คนเรามักละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นของส่วนรวม เช่นในกรณีนี้ แต่ไม่ค่อยละเลยเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวสักเท่าไหร่..
เมื่อวานได้มีโอกาสไปซื้อของที่ห้างสะดวกซื้อใกล้บ้านเช่นเคย.. เย็นวันอาทิตย์มักจะมีครอบครัวมาซื้อหาข้าวของกันมากพอควรแต่เมื่อวานที่จอดรถก็ไม่ถึงกับเต็ม
ดิฉันจอดรถเสร็จก็ยังเห็นที่จอดรถเหลืออยู่ใกล้ที่ดิฉันจอด แต่อาจอยู่ไกลจากประตูห้างไปสัก ๓๐-๔๐ เมตร และยังเป็นที่จอดรถในร่ม
หลังจากจอดรถเสร็จก็จะเดินเข้าห้าง ก็เห็นรถเบนซ์คันหนึ่งมาจอดรถตรงบริเวณห้ามจอดที่เป็นตำแหน่งที่ใกล้ประตูทางเข้ามาก บริเวณนั้นพอจอดได้ แต่จะทำให้รถคันอื่นเลี้ยวยากมาก ดิฉันเห็นครอบครัวคือคุณยาย คุณแม่ และลูกสาวซัก ๗-๘ ขวบเดินลงมาจากรถคันดังกล่าว ดิฉันก็สังเกตครอบครัวนี้อยู่เพราะเห็นว่าจอดรถผิดที่ เขารู้ไหมนะ
ปรากฎว่าคุณแม่ยังสาวก็ล๊อครถ ไม่สนใจรถที่เลี้ยวผ่านรถของเธอด้วยความยากลำบาก เดินจูงมือลูกสาวตัวเล็กเข้าห้างไป ส่วนคุณยายก็ค่อยๆ เดินตามไปพร้อมกับเดินไปทิ้งขยะห่อขนมที่หลานไม่ยอมทิ้งเอง เห็นบ่นงึมงัมๆ ว่า "ขี้เกียจจริงๆ"
ดูจากการแต่งกายและรถแล้วก็สะอาดสะอ้านดี... แต่ทำไมมักง่ายจัง... เดินอีกสักนิด จอดรถไกลอีกนิด (ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ไกลมากเลย) เพื่อส่วนรวมบ้างไม่ได้หรือ เอ..ถ้าคุณยายเดินไม่ไหว..ก็วนรถให้คุณยายกับลูกสาวลงก่อน แล้วค่อยไปจอดก็ได้...
พอดิฉันซื้อของไปสักพัก ก็ได้ยินอินเตอร์คอมในห้างประกาศเรียกเจ้าของรถเบนช์ให้ไปเลื่อนรถ.. ดิฉันก็คิดในใจว่าสมควรโดนเรียกอยู่ เพราะเกะกะขวางทางคนอื่นเขา..
สักครึ่งชั่วโมงดิฉันซื้อของเสร็จเดินมาที่จอดรถ ก็ยังเห็นรถคันนั้นจอดที่เดิมอยู่.. นี่ขนาดเขาเรียกแล้ว ยังไม่มาเลื่อนรถเลยนะเนี่ย.. สุดยอดจริงๆ...
