อย่างที่ได้เขียนไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้ว่า วันเสาร์ที่ผ่านมาผมจะไปเข้าร่วมการประชุมที่หาดใหญ่ ซึ่งเมื่อวาน(วันเสาร์) ผมก็ได้เดินทางไปร่วมจริงๆ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งที่จะนำมาเสนอในบันทึกฉบับนี้ของผม ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านและแสดงความคิดเห็น
การประชุมชี้แจงโครงการวิจัยปฏิบัติการ เรื่อง "การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเป็นสื่อ : กรณีการจัดการศึกษาแบบทวิภาษา(ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ในโรงเรียนเขตพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้"
ช่วงเช้านำเสนอความคิดเห็นในเวทีอภิปรายครับ นำโดย รศ.ดร.โคทม อารียา ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ อ.เจ๊ะอุเซ็น เจะอุบง อ.แวยูโซะ สามะอาลี นายประเสริฐ แก้วเพชร และมี ผศ.ปิยะ กิจถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับผมการอภิปรายที่มองไปในมุมเดียวกันหมดเลยแบบการอภิปรายครั้งนี้ ผมว่า กร่อยครับ การอภิปรายน่าจะนำเสนอจากหลากหลายมุมมองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อสร้างทางเลือกและแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด แต่อันนี้ไม่ใช่ เพราะทุกคนออกมาบอกว่าดีหมดเลย ดังนั้นพอเปิดเวทีให้ข้างล่างแสดงความคิดก็เลยไม่มีคนพูดว่าไม่ดีเลย และมองในมุมว่า การสอนแบบทวิภาษาสามารถแก้ปัญหาการจัดการศึกษาสามจังหวัดนี้ได้เพียงวิธีการเดียวไปเลย
พอในการประชุมช่วงบ่ายอันนี้ ผมรู้สึกมันส์ขึ้นครับ เพราะเป็นการพูดคุยกันในกลุ่มเล็กเพื่อแสวงหาแนวทางร่วมกันในการนำระบบการสอนทวิภาษาไปใช้จริงในโรงเรียน ผมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มจังหวัดปัตตานีครับ (งง เหมือนกัน เพราะ อ.อิบรอเฮม หะยีสาอิ มาจากสถาบันเดียวกันโดนแบ่งไปยะลา ทั้งๆ ที่เขาแบ่งตามสถาบัน อันนี้ต้องโทษที่ มหาวิทยาลัยของเรา ชื่อยะลา แต่ไปอยู่ปัตตานี)
ก่อนเริ่มการประชุมกลุ่มย่อย ผมได้รับคำเชื้อเชิญจากท่านอาจารย์อิสสรา ชูศรี (ม.มหิดล) ให้ไปร่วมคุยที่กลุ่มจังหวัดสตูล ท่านบอกว่า ผมน่าจะไปชวนคุยในกลุ่มสตูลมากกว่า เพราะเป็นคนสตูล และท่านยังบอกว่า กลุ่มปัตตานีคนเยอะ ปัญหาน่าจะเยอะแน่ ไปสตูลดีกว่า แต่รอบนี้ผมปฏิเสธครับ โดยตอบท่านไปว่า เกรงใจคนจัดกลุ่มครับ ไหนๆ เขาให้อยู่ปัตตานี ก็นั่งที่ปัตตานีดีกว่า
การประชุมเริ่มจากการทำกิจกรรมสร้างความสามัคคีในกลุ่ม จากนั้นขั้นสู่กระบวนการวางแผนการทำงานตามโครงการวิจัย ปรากฏว่า ระหว่างการเสนอความคิดเห็นทำแผนปฏิบัติงานของโรงเรียนทวีภาษาของปัตตานี ซึ่งก็คือโรงเรียนบ้านระแว้ง ใกล้เสร็จ ทีมผู้ดำเนินการประชุมรู้สึกว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเลย คือกลุ่มตัวแทนชาวบ้านตำบลระแว้งที่มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านก็ตั้งเป็นคำถามกลับไปยังผู้วิจัยทันทีว่า
ทำโครงการนี้ปลอดภัยหรือเปล่า รัฐบาลรู้เรื่องแล้วยัง (อันนี้ทีมวิจัยตอบได้ทันที ว่า ระดับบนรู้แล้ว ระดับล่างยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ)
ชาวบ้านอีกท่านหนึ่งเสนอว่า เขียนภาษามลายูถิ่นด้วยอักษรไทย ลำบาก เขียนด้วยอักษรยาวีดีกว่า เพราะมันเหมือนกันอยู่แล้ว และเป็นของอันเดียวกัน
