คนที่หลงอยู่ จะไม่รู้ตัวว่าหลง คนอื่นๆที่หวังดีจะกล่าวว่าอย่างไร ก็เถียงว่าตัวเองไม่หลง และยิ่งไปคุยกับคนที่หลงด้วยกันแล้ว ยิ่งเกิดความมั่นใจแบบผิดๆมากขึ้นไปอีก

 ในระหว่าง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมา ผมมีปัญหากับคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่จนแทบจะทำงานไม่ได้ เกือบจะตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องใหม่ แต่ก็พยายามใจเย็นค่อยๆแก้ไขไปทีละจุด

เริ่มจากทำ Recovery ๒ ครั้ง ไม่หาย เปลี่ยน hard disk ก็ยังไม่หาย เปลี่ยน RAM ดีขึ้นเล็กน้อย สุดท้ายก็เลยเปลี่ยน Main board และ CPU พร้อมกันไปเลย ก็พบว่าสามารถใช้ได้ต่อ โดยแต่เดิมตั้งใจว่า ถ้าไม่หายก็จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ และถ้าบริษัทผู้ผลิตไม่รับผิดชอบ ก็จะเปลี่ยนยี่ห้อใหม่  ผลปรากฏว่าเครื่องมีปัญหาที่  RAM และ Main board พร้อมๆ กัน แต่ไม่ทราบว่าปัญหาอยู่ที่ CPU ด้วยหรือไม และยังอยู่ในระยะรับประกัน จึงไม่ต้องเสียค่าบริการ แต่ก็เสียเวลาและความรู้สึกมากพอสมควร ก่อนที่ทุกอย่างจะลงตัวด้วยดี 

ดังนั้น ระหว่างที่การใช้คอมพิวเตอร์ไม่สะดวกนั้น ผมเลยได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตการทำงานใหม่ตามขีดจำกัดและความจำเป็น ได้มีเวลามาทบทวน ข้อดีข้อเสียของการใช้เวลาและทุ่มเทในการทำงานในรูปแบบต่างๆ และที่สำคัญ ได้มีโอกาสพิจารณารอยต่อระหว่าง ความฝัน กับ ความจริงของชีวิตของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น 

ผมรู้สึกว่า เมื่อผมทำงานแบบต่อเนื่องและรีบเร่งนั้น ผมเดินทางเข้าไปสู่โลกแห่งความฝัน และงานแบบนามธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะหลุดจากงานแบบรูปธรรมและโลกแห่งความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีโอกาสไปคุยกับคนที่ทำงานหรือมีแนวคิดคล้ายๆหรือแบบเดียวกัน ก็ยิ่งทำให้หลงมากขึ้นไปว่า โลกความฝันหรือนามธรรมนั้นเป็นโลกแห่งความจริงเสียอีก เรียกว่า หลงไปกันใหญ่ 

ความหลงนี่ร้ายกาจจริงๆ เพราะคนที่หลงอยู่ จะไม่รู้ตัวว่าหลง คนอื่นๆที่หวังดีจะกล่าวว่าอย่างไร ก็เถียงว่าตัวเองไม่หลง  และยิ่งไปคุยกับคนที่หลงด้วยกันแล้ว ยิ่งเกิดความมั่นใจแบบผิดๆมากขึ้นไปอีก  หลังจากมีเวลามาทบทวนตัวเอง จึงรู้ว่าตัวเองหลงไปไกลตั้งหลายเรื่อง เลยทำให้คิดต่อไปว่า คงยังมีเรื่องที่ผมยังหลงอยู่ในปัจจุบัน ที่ยังไม่รู้ตัวเองว่าหลงอีกมากมาย แต่ผมจะทราบได้อย่างไรว่า เรื่องใดจริง เรื่องใดหลง   

ผมลองฝึกใช้หลักกาลามสูตร ก็ยังมีมุมที่ผมมองแบบเข้าข้างตนเองอยู่ดี ก็เลยยังไม่กล้าขีดเส้นแบ่ง แต่ก็พอจะวางเป็นแนวกว้างๆไว้บ้างเหมือนกัน พอได้มีโอกาสคิด ก็พอคิดได้ ก็เลยทำให้รู้สึกว่า น่าจะพยายามอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น เท่าที่พอจะมั่นใจได้บ้าง แต่อะไรที่เสี่ยงจะไปคาบเกี่ยวกับการหลง หรืออยู่กับความฝัน ผมก็จะพยายามถอยกลับทันที ทั้งความคิดและการกระทำ

ผมเข้าใจว่านี่คือการทำงานและใช้ชีวิตแบบอนุรักษ์นิยม แต่ก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกัน วันนี้ ผมจึงยังมีคำถามกับตัวเองว่า จะจัดการความรู้อย่างไรจึงไม่เสียเวลาไปกับความฝัน และไปวนเวียนอยู่กับความหลง และนามธรรมบางเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งกับตนเอง และผู้อื่น และวันนี้ผมยังงงๆ กับความคิดตัวเอง เหมือนคนยังไม่หายเมาหมัด

จึงขอเปิดประเด็นทิ้งท้ายไว้แบบ เบลอร์ๆ อย่างนี้แหละครับ 

ขอขอบคุณสำหรับทุกข้อเสนอแนะครับ ยังไงก็ช่วยให้ผมหลงทางน้อยลงหน่อยนะครับ