สวัสดีครับท่านอาจารย์กมลวัลย์
ครอบครัวนี้อาจยกให้เป็น "ครอบครัวตัวอย่าง" แต่ไม่รู้ว่าจะให้เป็นตัวอย่างในด้านไหนดีครับ
คงตัดสินใจกันได้ครับ
ถ้าคิดว่ากฏ ระเบียบ จารีต ยังไม่ทำให้คนกลุ่มนี้สำนึกแล้วก็ ไม่รู้ว่าจะใช้มาตรการใดดีเหมือนกันครับ
สงสารแต่เด็กสิครับ จะได้รับการเลี้ยงดูเยื้องนี้ไปจนโต "พ่อแม่รังแกฉัน"
สวัสดีครับอาจารย์กมลวัลย์
อ่านบันทึกนี้ของอาจารย์แล้วเหนื่อยหัวใจจริงๆครับ
ผมว่า"ความมักง่าย"มีให้เห็นทุกหนทุกแห่งและทุกเวลาแหละครับ และนับวันจำนวนคนมักง่ายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ผมมานั่งคิดดูก็ได้แต่แปลกใจที่ว่า"กุศลกรรม"อันใดหนอที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้เกิดเป็น"มนุษย์ เพราะตามพฤติกรรมของพวกเขาแล้ว ช่างไม่มี "มนุษยธรรม"เอาเสียเลย (เพราะความมักง่ายถือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความลำบาก)
ข้อสำคัญก็คือเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีสตังค์เสียด้วย และความมักง่ายของมนุษย์ที่มีตังค์ก็จะสามารถเบียดเบียนผู้อื่นได้มากกว่าปกติ แย่จัง...
สวัสดีค่ะ อาจารย์กมลวัลย์
ต้องบอกว่าบางคนก็ทำอะไรไป โดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดกับคนอื่นค่ะ
หากทุกคนหันมามองผลกระทบที่จะเกิดกับผู้อื่น ก่อนจะทำอะไรลงไป สังคมก็คงจะดีกว่านี้นะค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกัมปนาท อาชา (แจ๊ค)
การกระทำของคุณแม่ยังสาวคนนี้เป็นการกระทำที่ไม่ควรนำมาเป็นเยี่ยงอย่างเลยค่ะ
ตอนนี้ที่แย่ก็คือไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนกลุ่มคุณแม่ยังสาวคนนี้แหละค่ะ ดิฉันเคยเตือนคนลัดคิวซื้อของ ปรากฏว่าโดนกลับมาเป็นชุดค่ะ ว่า "เรื่องอะไรของ....(คุณ)" ทัศนคติประมาณว่า "ฉันทำแบบนี้แล้วจะทำไมฉัน" อย่ามายุ่ง ส.ใส่เกือก ประมาณนั้น.. โดนแบบนี้เราก็ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงเลยค่ะ เพราะมีแต่เสียกับเสีย..
แต่มาคิดดู..ถ้าแต่ละคนไม่สนใจ ไม่ช่วยกันตักเตือนเลย ต่างคนต่างอยู่..ปัญหามักง่ายเหล่านี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะมาถึงตัวพวกเราทั้งหมดแบบแก้ไม่ทันแล้ว.. เช่นปัญหาขยะมลพิษ ปัญหาโลกร้อน ฯลฯ ก็คงต้องช่วยกันตักเตือนตามเท่าที่จะทำได้ แล้วก็สร้างวินัยให้เด็กรุ่นใหม่ให้ดีๆ ทำตัวอย่างดีๆ ให้เขาทำตาม...ก็คงทำได้ประมาณนี้แหละค่ะ ถ้าทำกันเยอะๆ ก็คงจะได้ผลบ้างค่ะ
ขอบคุณที่และเข้ามาลปรร นะคะ ว่าจะเข้าไปตอบเรื่องการหมุนงานบ่อยๆ อยู่เหมือนกัน แต่เห็นอาจารย์ JJ ตอบเหมือนที่คิดเลยไม่ได้เขียนข้อคิดเห็นค่ะ
สวัสดีค่ะ อ.ศิริศักดิ์
ขออภัยที่ทำให้เหนื่อยใจค่ะ ^ ^ ตอนดิฉันเห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกตอนจอดรถก็เห็น"หงุดหงิด"นิดหน่อยค่ะ
ตอนที่ดิฉันได้ยินอินเตอร์คอมพ์ก็รู้สึกสะใจนิดๆ ขึ้นมาแว็บหนึ่ง รู้สึกว่าสมควรแล้วที่ต้องถูกเรียก..ยังคิดเลยว่าเขาจะได้หลาบจำ.. แต่ตอนเดินออกมาเห็นรถยังจอดที่เดิม อันนี้แหละค่ะเห็นความเซ็งสุดๆ เลยค่ะ แต่พอเดินมาถึงรถตัวเองแล้วก็ไม่มีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วค่ะ คิดแต่ว่าอาจจะนำมาเขียนเป็นบันทึก..