คำถามนี้พิธีกร เขาบังคับให้ผมตอบครับ ผมก็ตอบไปว่า การเอาภาษาถิ่นมาเขียนด้วยอักษรไทยและอักษรยาวี ยากเหมือนกัน เพราะภาษาถิ่นมีหลายเสียงที่ไม่มีในอักษรไทยและอักษรยาวี ดังนั้นทั้งหมดก็ต้องสร้างระบบใหม่ขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ผมรับผิดชอบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอักษรยาวีอยู่ เสร็จแล้ว คาดว่าอีกเดือนหนึ่งจะลงทดสอบที่โรงเรียนในตำบลเขาตูม
ชาวบ้านท่านเดิมถามกลับมาอีกว่า ถ้าต้องพัฒนาเหมือนกันทำไมไม่ใช้อักษรยาวีเสียเลยล่ะ ฉันต้องการให้ลูกฉันเรียนด้วยภาษามลายู และอักษรยาวี
คำถามนี้ใครจะให้ผมตอบผมก็ไม่ขอตอบครับ (กลัวทำเวทีประชุมล้ม) เหตุผลก็เพราะผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก แต่ผมเข้าใจว่าทำไมทีมวิจัยเลือกใช้ภาษาไทย และผมเชื่อว่าผู้อ่านก็น่าจะคิดออกว่าทำไมจึงเลือกใช้แบบ มลายูถิ่น+ภาษาไทย ไม่ใช่ มลายูถิ่น+มลายูกลาง
ในขณะที่มีคนชี้แจง ครูระแว้งท่านหนึ่งหันมาคุยกับผมว่า ก็บอกชาวบ้านไปเลยซิ ว่า ก็เขาอยากให้ลูกหลานของคุณพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ผมยิ้มให้ แล้วก็พูดตอบไปว่า นั่นแหละครับคือเหตุผลของโครงการ แต่ที่ประชุมนี้ต้องการความร่วมมือจากชุมชนด้วย ไม่งั้นโครงการก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
ผมขอย้อนข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอย่างนี้นะครับ โครงการนี้กำหนดให้เป็นการทวิภาษาระหว่างภาษาไทยกับมลายูถิ่น เนื่องจากอ้างข้อมูลการวิจัยของ ศ.ดร.สุวิไล (2549) ที่ว่า "ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66) เห็นด้วยกับการเรียนและการเขียนภาษามลายูถิ่นโดยใช้ตัวอักษรไทย"
ซึ่งผมขอบอกว่า ผมเห็นข้อมูลนี้ แล้วเกิดข้อสังเกตครับคือ หากท่านไปสำรวจในเมืองในตลาด ผมเชื่อว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้แน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ แต่การวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถทำในเมืองหรือในตลาดได้แน่นอนครับ เพราะระบบทวิภาษา ในห้องเรียนจะต้องเป็นห้องที่ใช้ภาษามลายูถิ่นร้อยเปอร์เซนต์ ดังนั้นห้องเรียนแบบนี้ในตลาดหามาทำเป็นโรงเรียนทดลองไม่ได้แน่นอน แต่ต้องเฉพาะกลุ่มในชนบทเท่านั้นเอง และถ้าจะหาประชามติในชนบท ผมว่า เปอร์เซนต์น่าจะไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน
เท่าที่ผมทราบ ทุกครั้งที่มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องนี้ จะมีคำถามตลอดว่า ทำไมไม่เป็นอักษรยาวี ชาวบ้านต้องการอักษรยาวีมากกว่าไทย แต่ชาวบ้านมักไม่ได้คำตอบที่เขาอยากได้สักที
เมื่อตอนภาคเช้า วิทยากรหลายท่านนำเสนอความล้มเหลวของการสอนในสามจังหวัด พูดกันตลอดว่า onet ของสามจังหวัดต่ำสุด เป็นเพราะการสอนที่ล้มเหลว แต่ในความล้มเหลวดังกล่าวมีความสำเร็จในบางรายวิชาคือภาษาอังกฤษ ทุกคนยอมรับครับ ว่าเด็กที่นี้เก่งเรียนภาษา
ผมเลยขอตั้งข้อสังเกตว่า แสดงปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระดับสติปัญญาของเด็กแน่นอน และไม่ใช่เพราะการสื่อสารในห้องเรียนแน่นอน แต่น่าจะเป็นเรื่องของทัศนะคติมากกว่า และถ้าผู้เกี่ยวข้องลืมเรื่องนี้ไปก็เสียเวลาบ่อยที่จะทำโครงการนี้ครับ
