อย่างที่ได้เขียนไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้ว่า วันเสาร์ที่ผ่านมาผมจะไปเข้าร่วมการประชุมที่หาดใหญ่ ซึ่งเมื่อวาน(วันเสาร์) ผมก็ได้เดินทางไปร่วมจริงๆ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งที่จะนำมาเสนอในบันทึกฉบับนี้ของผม ผมอยากให้ทุกท่านได้อ่านและแสดงความคิดเห็น

การประชุมชี้แจงโครงการวิจัยปฏิบัติการ เรื่อง "การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาท้องถิ่นและภาษาไทยเป็นสื่อ : กรณีการจัดการศึกษาแบบทวิภาษา(ภาษาไทย-มลายูถิ่น) ในโรงเรียนเขตพื้นที่สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้"

ช่วงเช้านำเสนอความคิดเห็นในเวทีอภิปรายครับ นำโดย รศ.ดร.โคทม อารียา ศ.ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ อ.เจ๊ะอุเซ็น เจะอุบง อ.แวยูโซะ สามะอาลี นายประเสริฐ แก้วเพชร และมี ผศ.ปิยะ กิจถาวร เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับผมการอภิปรายที่มองไปในมุมเดียวกันหมดเลยแบบการอภิปรายครั้งนี้ ผมว่า กร่อยครับ การอภิปรายน่าจะนำเสนอจากหลากหลายมุมมองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อสร้างทางเลือกและแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด แต่อันนี้ไม่ใช่ เพราะทุกคนออกมาบอกว่าดีหมดเลย ดังนั้นพอเปิดเวทีให้ข้างล่างแสดงความคิดก็เลยไม่มีคนพูดว่าไม่ดีเลย และมองในมุมว่า การสอนแบบทวิภาษาสามารถแก้ปัญหาการจัดการศึกษาสามจังหวัดนี้ได้เพียงวิธีการเดียวไปเลย

พอในการประชุมช่วงบ่ายอันนี้ ผมรู้สึกมันส์ขึ้นครับ เพราะเป็นการพูดคุยกันในกลุ่มเล็กเพื่อแสวงหาแนวทางร่วมกันในการนำระบบการสอนทวิภาษาไปใช้จริงในโรงเรียน ผมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มจังหวัดปัตตานีครับ (งง เหมือนกัน เพราะ อ.อิบรอเฮม หะยีสาอิ มาจากสถาบันเดียวกันโดนแบ่งไปยะลา ทั้งๆ ที่เขาแบ่งตามสถาบัน อันนี้ต้องโทษที่ มหาวิทยาลัยของเรา ชื่อยะลา แต่ไปอยู่ปัตตานี)

ก่อนเริ่มการประชุมกลุ่มย่อย ผมได้รับคำเชื้อเชิญจากท่านอาจารย์อิสสรา ชูศรี (ม.มหิดล) ให้ไปร่วมคุยที่กลุ่มจังหวัดสตูล ท่านบอกว่า ผมน่าจะไปชวนคุยในกลุ่มสตูลมากกว่า เพราะเป็นคนสตูล และท่านยังบอกว่า กลุ่มปัตตานีคนเยอะ ปัญหาน่าจะเยอะแน่ ไปสตูลดีกว่า แต่รอบนี้ผมปฏิเสธครับ โดยตอบท่านไปว่า เกรงใจคนจัดกลุ่มครับ ไหนๆ เขาให้อยู่ปัตตานี ก็นั่งที่ปัตตานีดีกว่า

การประชุมเริ่มจากการทำกิจกรรมสร้างความสามัคคีในกลุ่ม จากนั้นขั้นสู่กระบวนการวางแผนการทำงานตามโครงการวิจัย ปรากฏว่า ระหว่างการเสนอความคิดเห็นทำแผนปฏิบัติงานของโรงเรียนทวีภาษาของปัตตานี ซึ่งก็คือโรงเรียนบ้านระแว้ง ใกล้เสร็จ ทีมผู้ดำเนินการประชุมรู้สึกว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเลย คือกลุ่มตัวแทนชาวบ้านตำบลระแว้งที่มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งเมื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านก็ตั้งเป็นคำถามกลับไปยังผู้วิจัยทันทีว่า

ทำโครงการนี้ปลอดภัยหรือเปล่า รัฐบาลรู้เรื่องแล้วยัง (อันนี้ทีมวิจัยตอบได้ทันที ว่า ระดับบนรู้แล้ว ระดับล่างยังไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ)