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะว่าคุณแม่ยังสาวคนนี้เบียดเบียนผู้อื่นจริงๆ ดิฉันว่าถึงเขาจะทำกุศลกรรมมาดีปานใด ทำตัวแบบนี้กุศลกรรมก็น่าจะหมดได้รวดเร็วเหมือนกัน แล้วสตางค์ที่มีก็อาจจะหมดไป เพราะไปเบียดเบียนคนอื่นไว้จากความมักง่ายของตนก็เป็นได้ค่ะ ยิ่งมีโอกาสในการเบียดเบียนมาก ก็ยิ่งสร้างกรรมมากค่ะ
ดิฉันว่าเราก็เห็นตัวอย่างประเภทกรรมติดจรวดมาเยอะนะคะ พวกกรรมไม่ติดจรวดก็คงมีบ้างแต่เห็นได้ยากค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามา ลปรร และให้แง่คิดดีๆ เสมอนะคะ
สวัสดีค่ะคุณมะปรางเปรี้ยว
ยินดีต้อนรับค่ะ ^ ^
เห็นด้วยเลยค่ะว่าถ้าเราทุกคนใส่ใจในรายละเอียดกันอีกสักนิด สังคมจะสงบสุขขึ้นเป็นทวีคูณเลยค่ะ
ดีใจที่คุณมะปรางเปรี้ยวมาเยี่ยมที่บันทึกนะคะ ^ ^
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร ค่ะ
หนูกมลวัลย์
ตัวอย่างดีครับ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการไม่มีสติ จึงเกิดพฤติกรรมอย่างที่เห็น
อาจจัดว่าอยู่ในหิริโอตตัปปะก็ได้ มักง่ายก็ได้ เห็นแก่ตัวก็ได้ ไม่มีวินัยก็ได้ ไม่มีเมตตาก็ได้
เป็นคุณธรรมเบื้องต้น ขั้นพื้นฐานที่ทำให้คนในสังคมอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุขครับ หากมีพฤติกรรมอย่างนี้เพิ่มมากขึ้น คนในสังคมก็ได้รับกระทบไม่อยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้น
แต่...เป็นตัวอย่างที่ดีที่ต้องหันมาพิจารณาตนเตือนสติตนครับ ดูกิเลสภายในใจของเราเองคอยกำหราบ เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่น่าอายอย่างที่เห็นเช่นนี้(เอาไว้เตือนตน ยามกิเลสกำเริบ)
กิเลสไม่ว่าจะอยู่ภายในตนหรือภายนอกตน...น่าเกลียดเสมอ ครับ
ผมเองเคยถูกคนแซงคิว หรือแย่งที่จอดรถ ขับปาดหน้า...ต้องเจริญสติและเมตตาแทนการเจริญพร(บ่น) แล้วหันมาท่องคาถาพระอาจารย์...
