การแสวงหามิตรสหาย
การแสวงหามิตรสหาย ก็คือ การแสวงหาผู้ที่ให้จิตเมตตาต่อเรา พร้อมจะร่วมทางชีวิตกับเรา คือ ร่วมธรรมทุกอย่างไปกับเรา.
ตัวเอง สหายอย่างยิ่งในธรรม.
การแสวงหาตัวเองเพื่อเป็นมิตรกับตัวเอง นี่ชื่อว่าแสวงหามิตรสหายที่ประเสริฐสุดโดยธรรม. เพราะโดยธรรมของตัวเราแล้ว เราเป็นสหายอย่างยิ่งต่อตนเอง ไม่มีใครอื่นจะเป็นสหายยิ่งไปกว่าเรา เราเองเป็นที่พึ่งอันประเสริฐยิ่งไปกว่าที่พึ่งอย่างอื่น ไม่มีสิ่งใดเป็นที่พึ่งให้เราได้เสมอตัวเรา.
สำหรับนักปราชญ์ จอมปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ในธรรมแล้ว เมื่อท่านจะแสวงหามิตรสหาย ท่านย่อมแสวงหาตัวเอง ค้นหาว่า ตัวเองอยู่ที่ไหน มาปรากฏ มาเป็นมิตรเป็นสหายให้แก่เราหน่อย.
ทำไมจึงต้องแสวงหามิตรสหาย? ก็เพราะว่าเป็นทุกข์ และเห็นว่า มิตรสหายช่วยคลายทุกข์ หรือดับทุกข์ให้เราได้.
จอมปราชญ์ทั้งหลาย เห็นทุกข์เป็นภาระหนัก จึงแสวงหามิตรสหายที่จะช่วยดับทุกข์นั้นจากภายใน.
เมื่อท่านจะค้นหามิตรสหายของท่าน อันดับแรก ท่านก็เพ่งพิศดูที่ร่างกายนี้ว่า ร่างกายนี้จะเป็นมิตรสหายของเราได้ไหม? ก็เทียบเคียงเอาด้วยธรรม คือ ชื่อว่าเป็นมิตรเพราะมีเมตตา คอยช่วยเหลือเกื้อกูล และที่ว่าเป็นสหาย เพราะอยู่ร่วมด้วย.
เมื่อพิจารณาดูกายของเราเอง เราก็เห็นว่า กายของเรา เกื้อกูลตอบสนองตามความประสงค์ของเราทุกประการเสียโดยมาก คือ บอกให้เดินก็เดิน ยืนก็ยืน นั่งก็นั่ง นอนก็นอน. แต่ในบางครั้งบางคราว มันก็ไม่ตอบสนอง ไม่ยอมทำความเป็นมิตรสหายกับเรา. แม้จะเป็นอย่างนั้น มันก็ยังเป็นมิตรสหายที่ดียิ่งกว่าร่างกายของคนอื่น.
แต่ว่า ร่างกายนี้เป็นสหายอย่างยิ่งของเราแล้วหรือ? เมื่อพิจารณาโดยอาการอย่างนี้ ย่อมเห็นความทุกข์ปรากฏในร่างกาย คือ เราปรารถนามิตรมาคลายทุกข์ แต่ร่างกายนี้เอง ในบางคราวให้ความสุขคลายทุกข์ คือเป็นมิตร ในบางคราวกลับเป็นศัตรู คือให้ความทุกข์ความลำบากแก่เรา. แม้เมื่อพิจารณาการอยู่ร่วมกับเรา มันก็อยู่กับความเป็นเราไปเพียงระยะกาลหนึ่งเท่านั้น แล้วมันก็แตกกระจัดกระจายไป ไม่อยู่กับเราไปนาน ไม่คอยเกื้อกูลเรา. ที่แท้ ร่างกายอันนี้เป็นมิตรสหายเพียงชั่วคราวเท่านั้น.
เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นความเป็นมิตรสหายจากร่างกายของตน ซึ่งมีความเป็นมิตรสหายอันประเสริฐยิ่งไปกว่าร่างกายของคนอื่นอย่างมากเสียอย่างนี้แล้ว ก็กลับยังเห็นโทษของร่างกายนี้อยู่ ว่า เป็นมิตรสหายชั้นเลว เป็นมิตรสหายกับเราแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ไม่จิรังยั่งยืน ไม่เป็นอมตะ ไม่ถาวร.
ก็ความว่ามิตรสหายที่เราแสวงหานั้น มันคือ มิตรสหายที่ประเสริฐสุด ที่จะอยู่กับเราในที่ทุกสถาน และช่วยดับทุกข์ให้แก่เรา ไม่เสริมเติมทุกข์ให้แก่เราในที่ไหนๆเลย ไม่ด่างพร้อยเลยในที่ไหนๆต่างหาก.
