28 ก.ค. 50 เวลา 15.30-17.30 น. หน่วยประสานการฝึกงานฯ ได้ทดลองจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกงาน เป็นครั้งแรก โดยขอเชิญนิสิตปี 6 ที่กลับจากฝึกงานผลัดที่ 1-2 มาสัมมนา ครั้งที่ 1 นำเสนอประสบการณ์การฝึกงาน (นิสิตต้องฝึก 6 ผลัด ผลัดละ 7 สัปดาห์ และกลับคณะฯทุกๆ 2 ผลัด)
งานนี้ ผศ.ดร.ปวีณา, อ.วรุณี, อ.ศุภชัย, อ.ณัฐวุฒิ เข้าร่วมรับฟังโดยตลอด
มีวัตถุประสงค์หลักของวันนี้มี 3 ข้อ คือ
ข้อ 1 เพื่อให้นิสิตได้พูดทบทวนความรู้สึกจากการฝึกงาน : เราหวังว่าการพูดช่วยให้นิสิตได้ทบทวน ใช้สติ สมาธิ ที่จะย้อนนึกไปและกลั่นกรองเป็นคำพูดถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องเล่าให้คนอื่นฟัง ช่วยให้ดึงความรู้สึก "ภูมิใจ" ที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ และคนฟังก็แสดงความรู้สึกชื่นชม และให้กำลังใจกัน
เป็นภาพที่ประทับใจมาก เรื่องเล่าบางเรื่องแม้จะไม่มีการแสดงความคิดเห็นออกมาจากปากของใคร แต่ก็มีเสียง อู้ฮู! โห! และเงียบมาก (เพราะซาบซึ้งในบางเรื่องเล่า) และเสียงปรบมือ แค่นี้คนจัดงานก็อิ่มใจแล้วค่ะ
ข้อ 2 เพื่อให้นิสิตได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกงาน ในแง่ของ ทัศนคติต่อวิชาชีพ และสิ่งแวดล้อมที่นิสิตได้พบ (ไม่เน้นวิชาการ) : จากเรื่องเล่า ก็รู้สึกถึงความสำเร็จของการศึกษา ที่นิสิตได้รับแล้วนำไปทดลองฝึกใช้ ในการฝึกงาน ในเวลาฝึกงาน 6 เดือนที่ผ่านมา นิสิตเรียนรู้ความแตกต่างของชีวิตในมหาวิทยาลัย กับ ชีวิตการทำงาน นิสิตหลายคน เกิดความเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น นิสิตอยากให้กำลังใจเพื่อน และสัญญาว่าช่วยกันหา นิสิตรู้สึกว่า ผู้ป่วย เหมือนญาติ นิสิตรู้แล้วว่าอาจารย์แหล่งฝึกต้องเหนื่อยมากขึ้นที่จะเสียสละ และทุ่มเทเวลาให้นิสิต จึงตั้งความคาดหวังไว้กับนิสิตมาก นิสิตรู้จักการสร้างคุณค่าของชีวิตด้วยการทำงานหนัก และรู้ว่าเราไม่สามารถหนีปัญหาได้ การลุกขึ้นเผชิญกับปัญหาและหาทางต่อสู้กับปัญหาเป็นความกล้าหาญ และช่วยเพิ่มคุณค่าให้ชีวิต
ที่สำคัญ นิสิตคิดเป็น และรู้ว่า เภสัชกร เป็นงานช่วยเหลือคน ฉะนั้นการเรียนที่หนักในมหาวิทยาลัยนั้น จะนำไปสู่ การทำงานที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิต และสังคม ในอนาคต ทำให้ความเหนื่อยยากที่เรียนมา 5 ปี นั้นเบาบางไปมาก และนิสิตเข้าใจแล้วว่า อาจารย์ ของเภสัชกร (เช่น อ.ปวีณา) ทำไมต้องจ้ำจี้จ้ำไช และทุ่มเทให้กับนิสิตมากขนาดนี้ !!!
ข้อ 3 เพื่อให้นิสิตรุ่นน้องเข้าฟังเป็นแนวทางก่อนถึงเวลาที่ตัวเองต้องออกฝึกงาน : เรื่องเล่า ช่วยให้น้องๆ มีกำลังใจต่อสู้กับตัวเอง ในการตั้งใจเรียน กับการเรียนที่ยาก และ หนัก เพื่อจะได้นำความรู้ไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ต่อไป..
"รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี แห่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร" กล้าหาญมากที่ สร้างหลักสูตร Pharm.D หลักสูตรเพื่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง
ที่นี่! สร้างคน 1 คน เพื่อให้เค้าสามารถออกไปช่วยเหลือคนอีกนับร้อย นับพัน นับหมื่น ให้ได้รับยาที่เหมาะสม ต้องต่อสู้กับวิชาชีพอื่น เพื่อให้เค้ายอมฟัง ยอมรับ และเชื่อว่า "เภสัชกรคลินิก" เข้าใจผู้ป่วยไม่น้อยไปกว่าวิชาชีพอื่น และเห็นว่า ยาที่เหมาะสม จะช่วยผู้ป่วยได้มากขึ้น
ในบทบาทของ เจ้าหน้าที่ 1 คน ของคณะฯ ที่ไม่รู้เรื่องโรค และ ยา เลย จึงรู้สึกภูมิใจเสมอ ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ นิสิต และแหล่งฝึก เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ ที่มีคุณค่านี้
ประมวลความภูมิใจจาก การมองดูว่า นิสิตปัจจุบัน เค้ายกมือไหว้เรา เพราะมีวัฒนธรรมองค์กร เป็นกรอบให้ไหว้ บางคนไม่รู้จักเราก็ไหว้ อันนี้ช่วยให้เราครองตนให้เหมาะสมได้พอสมควร
แต่กับนิสิตที่จบไปเป็นเภสัชกรหลายคนได้ดีมีอนาคตไกลมากแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสพบกันไม่ว่าจะเป็นภายในคณะ หรือภายนอกมหาวิทยาลัย เค้าจะจำเราก่อนเสมอ (เพราะนิสิตเยอะเค้าจบแล้วเค้าเปลี่ยนไปเราก็จำไม่ได้) แต่เค้าเข้ามาไหว้ทักทายเรา และแสดงออกต่อเราด้วยความเคารพเสมอ นั่นเป็น สิ่งที่มีค่ามาก สำหรับ บุคลากรคนนึง เป็น น้ำทิพย์ เป็นพรจากสวรรค์ ให้เราอยากทำแต่สิ่งดีๆ ด้วยความจริงใจให้นิสิตทุกคนเสมอ เป็นแบบอย่างให้นิสิตนำไปช่วยคนอื่นด้วยความจริงใจ ต่อไป
ดีใจแทน ประชาชน เจ้าของเงินภาษีราษฎรนะครับ ที่มีสิ่ง ดีๆ กลับคืนสู่สังคมในรูปของคนที่มีคุณค่า การหล่อหลอม และเบ้าที่ดี ก็จะทำให้ได้พระเนื้องาม เช่น นั้น
ปรัชญาการเรียนรู้ของ Pharm. D กับของ KM เป็นเรื่องเดียวกันครับ เน้นปฏิบัติ เห็นและเคารพคุณค่าความรู้ในตัวคน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และเน้นความรักและความปราถนาดีกับเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมโลกทั้งมวล ใน พ.ร.บ. การศึกษา 2542 ใช้คำว่า เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ครับ