ในทัศนะของผม ระบบการสอนแบบทวิภาษา เป็นทางออกหนึ่งเพื่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาในสามจังหวัดนี้ ไม่ต้องไม่ลืมโจทย์เกี่ยวกับทัศนคติต่อภาษาไทยของคนในสามจังหวัด เพราะถ้าลืมโจทย์นี้ไป แล้วอ้างอิงผลการสำรวจไปเลย การแก้ปัญหาก็ไม่ถูกจุดอยู่ดีครับ
ผมขอเสนออีกแนวทางหนึ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดคือ การสอนทวิภาษาในโรงเรียน โดยใช้ภาษามลายูถิ่น+ภาษามลายูกลาง และปรับกระบวนทัศน์ในการสอนภาษาไทยในโรงเรียนใหม่ เป็นการสอนภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาที่สองของนักเรียน เหตุผลที่ผมคิดอย่างนี้ก็เพราะว่า ทุกคนยอมรับในเบื้องต้นแล้วว่า เด็กนักเรียนไม่ได้พูดภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด เช่นเดียวกันกับที่เด็นไม่ได้พูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน แต่เวลาครูสอนสองภาษานี้ครูมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน คือ ครูคนหนึ่งสอนเด็กในฐานะที่ภาษานี้ไม่ใช่ภาษาของเด็ก ทำให้เด็กเรียนแล้วมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นั้นคือครูที่สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งต่างจากครูสอนภาษาไทยที่ไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องของการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สองเลย จึงสอนเด็กในสามจังหวัดนี้เหมือนกับเด็กที่สอนในจังหวัดอื่นๆ ผลไม่จึงได้ไม่เหมือนกัน และทำให้ทัศนคติของเด็กติดลบต่อภาษาไทยไปด้วย
ดังนั้นต้องมองแยกมุมกันในฐานความเข้าใจเดียวกัน
- ฐานที่หนึ่ง คือ การที่เด็กเริ่มเรียนจากภาษาแม่ก่อน แล้วขยายสู่ภาษาอื่น หรือการเรียนรู้วิชาอื่น จะได้ผลเป็นไปในทางบวก อันนี้ชัดเจนเพราะโครงการวิจัยนี้ก็อ้างอิงจากการศึกษาที่อื่นๆ ที่ทำสำเร็จมาเหมือนกัน
- ดังนั้นจากฐานที่หนึ่ง ทำไมไม่เลือกการถ่ายโอนไปภาษามลายูกลาง ซึ่งชุมชน เด็ก มีทัศนคติที่ดี และในอีกมติหนึ่งเป็นภาษาที่มีคนใช้มากกว่าภาษาไทย และด้วยข้อบงชี้ทางกายภาพก็ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำไปใช้มากกว่า
- ปรับกระบวนทัศน์ของการมองภาษาไทย เป็นการสอนเพื่อการสื่อสาร และทักษะสำหรับการดำเนินชีวิต และมุ่งพัฒนารูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยทฤษฏีการสอนภาษาเป็นภาษาที่สองแทน เช่นเดียวกับการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งในมุมมองผม ผมว่า ไม่เกินสองปี เด็กก็สื่อสารได้ด้วยภาษาไทยอยู่แล้ว
นี้คือ คำตอบของผมที่จะบอกให้ท่านทราบว่า ทำไมผมเห็นด้วยกับการสอนในโรงเรียนโดยใช้ทวิภาษา แบบภาษามลายูถิ่น+มลายูกลาง
แต่ขอยืนยันว่า ผมไม่ได้คิดจะแยกประเทศหรือไม่รักประเทศไทยครับ ผมยืนยันว่าผมรักประเทศไทย เพียงแต่หากจะมองไปที่ผลประโยชน์ที่ชุมชน สังคมในสามจังหวัดนี้จะได้รับจากการเรียนมลายูกลาง ผมว่าแนวทางที่ผมเสนอน่าจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนที่สุด และทำสำคัญ ผมไม่เชื่อว่า เราจะสอนภาษาไทยให้กับเด็กในสามจังหวัดนี้ไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่บริบทสิ่งแวดล้อมทุกอย่างเอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาไทยอยู่แล้ว ยกเว้นครูผู้สอนขาดองค์ความรู้ในการสอนภาษาเท่านั้นเอง
ไม่มี latin alphabet อยู่ในตัวเลือกหรือครับ? เขียนคล้าย Indonesia หรือ Malaysia ได้หรือเปล่า?
การเขียนโดยใช้อักษายาวี มีการจบประโยค คล้ายๆ การใช้ fullstop หรือเปล่าครับ?