ชาวบ้านอีกท่านหนึ่งเสนอว่า เขียนภาษามลายูถิ่นด้วยอักษรไทย ลำบาก เขียนด้วยอักษรยาวีดีกว่า เพราะมันเหมือนกันอยู่แล้ว และเป็นของอันเดียวกัน 

คำถามนี้พิธีกร เขาบังคับให้ผมตอบครับ ผมก็ตอบไปว่า การเอาภาษาถิ่นมาเขียนด้วยอักษรไทยและอักษรยาวี ยากเหมือนกัน เพราะภาษาถิ่นมีหลายเสียงที่ไม่มีในอักษรไทยและอักษรยาวี ดังนั้นทั้งหมดก็ต้องสร้างระบบใหม่ขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ผมรับผิดชอบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอักษรยาวีอยู่ เสร็จแล้ว คาดว่าอีกเดือนหนึ่งจะลงทดสอบที่โรงเรียนในตำบลเขาตูม

ชาวบ้านท่านเดิมถามกลับมาอีกว่า ถ้าต้องพัฒนาเหมือนกันทำไมไม่ใช้อักษรยาวีเสียเลยล่ะ ฉันต้องการให้ลูกฉันเรียนด้วยภาษามลายู และอักษรยาวี

คำถามนี้ใครจะให้ผมตอบผมก็ไม่ขอตอบครับ (กลัวทำเวทีประชุมล้ม) เหตุผลก็เพราะผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก แต่ผมเข้าใจว่าทำไมทีมวิจัยเลือกใช้ภาษาไทย และผมเชื่อว่าผู้อ่านก็น่าจะคิดออกว่าทำไมจึงเลือกใช้แบบ มลายูถิ่น+ภาษาไทย ไม่ใช่ มลายูถิ่น+มลายูกลาง

ในขณะที่มีคนชี้แจง ครูระแว้งท่านหนึ่งหันมาคุยกับผมว่า ก็บอกชาวบ้านไปเลยซิ ว่า ก็เขาอยากให้ลูกหลานของคุณพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ผมยิ้มให้ แล้วก็พูดตอบไปว่า นั่นแหละครับคือเหตุผลของโครงการ แต่ที่ประชุมนี้ต้องการความร่วมมือจากชุมชนด้วย ไม่งั้นโครงการก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

ผมขอย้อนข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันอย่างนี้นะครับ โครงการนี้กำหนดให้เป็นการทวิภาษาระหว่างภาษาไทยกับมลายูถิ่น เนื่องจากอ้างข้อมูลการวิจัยของ ศ.ดร.สุวิไล (2549) ที่ว่า "ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66) เห็นด้วยกับการเรียนและการเขียนภาษามลายูถิ่นโดยใช้ตัวอักษรไทย"

ซึ่งผมขอบอกว่า ผมเห็นข้อมูลนี้ แล้วเกิดข้อสังเกตครับคือ หากท่านไปสำรวจในเมืองในตลาด ผมเชื่อว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้แน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ แต่การวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถทำในเมืองหรือในตลาดได้แน่นอนครับ เพราะระบบทวิภาษา ในห้องเรียนจะต้องเป็นห้องที่ใช้ภาษามลายูถิ่นร้อยเปอร์เซนต์ ดังนั้นห้องเรียนแบบนี้ในตลาดหามาทำเป็นโรงเรียนทดลองไม่ได้แน่นอน แต่ต้องเฉพาะกลุ่มในชนบทเท่านั้นเอง และถ้าจะหาประชามติในชนบท ผมว่า เปอร์เซนต์น่าจะไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน

เท่าที่ผมทราบ ทุกครั้งที่มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องนี้ จะมีคำถามตลอดว่า ทำไมไม่เป็นอักษรยาวี ชาวบ้านต้องการอักษรยาวีมากกว่าไทย แต่ชาวบ้านมักไม่ได้คำตอบที่เขาอยากได้สักที

เมื่อตอนภาคเช้า วิทยากรหลายท่านนำเสนอความล้มเหลวของการสอนในสามจังหวัด พูดกันตลอดว่า onet ของสามจังหวัดต่ำสุด เป็นเพราะการสอนที่ล้มเหลว แต่ในความล้มเหลวดังกล่าวมีความสำเร็จในบางรายวิชาคือภาษาอังกฤษ ทุกคนยอมรับครับ ว่าเด็กที่นี้เก่งเรียนภาษา

ผมเลยขอตั้งข้อสังเกตว่า แสดงปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระดับสติปัญญาของเด็กแน่นอน และไม่ใช่เพราะการสื่อสารในห้องเรียนแน่นอน แต่น่าจะเป็นเรื่องของทัศนะคติมากกว่า และถ้าผู้เกี่ยวข้องลืมเรื่องนี้ไปก็เสียเวลาบ่อยที่จะทำโครงการนี้ครับ

