่าเรื่องของเรามันจิ๊บจิ๊อยมากเลย

                แต่ของแบบนี้ก็ขึ้นกับวิธีของแต่ละคนนะคะ เราแค่อยากเสนอแนวทางของเราดูเผื่อจะช่วยได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะทุกวันนี้เวลามีปัญหาเกิดขึ้น เราเองก็ยังฟูมฟาย หาคนระบาย หาคนให้คำปรึกษา แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเราเองที่จัดการ และเราลองสังเกตตัวเองมานานแล้วว่าทุดท้ายที่สุดเราก็ใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา(ความจริงปัญหาก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะเพียงแต่เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาอีกเท่านั้น) เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วมันก็ย่อมไม่หายไปไหน ไม่ใช่ว่าเราจะเอายางลบมาลบมันออกไปจากชีวิตหรือจิตใจได้ งั้นถ้ามันยังต้องอยู่เราก็ทำให้มันกลายเป็นเรื่องดีๆให้จิตใจเราเบิกบานจะดีกว่ามั้ยคะ

                ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขอบคุณอ.พิชิตแหละค่ะที่ได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ ดีมากจริงๆนะคะและขอบคุณอ.ธนิดากับบทความที่อ.เขียน ดีมากๆๆเลยค่ะ