ขอพูดหน่อยในฐานะที่ถูกพาดพิง (ชื่อผม อิบรอเฮม หะยีสาอิ إبراهيم حاج سعيد ครับอาจารย์ อาจารย์พิมพ์เหมือนกับคนที่ไม่เคยเรียนรู้ภาษาอาหรับมาก่อน สมแล้วที่ไปสนับสนุนอักษรยาวีที่ปรับเพิ่มจากอักษรอาหรับ)
ผมไปในฐานเป็นตัวแทนของอธิการ ผมไม่เคยรู้รายละเอียดของโครงการนี้ พอจะเดาออกเพราะเคยมีคนพูดให้ฟังว่ามีโครงการหนึ่งที่ทีม มหิดล กำลังทำวิจัยเรื่องภาษา อาจจะมีปัญหา
ผมไปถึงเจอ อ.สาเหะ ก็สอบถามท่านเกี่ยวกับโครงการ และอ่านจากเอกสารที่แจกบ้าง ก็ทำให้รู้เรื่องระดับหนึ่ง พอดี ว่าที่ร้อยตรีอับดุลฮาฟิซ มาก็ทักทายผม บอกว่าโครงการนี้มีปัญหาแน่ ผมว่า อาจะเป็นไปได้ เพราะเขียนภาษาถิ่นด้วยอักษรไทย
พอหลังฟังการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิและทีมวิจัยแล้ว พอจะทราบเจตนารมณ์ ของการทำวิจัยที่เลือกใช้ตัวหนังสือไทยแทนตัวหนังสืออาหรับอย่างที่ชาวบ้านเขานิยม แล้วหันไปอธิบายให้ ว่าที่ร้อยตรีฯ ก็ยอมรับในเหตุผล กล่าวคือ เพื่อกระบวนการศึกษาที่หมายถึงการสร้างคนให้สมบูรณ์ ยอมรับที่จะให้ใช้ภาษาถิ่น เพราะถ้าต้องการสร้างพฤติกรรมเมื่อครูไม่สามารถสื่อกับนักเรียนได้รู้เรื่องแล้ว พฤติกรรมที่พึงประสงค์ย่อมไม่เกิดขึ้หรือเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ (เป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาก็เลยถนัดอธิบายทางด้านพฤติกรรมหน่อย)
แต่...
ในเวลาเดียวกันต้องสอนภาษายาวีหรือมลายูที่ใช้สื่อสารในการสอนศาสนาในอดีตจนถึงปัจจุบันด้วย ที่พวกเราชอบเรียกว่า ภาษายาวี
ไม่เป็นการห้ามและค่อนข้างจะเห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้เด็กมีพื้นฐานภาษาไทย เพราะจะได้เป็นภาษาสำหรับการพัฒนาตัวเองในอนาคต ในเวลาเดียวกันควรแปลงภาษายาวีเป็นภาษามลายูกลางที่สามารถใช้สื่อสารกับคนในโลกนี้หลายร้อยล้านคน
.. สังคมพหุภาษาจริง ขนาดยังไม่ได้เน้นเรื่องเรียนภาษาที่สอง มีภาษามากเกี่ยวข้องแล้วสามภาษา... แล้วจะต้องเรียนภาษาอาหรับ(ภาษาอัลกุรอาน) ภาษาอังกฤษ(ภาษาไร้พรมแดน)..ซึ่งก็จำเป็น
ในช่วงบ่าย ผมได้เข้าในกลุ่มจังหวัดยะลาอย่างที่อาจารย์ว่า ก็เริ่มต้นคล้ายๆกับอาจารย์เป็นเกมเล็กๆที่จะโยงถึงความแตกแยกและความร่วมมือ แหมในกลุ่มผมมีผมคนเดียวเป็นอาจารย์อุดมศึกษา (นอกจาก อาจารย์จากมหิดลที่เป็นทีมวิจัย) ก็กลายเป็นว่าผมอธิบายให้น้องๆที่เป็นครูจากโรงเรียนนำร่อง(โรงเรียนตามระวัน ที่โดนเผา) และโรงเรียนเข้าร่วมประชุมด้วย (โรงเรียนบึงน้ำใส) ว่า ความเห็นที่แตกต่างไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ดีและอาจจะดีมากเสียด้วยซ้ำถ้าเรารู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์ เพราะมันจะทำให้เรามีความรู้และความคิดที่กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น แต่ต้องไม่แตกแยก
ในกลุ่มของเรามี ปลัดว่าที่นายอำเภออยู่ด้วย และมีน้องที่เป็นครูบรรจุใหม่ เป็นบุคคลนอกพื้นที่และไม่ใช่มุสลิม ร่วมอยู่ด้วย รอบแรกให้เลือกตัวแทนเพื่อนำเสนอในที่ประชุมใหญ่ ครั้งแรกมีคนเสนอ ท่านปลัดเป็นตัวแทน ทุกคนเห็นด้วย(เป็นปกติแล้วของพวกเรา อะไรที่ไม่โดนแก่ตัวเองจะรีบเห็นด้วย) แต่ขอแสดงความคิดที่ไม่เห็นด้วย คือ ผมไม่อยากให้เห็นว่ามาจากฝ่ายปกครอง ก็มีคนค้านบอกว่า เป็นเรื่องที่ยากมากการที่จะให้ฝ่ายปกครองมารวมกับฝ่ายการศึกษาแบบนี้ ผมก็เห็นด้วยจุดนั้น แต่ผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องการศึกษา ให้เรามองให้กว้างขึ้น แล้วทุกคนก็มีความเห็นเปลี่ยนเป็นน้องไทยพุทธที่มาจากบึงน้ำใส ซึ่งใจจริงผมไม่ค่อยเห็นด้วย อยากให้บุคคลในพื้นที่เป็นคนที่แสดงความรู้สึก แต่ก็ดีเหมือนกันเราจะได้เห็นความรู้สึกจากพี่น้องเราที่ต่างศาสนา