นิ่งได้ เฉยได้ รอได้ ทนได้...อยู่บ่อยๆ :)
คาถานี้ลูกศิษย์บางคนแอบเติมต่อท้ายว่า...ทำไม่ได้ :) อยู่บ่อยๆเช่นกัน
สวัสดีค่ะ อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร
ตอนหนูเห็นเหตุการณ์หนูก็สอบตัวเองเหมือนกันนะคะ ก็เห็นความสงสัย ความไม่พอใจของตนเองอยู่บ้าง และหงุดหงิดเล็กน้อยตอนกลับออกมาและพบว่ารถเบนซ์ยังจอดขวางทางอยู่ที่เดิม แต่พอขึ้นรถตัวเองแล้วก็หายแล้วค่ะ ^ ^
แน่นอนว่าประสบการณ์ที่เห็นนี้จะช่วยให้ตัวเองไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ค่ะ เพราะรู้ว่าน่าเกลียดมากๆ อย่างที่อาจารย์บอกไว้ค่ะ และการมีสติจะช่วยให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่บ้างจริงๆ ค่ะ ยืนยันๆ
หนูก็เคยโดนเรื่องรถยนต์มาเยอะค่ะ ส่วนใหญ่จอดอยู่จะโดนถอยชนบ้าง เบียดบ้าง โดนรถเข็นบ้าง ฯลฯ เมื่อวันก่อนจอดอยู่ในที่จอดรถ ขับออกไปอีกที่แล้ว เพิ่งจะเห็นแผล ^ ^ ไม่รู้ว่าคนถอยชนเป็นใคร แต่เขาไม่รับผิดชอบเลย ไม่ทิ้งข้อความอะไรบอกเราไว้เลย แต่ก็ไม่เป็นไร หนูก็เจริญสติให้อภัย แผ่เมตตาไป ตอนนี้รอยรอบรถเพียบเลยค่ะ บุบเล็กบุบน้อย ไม่มีเวลาไปซ่อมเลยค่ะ เพราะต้องใช้รถอยู่ตลอด ดีใจมากที่ยังมีรถใช้ และมีสติดีอยู่ค่ะ 5555
ประการหลังนี้สำคัญมากๆ ค่ะ ^ ^
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนและให้ข้อคิดเห็นดีๆ นะคะ..
สวัสดีค่ะ อ.พิสูจน์
สวนทางกันพอดี... เพิ่งไปให้ข้อคิดเห็นเรื่องตำนานมาพอดีเลยค่ะ ^ ^
เรื่องความมักง่ายของครอบครัวนี้ ปล่อยไปจากใจตั้งแต่ขึ้นรถกลับบ้านแล้วค่ะ 5555
แต่ที่นำมาเขียนเพราะต้องการรณรงค์ ไม่อยากให้คนมักง่ายมีเยอะเกินไป อย่างน้อยถ้าใครได้อ่าน ก็จะได้ลองทบทวนดู ^ ^
ชอบกลอนที่อาจารย์เขียนมากเลย ตรงแป๊ะกับเรื่องเลยค่ะ แถมเพราะแล้วจำง่ายอีกต่างหาก ดีจังเลยค่ะ..
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะมาให้ข้อคิดเห็นดีๆ และเพราะเสนาะหูเช่นเคยนะคะ ^ ^
เคยเจอเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ และบอกกับตัวเองว่า จะไม่ทำแบบนี้
คนมักง่ายมีเยอะค่ะ และมีอยู่หลายประเภทเสียด้วย อย่างเช่น
* รู้ว่าคนอื่นเดือดร้อน แต่ก็ช่าง ก็ฉันสบาย ก็ฉันสะดวกนี่
* รู้หน่า ว่าจอดผิดที่ผิดทาง แต่แป๊บเดียวน๊า แป๊บเดียวจริง จริ๊งงง
นิสัยมักง่ายน่ะแก้ยากค่ะ ทั้งที่บางเรื่องมันก็เป็นเรื่องนิดเดียวจริง ๆ
สวัสดีค่ะคุณเนปาลี
ใช่เลยค่ะ คิดเหมือนกันเลยค่ะ ที่จะไม่ทำแบบนี้
เขียนเรื่องนี้เพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้นเองค่ะ เพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มีคนพูดถึงไม่มากนัก แต่พอเล็กๆ น้อยๆ สะสมกันไป ก็กลายเป็นวัฒนธรรมไป T_T ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศไทยเลยค่ะ...
ที่คุณเนปาลี ยกตัวอย่างมา 2 แบบ แบบแรกจัดว่าแย่กว่าแบบหลังเยอะค่ะ ถ้าแบบที่ 2 ตั้งใจจอดแป๊บเดียวด้วยความจำเป็นนะคะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร กันค่ะ ^ ^
เห็นด้วยกับอาจารย์กมลวัลย์ครับ ที่ว่า คนเรามักละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นของส่วนรวม
เพราะความรักความสะดวกสบายของคนไทยเรา
มองว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน แต่เป็นปัญหาของคนอื่นก็ช่างเขาสิ...เป็นซะอย่างนี้
สังคมเรา คงต้องหันมาสร้างค่านิยมที่ดีๆ เช่น ....ถ้าลดความสบายส่วนตนลงนิดนึง แล้วไปเพิ่มความสะดวกสบายให้ส่วนรวม ก็น่าจะดี......... เอ คิดไกล ไปหนอเรา..............