ในทัศนะของผม ระบบการสอนแบบทวิภาษา เป็นทางออกหนึ่งเพื่อความสำเร็จในการจัดการศึกษาในสามจังหวัดนี้ ไม่ต้องไม่ลืมโจทย์เกี่ยวกับทัศนคติต่อภาษาไทยของคนในสามจังหวัด เพราะถ้าลืมโจทย์นี้ไป แล้วอ้างอิงผลการสำรวจไปเลย การแก้ปัญหาก็ไม่ถูกจุดอยู่ดีครับ

ผมขอเสนออีกแนวทางหนึ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดคือ การสอนทวิภาษาในโรงเรียน โดยใช้ภาษามลายูถิ่น+ภาษามลายูกลาง และปรับกระบวนทัศน์ในการสอนภาษาไทยในโรงเรียนใหม่ เป็นการสอนภาษาไทยในฐานะที่เป็นภาษาที่สองของนักเรียน เหตุผลที่ผมคิดอย่างนี้ก็เพราะว่า ทุกคนยอมรับในเบื้องต้นแล้วว่า เด็กนักเรียนไม่ได้พูดภาษาไทยมาตั้งแต่เกิด เช่นเดียวกันกับที่เด็นไม่ได้พูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน แต่เวลาครูสอนสองภาษานี้ครูมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน คือ ครูคนหนึ่งสอนเด็กในฐานะที่ภาษานี้ไม่ใช่ภาษาของเด็ก ทำให้เด็กเรียนแล้วมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นั้นคือครูที่สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งต่างจากครูสอนภาษาไทยที่ไม่ได้มีองค์ความรู้เรื่องของการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สองเลย จึงสอนเด็กในสามจังหวัดนี้เหมือนกับเด็กที่สอนในจังหวัดอื่นๆ ผลไม่จึงได้ไม่เหมือนกัน และทำให้ทัศนคติของเด็กติดลบต่อภาษาไทยไปด้วย

ดังนั้นต้องมองแยกมุมกันในฐานความเข้าใจเดียวกัน

  • ฐานที่หนึ่ง คือ การที่เด็กเริ่มเรียนจากภาษาแม่ก่อน แล้วขยายสู่ภาษาอื่น หรือการเรียนรู้วิชาอื่น จะได้ผลเป็นไปในทางบวก อันนี้ชัดเจนเพราะโครงการวิจัยนี้ก็อ้างอิงจากการศึกษาที่อื่นๆ ที่ทำสำเร็จมาเหมือนกัน
  • ดังนั้นจากฐานที่หนึ่ง ทำไมไม่เลือกการถ่ายโอนไปภาษามลายูกลาง ซึ่งชุมชน เด็ก มีทัศนคติที่ดี และในอีกมติหนึ่งเป็นภาษาที่มีคนใช้มากกว่าภาษาไทย และด้วยข้อบงชี้ทางกายภาพก็ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำไปใช้มากกว่า
  • ปรับกระบวนทัศน์ของการมองภาษาไทย เป็นการสอนเพื่อการสื่อสาร และทักษะสำหรับการดำเนินชีวิต และมุ่งพัฒนารูปแบบการสอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยอาศัยทฤษฏีการสอนภาษาเป็นภาษาที่สองแทน เช่นเดียวกับการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งในมุมมองผม ผมว่า ไม่เกินสองปี เด็กก็สื่อสารได้ด้วยภาษาไทยอยู่แล้ว

นี้คือ คำตอบของผมที่จะบอกให้ท่านทราบว่า ทำไมผมเห็นด้วยกับการสอนในโรงเรียนโดยใช้ทวิภาษา แบบภาษามลายูถิ่น+มลายูกลาง

แต่ขอยืนยันว่า ผมไม่ได้คิดจะแยกประเทศหรือไม่รักประเทศไทยครับ ผมยืนยันว่าผมรักประเทศไทย เพียงแต่หากจะมองไปที่ผลประโยชน์ที่ชุมชน สังคมในสามจังหวัดนี้จะได้รับจากการเรียนมลายูกลาง ผมว่าแนวทางที่ผมเสนอน่าจะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนที่สุด และทำสำคัญ ผมไม่เชื่อว่า เราจะสอนภาษาไทยให้กับเด็กในสามจังหวัดนี้ไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่บริบทสิ่งแวดล้อมทุกอย่างเอื้อต่อการเรียนรู้ภาษาไทยอยู่แล้ว ยกเว้นครูผู้สอนขาดองค์ความรู้ในการสอนภาษาเท่านั้นเอง