สิ่งที่ ท่านปลัด นำเสนอน่าสนใจมาก คือ ท่านเห็นด้วยกับโครงการนี้ ท่านยกตัวอย่างประสบการณ์ของท่าน ท่านพูดมลายูได้ และพูดคล่องด้วย แต่ท่านบอกว่า นายอำเภอบางคน ห้ามเขาพูดมลายูกับชาวบ้าน แล้วงานที่ต้องการจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่นายอำเภอบางท่าน ให้อิสระแก่ท่าน ท่านก็บรรเลงภาษามลายูเลย งานก็เกิดขึ้น เช่นกัน เด็กก็น่าจะเหมือนกันเมื่อต้องการให้เด็กทำอะไร ก็ควร ใช้ภาษาที่เด็กเข้าใจสื่อสาร ความคิดที่ว่า พูดไทยไม่ได้ไม่ใช่คนไทย ไม่ควรมีแล้ว (อันหลังนี้ผมเพิ่มเองนะ)
เนื่องจากไม่อยากขับรถแบบเปิดไฟสูงตลอดที่กลับบ้าน(ขับรถคนเดียวไม่สวนทางกับใครเลย ตลอดร้อยกว่ากิโลเมตร) จำเป็นต้องขอตัวกลับก่อน โดยทิ้งความเป็นห่วงแก่ที่ประชุมโดยเฉพาะกลุ่มวิจัย ว่า ทีมวิจัยและผู้เกี่ยวข้องต้องทำความเข้าใจแก่ทุกฝ่ายให้ได้ว่า ทำไมต้องใช้ อักษรไทย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เซนต์ซิทีฟมาก
ท่าน อ.จากทีมวิจัยพยายามอธิบายให้ผมเข้าใจ จริงๆ ผมพอเข้าใจ นะ แต่ผมเกรงกลุ่มอื่นไม่เข้าใจ ไม่ใช่เท่านั้นอาจนำเป็นเงื่อนไข ก็ได้
ท่านปลัดบอกว่าไม่มีปัญหา เพราะมาเลเซียก็ใช้อักษรโรมันของตะวันตกไม่เห็นมีปัญหา ผมไม่ตอบท่านเพราะมองเห็นว่ายังอีกไกล และต้องพูดเรื่องนี้อีกเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด เพราะจริงๆแล้วมาเลเซียช่วงเปลี่ยนตัวเขียนก็มีปัญหาอยู่นานเหมือนกัน และเป็นการต่อต้านของคนกลุ่มเดียวกัน ที่มีวัฒนธรรมและศาสนาเดียวกัน อาจจะไม่เหมือนทางสามจังหวัดใต้
ทางกลุ่มวิจัยอ้างว่า มากกว่า 66 % ที่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับอาจารย์จรุวัจน์ อาจจะผิดพลาดที่กลุ่มตัวอย่าง และผมก็ว่า คำตอบที่ได้มาอาจเป็นคำตอบที่ตอบเพื่อเอาใจ เพราะกลัวหรือเปล่า ซึ่งคำตอบลักษณะนี้มีบ่อยครั้งมาก เขาจะตอบตามที่รัฐต้องการทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่เลย
อีกอย่าง บางครั้งเราอาศัยกลุ่มใหญ่ไม่ได้ เราต้องมองกลุ่มที่มีอิทธิพลด้วย สมมุตว่า มีคนๆเดียวเท่านั้นที่ทำไม่ได้โดยการชอบฆ่าคน และตำรวจจับไม่ได้ เราจะบอกว่านั้นแค่คนเดียวไม่ได้ นะ เพราะนั้นมันหมายถึงชีวิตคนทั้งประเทศอยู่ในอันตราย
สมัยผมทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผมถามครูใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่งว่า ทำไมอาจารย์ให้เด็กมุสลิมลอยกระทงด้วย ท่านตอบอย่างมั่นใจว่า "โรงเรียนผมไม่มีปัญหา" ผมก็สวนกลับไปเลยว่า "ผมนี้แหละจะทำให้มีปัญหา เพราะมันเป็นเรื่องศาสนา"
บางครั้งเราจะฟังเสียงข้างมากอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฟังหลายๆฝ่าย แล้วหาทางออกที่ดีที่สุด มีผลกระทบน้อยที่สุด อะไรที่คิดว่าไปซ้ำเติม ความรู้สึกชาวบ้าน โดยที่ชาวยังไม่กล้าพูดความจริง นักวิชาการอย่างเราๆ นี้แหละควรจะหาทางออกให้
สุดท้าย ครับ ..