ก็เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายในการแสวงหามิตรสหายแล้วอย่างนี้ด้วยสติ แล้วนำมาเทียบเคียงด้วยการพิจารณา คือ เห็นร่างกายนี้ มีบางส่วนคล้ายจะเป็นมิตรสหายประเสริฐ แต่เมื่อเห็นความไม่ประเสริฐของร่างกายนี้แล้ว ก็เกิดความเบื่อหน่าย ไม่ปรารถนาจะสืบต่อสัมพันธ์ด้วย แหนงหน่ายออกไป เบื่อหน่าย คลายกำหนัด คลายความยึดถือในความเป็นมิตรสหายกับร่างกายออกไปได้ เพราะเห็นว่า มันไม่ใช่มิตรที่เราแสวงหา.
อุปมาเหมือนบุรุษผู้มีสัจจาธิษฐานเหนียวแน่น มีคุณลักษณะแห่งสตรีที่ตนหมายปองแล้ว หากไม่ได้ตรงตามนั้น จะไม่ยอมเลือกมาเป็นภริยา. เมื่อแสวงหาพบแล้ว เทียบเคียงอยู่ด้วยการพิจารณากับการระลึกถึงคุณสมบัติ เมื่อเห็นว่า บกพร่องไปแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ยอมถือเอามาเป็นภริยา ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลที่แสวงหาตนเองเป็นมิตรสหายตนเองอยู่ เมื่อพิจารณาเห็นร่างกายนี้ว่า ไม่อาจเป็นมิตรสหายที่อำนวยประโยชน์ทุกประการที่เราต้องการได้ ก็ย่อมละความอาลัยในร่างกายนี้ลงไปได้ เพราะเหตุที่เห็นโทษแม้เพียงเล็กน้อย.
ต่อแต่นั้น ก็ค้นหาความเป็นตัวเรา ที่จะคอยเป็นมิตรสหายกับเราให้ยิ่งขึ้นไปอีก ว่า หากร่างกายนี้ไม่อาจเป็นมิตรสหายอันประเสริฐสุดแก่เราแล้ว ส่วนใดของเรา ที่จะเป็นมิตรสหายอันประเสริฐสุด ที่เราแสวงหา?
ก็พิจารณาถึงความรู้สึกเป็นสุข คือ เวลาความรู้สึกเป็นสุขมา มันดับความทุกข์สิ้นไปเลย ไม่เหลือหรอ. เราจึงตามแสวงหาความรู้สึกเป็นสุขนั้น โดยการระลึกถึง. ก็คล้ายอย่างเรื่องร่างกาย เราก็ระลึกถึงร่างกายเนืองๆ จึงเกิดความคุ้นเคยกับร่างกาย จึงเห็นถ่องแท้ในพฤติกรรมของร่างกาย จนเห็นคุณและโทษตามเป็นจริง แต่แหนงหน่ายเพราะเหตุแห่งโทษเล็กน้อยนั้น.
คราวนี้ตามพิจารณาส่วนแห่งความรู้สึกเป็นสุข ก็ด้วยการระลึกถึงความสุข. ก็เมื่อเพียรพยายามเพื่อระลึกถึงความสุขอยู่ กระทำความสุขให้เป็นสหาย จากที่จิตวุ่นวายอยู่กับความสนใจอื่นๆ คือ จากที่เป็นทุกข์ เมื่อความสุขมาถึง ทุกข์ทั้งปวงก็เริ่มคลายออก สางออก ประดุจดังเมฆที่คลายตัวออก เผยวงจันทร์ออกมา ผ่องใส น่าใคร่ น่าดูชม.
จิตที่ตามเพ่งพิศความสุขนั้น ระลึกถึงความสุขนั้นเนืองๆ โดยไม่สนใจความทุกข์ เพราะความทุกข์มันเป็นศัตรู ก็จับเอาแต่ความสุข. มันก็แล่ผ่านเข้าไปยังปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน. เห็นอาการแห่งความสุข ความคลายทุกข์เป็นไปโดยลำดับ จากหยาบไปสู่ละเอียด จนโปร่ง ว่าง เบาสบาย.
คบหากับความสุขนั้นมาเนิ่นนาน จากที่ไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก จนเริ่มสนิทสนมมากเข้า คือ นึกถึงทีไร ความสุขนั้นก็มาหาทันที เหมือนเป็นทาสรับใช้ที่แสนดีและสัตย์ซื่อ ไม่เหมือนร่างกาย ที่มีเบี้ยวบ้าง อิดออดไปบ้าง ยามเจ็บไข้ได้ป่วย บอกอย่าป่วยก็มาป่วยเสียได้ บอกอย่าตายก็มาตายเสียได้.