เมื่อเช้าระหว่างทานข้าวกับลูกๆ ลูกสาวคนหนึ่งเขาพูดไทยคล่องมาก เพราะเขาพูดไทยแต่เด็ก ดังนั้นเขาจะมีปัญหาเรื่องพูดมลายูถิ่น อันนี้ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะภาษาอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดีอยู่ในกรอบศาสนา
แต่.....
ปรากฎว่า.. เขาอ่านอัลกุรอาน ออกเสียงไม่ค่อยถูกต้อง...
อันนี้เรื่องใหญ่ครับ.... ผมยอมไม่ได้
จึงคิดว่า ข้อเสนอของ อ.จรุวัจน์ น่านำไปทบทวนใหม่ ครับ
อักษรไทย ไม่สามารถแทนที่ อักษรอาหรับได้ เลยทำให้เด็กอาจอ่านอัลกุรอานผิดพลาดได้ครับ....
เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำอย่างไรให้บุคคลในพื้นที่มีการศึกษา และดีด้วย
และ ที่เร่งด่วน ... ต้องรักษาความสงบให้ได้ ไม่ใช่ไปเพิ่มเงื่อนไข
เป็นเวทีวิชาการที่น่าสนใจและอัลฮัมดุลิลละฮฺที่อาจารย์องเราได้เข้าไปมีส่วนร่วม เป็นวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าขบคิดผมไม่ค่อยชอบวิจัย แต่หลังๆรู้สึกสนุก มัน ยังไงไม่รู้ หวังว่าคงได้เห็นวิจัยชิ้นนี้นะครับ เพราะเรื่องการศึกษาสำหรับที่นี่เรื่องใหญ่เช่นกันครับ…ขอเป็นกำลังใจให้ครับอาจารย์
มีคนเปรียบเทียบว่า มาเลเซียใช้อักษรอังกฤษ หรือที่เรียกว่า รูมาไนซ์ ไม่เห็นใช้อักษรยาวีเลย ทำไมผมจึงอยากให้ใช้อักษรยาวี
คำตอบคือ
แล้วอย่างนี้ไม่คุ้มกว่าหรือครับ
มาเยี่ยม…คุณ <div style="padding-right: 4px; padding-left: 0px; padding-bottom: 4px; padding-top: 0px">
</div><div class="info">
จารุวัจน์
เป็นมุมคิดที่น่าสนใจติดตามอ่านครับ</div>
ขอบคุณอาจารย
4. การใช้อักษรยาวี สามารถถ่ายโอนไปได้ทั้งมาเลเซีย และอาหรับ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะประสบกับตัวเอง
ผมเป็นคนเรียนที่โรงเรียนสามัญมาตลอด ไม่เคยเรียนที่ปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีสอนทั้งภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอาหรับ และภาษาอังกฤษ
แต่ทุกวันนี้ผมได้หมดทุกภาษาที่กล่าวถึง (ดีบ้างไม่ดีบ้าง ตามสภาพที่ใช้ในชีวิตประวัน)
ผมพูดภาษามลายูก่อน เพราะเป็นภาษาแม่
เขาเรียน เขาบังคับให้พูดไทย โดนปรับไปหลายบาทเพราะเมื่อก่อนใครพูดไทยในโรงเรียนจะปรับคำละห้าสิบสตางค์ แต่ผลที่ได้ คือ จบ ม.ศ.5 ยังพูดไทยไม่ได้ครับ ทั้งๆที่เรียนคณะราษฎรฯ (พูดได้พอที่จะสื่อสารเท่านั้นแต่ยังจะเรียบเรียงเป็นประโยคยาวๆ หรือคำพูดยาวๆ ไม่ได้)
ผมเรียนภาษาอาหรับ หลังจากจบ ม.ศ.5 แล้ว แต่จำได้ ผมใช้เทียบกับภาษามลายู่ถิ่น ทำให้ผมได้คำอาหรับโดยไม่ต้องไปท่องมันอีก เช่น
เพื่อนผมซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่ และไม่ใช่มุสลิม ได้เดินทางไปมาเลเซียกับผม เขากล่าวติดตลกว่า ภาษาไทยนี้นะพอขึ้นบันไดเครื่องบินก็หมดสิทธิใช้แล้ว ที่เขากล่าวเช่นนี้ผมคิดว่าเขาคงไม่ได้นึกรังเกียจภาษาไทย ผมเองก็เหมือนกัน แต่ถ้ารู้ภาษาอื่นด้วยอาจจะเป็นการดีกว่า และภาษานั้นอยู่ในประเทศไทยแล้วเสียด้วยซิ สามารถเรียนรู้ได้ทันที แต่ก่อนหน้านี้ถูกปิดกั้น เลยทำให้หลายๆคนเสียโอกาสตรงนี้ไป
ยินดีให้เผยแพร่ครับ
มีฟอนท์ภาษายาวีโดยเฉพาะครับ เดี๋ยวว่างๆ ผมจะทำลิงค์ให้โหลด
ออ. ผมลืมบอกว่า ผมแก้ไขชื่ออาจารย์
ให้แล้วครับ ขออภัยที่พิมพ์ผิด
จริงๆแล้วผมไม่ ซีเรียส กับเรื่องนี้เท่าไร และสิ่งที่อาจารย์เขียนลงไป เป็นการเรียกชื่อตามภาษาถิ่น ซึ่งจริงๆแล้วมันผิด และบางครั้งอาจเปลี่ยนความหมายจากดีเป็นไม่ดี
ใช่เราต้องอนุรักษ์ภาษาถิ่น แต่อะไรที่มันไม่ถูกต้องอย่าไปอนุรักษ์ ครับ
http://www.ejawi.net/converter.php?go=jawi
เว็บสำหรับหัดเขียนยาวี หรือมียาวีแต่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรก็สามารถก็อปมาวางไว้ และมันจะช่วยแปลให้
ขอบคุณ
มากครับ ลองเข้าไปดูแล้วครับ งงนิดหน่อย
จริง ๆ ผมเป็นคนเขมรสุรินทร์ก็ได้เคยพบปะกับท่านอาจารย์จากมหิดลและได้ไปประชุมร่วมกันที่จังหวัดนครพนมและได้เคยพูดในที่ประชุมว่า การนำอักษรไทยไปสอนแทนภาษาอื่น นั้นไม่ควรทำเพราะ
๑ ไม่เคารพชนดั้งเดิม
๒ เจตนาคิดแต่ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่รักษาภาษาท้องถิ่น เช่น ภาษาเขมรมีระบบการเขียนก่อนภาษาไทยนับเป็นพันปี แล้วจะให้เอาภาษาไทยมาเขียนแทนภาษาเขมร แล้วเจ้าของภาษาจะคิดอย่างไร?