แต่ความสุขที่คบหานี้ เรียกทีไร มาทีนั้น.
จำเนียรกาลผ่านไป เมื่อคบหากับความสุขนานเข้า ก็เกิดความคุ้นเคย คุ้นเคยมาก ก็แหนงหน่ายขึ้นมา เบื่อหน่ายความสุขนั้นขึ้นมา คือ ความสุขนั้น มันต้องได้ระลึกถึงมันทุกครั้ง มันถึงจะมา หากว่าไม่ระลึกถึง มันก็ไม่มา. นี่ถ้ามันเป็นมิตรสหายที่ประเสริฐสุดจริงๆแล้วล่ะก็ ไม่ต้องรอให้เราเรียก มันก็ควรจะมาหาเราเลยนะ และอยู่กับเราไปตลอดๆ ไม่ใช่ไปๆมาๆ ผลุบๆโผล่ๆอย่างนี้.
จนลงใจได้ว่า ความสุขนี้ ไม่ใช่มิตรสหายที่ประเสริฐของเราแล้ว จึงแสวงหามิตรสหายใหม่อีกรอบหนึ่ง. คือ พิจารณาตัวความระลึกนั้นเลย ธรรมชาติของการระลึก ซึ่งแล่นไปตามอารมณ์ต่างๆ
จะเรียกว่าเป็นสภาวจิตเสียก็แล้วแต่จะเรียกกัน แต่นี่จะเรียกว่า ธรรมชาติของการระลึก. เห็นมันระลึกไปในทางสุขบ้าง ระลึกไปทางทุกข์บ้าง.
เมื่อการระลึกเคลื่อนตัวไป ความรู้สึกก็เคลื่อนตัวตาม. คือ ระลึกถึงอารมณ์อันเป็นทุกข์ มันก็เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ ระลึกถึงความรู้สึกเป็นสุข ก็เกิดอารมณ์เป็นสุข. ระลึกถึงสิ่งใด เป็นไปตามอารมณ์ของสิ่งนั้น.
ก็คบหากับการระลึกเหล่านั้น ไม่ว่าจะระลึกไปในอารมณ์ใด ก็คบหากับมันไป จนเกิดความุคุ้นเคย แน่นแฟ้นต่อกัน เป็นมิตรเป็นสหายกับการระลึกเหล่านั้น. ชำระความระลึกไปในทางผิดออกไปเรื่อยๆ
สุดท้าย ค้นหาแก่นสารอะไรๆในตัวเองไม่ได้ ไม่มีแก่นสารให้ยึดเอามาเป็นเครื่องหมาย เพื่อใช้ถือเอาว่า นี่คือมิตรคือสหายของเรา. เห็นการแสวงหา เป็นเหตุให้เกิดการระลึก หากตัดรากแห่งการแสวงหาเสียแล้ว ความทุกข์จากการระลึกก็จะไม่มี ความเมตตาจะปรารถนามาทำไมในเมื่อถึงสภาพนั้น
เมื่อเห็นถี่ถ้วนแล้วว่า ที่แท้ มิตรสหาย ไม่อำนวยประโยชน์เลย จึงละตัณหาในมิตรสหาย. ละความแสวงหาในมิตรสหาย ละความตกลงใจในการมีมิตรสหาย สิ่งใดเข้ากระทบรู้ ก็รู้ตามนั้น เป็นผู้ไม่มีทุกข์กับการเข้ารู้ ไม่ทุกข์กับการระลึก เห็นทุกสิ่งพัดผันกันไปเองตามเหตุปัจจัยของมัน ไม่ใช่ตามความคิดสรรค์ปั้นแต่งของใจ. ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีมิตรไม่มีสหาย เพราะพ้นกันไปแล้ว.
ณ สภาพอันนั้น เขากล่าวกันเอาไว้ด้วยนามอีกว่า มันเป็นธรรม. จึงเรียกรวมๆว่า ธรรมนี้ล่ะ เป็นมิตรสหายอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่มันดับทุกข์ ดับกระวนกระวายได้อย่างสนิท ไม่มีกลับมางอกใหม่ ปรากฏคงที่ในที่ทุกสถาน ไม่แปรปรวนขึ้นลงไปกับสิ่งใด.
จบ มิตรสหายอย่างยิ่ง ในธรรม
การเกิดมาในโลกนี้เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว การที่ได้มิตรสหายที่มีความรู้ความเข้าใจกันถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
อย่าลืมว่ายังงัยเสียเราก็เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา จะปล่อยแบบปราชญ์นั้นก็คงยาก
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาสาระที่เขียนมานะครับอ่านแล้วก็รู้สึกว่าได้แนวเปรียบเทียบและแง่คิดเกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้น