๓ ผมเป็นคนที่ทำโครงการสอนการเขียนอ่านและเขียนภาษาเขมรให้เด็ก ๆ ที่สุรินทร์ ผมสอนมาห้าหมู่บ้านแล้ว ผมไม่เคยเห็นใครอยากเรียนภาษาเขมรโดยใช้อักษรไทยเขียนเลย
๔ นักวิจัยหลายคนนั้น ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับคิดแต่เรื่องเงินทอง เจตนาคือทำลายภาษาท้องถิ่นนั่นเอง
บ้านเมืองเขาเคยใช้ภาษาอะไรก็ต้องสนับสนุนเขาให้รักษาภาษาเขาไว้ ไม่ใช่คิดแต่จะกำจัดหรือทำลาย นักวิชาการพวกนี้ได้เงินทองจากรัฐบาลเยอะแยะ แต่ใช้ผิดประเภท แทนที่จะใช้เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทำให้เกิดความเข้าใจว่า วัฒนธรรมชาติมันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเทศไม่ได้ประกอบไปด้วยวัฒนธรรมเดียว เพราะฉะนั้นมันก็ต้องเคารพและให้เขาได้งอกงามเหมือนกัน
ผมเคยถูกนักวิชาการประเภทแบบนี้ขู่เหมือนกันทำนองว่าต่อไปจะเหมือนโรงเรียนตาดีกา มันจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าหากคุณสนับสนุนพวกเขา เคารพและนับถือเขา ผมเป็นคนเขมรสุิรินทร์มีอารยธรรมเป็นพันหกร้อยปี อยู่ ๆ จะให้ผมลืมภาษาตัวเอง ผมทำไม่ได้หรอกครับ แล้วมีการเสนอให้เงินวิจัยอีก (เงินสกปรก) ผมปฏิเสธไปว่าไม่เอาหรอกครับ ผมมาทำงานนี้ไม่ใช่เพราะอยากได้เงิน ผมรักภาษาของผม
นักวิจัยพวกนี้ต่างหากเป็นพวกที่ทำให้เกิดปัญหา ไปปัตตานีอย่างมากก็ไปเดินแถว ๆ ตลาดเท่านั้น เสียดายประเทศไทยใช้เงินทองผิดประเภทพวกนี้ต่างหากที่เที่ยวไปสร้างปัญหาให้แก่สังคม
เห็นแล้วไม่รู้จะคิดว่าอย่างไรดี
เบอร์โทรผม 0875815514
ขอบคุณครับ โครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภาษาเขมร
ความเห็นหลากหลายครับในเรื่องนี้ แต่ในเบื้องต้นผมมองในแง่ดีว่า ทุกคนมีเจรตนาดีต่อการอนุรักษ์ภาษาถิ่นครับ เพียงแต่ฐานคิดและวิธีการต่างกัน ซึ่งหากเอาเจตนาดีของทุกฝ่ายมานั่งคุยกันด้วยใจบริสุทธิ์บางทีเราจะพบทางออกที่ดีร่วมกันครับ
ทุกภาษามีเอกลักษณ์ของตัวเองครับ ทำไมไม่สนับสนุนให้พูดกันหลาย ๆ ภาษาเล่า...แล้วถ้าจะพูดภาษาอะไรก็พูดให้ด้ายถึงภาษาเลยสิครับ...
จากที่ผมสังเกต...คนแถว3จังหวัดใต้ ถ้าพูดไทย ก็มักจะออกทองแดง แต่ก็ มักจะเป็นเฉพาะตัวสะกด สำเนียง เท่านั้นที่ผิดเพี้ยน แต่อัคระจะออกชัดเจน...แต่ถ้าคนที่พูดภาษาไทยมาพูดยาวี จะเพี้ยนตั้งแต่ อัคระเลย...ตัวอักษรเลย...ตัวสะกดก็ไม่ต้องพูดถึง... อีกอย่างตัวอักษรไทยมีไม่ครบเสียงที่อักษรยาวีมี...การที่จะเขียนยาวีด้วยภาษาไทย นั้น ยาก แต่ผมด้ายทั้งสอง กำไร..ฮ่ะ ขี้นเครื่อง ไปมาเล อินโด บรูไน...ก็พอถามทางด้ายล่ะน่า...เที่ยวเมืองไทย ก็บ่หยั้น... แน้วโน้วเข้าภาษาอังกิดกะอาหลับ ก็มีเปอร์เซ็น...สูง...อยู่เมืองไทยผมว่ากำไรน่ะ...แถมอยู่แถวภาคใต้แล้วเนี้ยย... เริ่มแรก ภาษาแม่ ยาวี อัคระ ครบ ... เข้าเรียนประถม ภาษาไทย...ได้แล้ว 2 ... ถ้าเป็นยาวี ต้องเป็น รูมี อัตโนมัติ ยาวีอ่านคล้าย ๆ อาหรับ รูมี อ่านคล้ายมากกับ อังกฤษ.. นาน ๆ เข้า ได้อีก2 เป็น4 อังกิดคล้าย กับฝรั่งเจด งอก ๆๆๆ.... ภาษาไทย คล้ายย กะ ลาว ไม่ต่อได้อีกยาวว... อยู่ยะลาปัตตานรา เตอะพี่น้องงง....
ขอบคุณครับคุณpt yl nr
ที่ผมเขียนทั้งหมดไม่ได้หมายถึงไม่สนับสนุนให้พูดหลายภาษานะครับ แต่สิ่งที่เรากำลังคุยกันคือ ทำอย่างไรให้การเรียนหลายภาษามีประสิทธิภาพครับ (อ่านดีๆ ครับ)
อืม น่าจะมีบอกเป็น ประโยคหรืออะไรที่มากว่านี้นะค่ะ เพราะคิดว่ายังมีอีกหลายคนที่สนใจเหมือนกันดีค่ะ เป็นประโยชน์ดี