ขอบคุณค่ะ คุณ ร. สาระ
เรื่องมักง่ายเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ไม่ให้เป็นนิสัยค่ะ ว่าถ้าทุกคนทำ สุดท้ายจะเป็นปัญหาของเรา อย่างแน่นอนค่ะ
ดิฉันเห็นด้วยกับประโยคนี้มากเลยค่ะ "ถ้าลดความสบายส่วนตนลงนิดนึง แล้วไปเพิ่มความสะดวกสบายให้ส่วนรวม ก็น่าจะดี"
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ ยินดีต้อนรับค่ะ ^ ^
เรื่องแบบนี้เคยเห็นค่ะ พวกที่จอดขวางทางสาธารณะที่ รถอื่นเขาต้องผ่าน
คงเข้าในเรื่องหิริโอตตัปปะนั่นละค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์ (sasinanda)
เมื่อวันก่อนคุยกับอ.ศิริศักดิ์เรื่องนี้ อาจารย์ให้ความเห็นว่า หิริ โอตตัปปะ อาจจะสูงไปสำหรับคนกลุ่มนี้เสียด้วยซ้ำค่ะ ^ ^ เพราะเป็นธรรมของเทวดา อาจารย์บอกว่าอันนี้แค่มนุษยธรรมทั่วๆ ไปยังมีไม่ครบเลยค่ะ เพราะฉะนั้นเลยยังไม่มีความละอายสักเท่าไหร่ค่ะ..
เล่าสู่กันฟังค่ะ ^ ^ ขอบคุณคุณพี่ที่เข้ามา ลปรร เป็นประจำนะคะ
เคยเจอคนไปจอดรถในที่จอดผู้พิการ เสร็จแล้วก็ออกจากรถ กำลังล็อค มีผู้ชายลงมาจากรถที่ห่างไปนิดหน่อย เดินมาพร้อมไม้เท้าค้ำรักแร้มาหนึ่งข้าง เขาถามว่า “ที่จอดรถนี้เขาไว้สำหรับผู้พิการนะครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นผู้พิการหรือปล่าว” เรากำลังยืนอยู่แถวนั้น คนเดินผ่านไปมาก็เยอะ ทุกคนมองเป็นตาเดียว ผู้หญิงคนนั้นรีบไปขึ้นรถแล้วขับออกไปเลย นี่แหล่ะความมักง่าย อายซะแทบมุดแผ่นดิน
สวัสดีค่ะคุณLittle Jazz \(^o^)/
โอ้โห...เจอเข้าเต็มๆ เลย หวังว่าเขาคงเข็ดหลาบนะ... ถ้าเป็นที่อเมริกา จอดในพื้นที่จอดสำหรับผู้พิการแบบนี้จะโดนตำรวจจับอีกต่างหากเป็นของแถม..
อันนี้กรรมตามสนองอย่างรวดเร็วค่ะ ^ ^ วันหลังเขาคงคิดก่อนทำมากขึ้นค่ะ...
ขอบคุณสำหรับตัวอย่างดีๆ ที่มาเล่าสู่กันฟังค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะอาจารย์กมลวรรณ
สวัสดีค่ะ อ.อรพิน เหล่าประเสริฐ
ยินดีต้อนรับค่ะ น่าเสียดายมากที่ไม่ได้ไปเมื่อ ๑๙ ก.ค. ค่ะ ช่วงนี้เป็นช่วงยุ่งๆ ของที่มหาวิทยาลัยค่ะ ติดประชุมและสอนเลยไปไม่ได้ค่ะ แต่คิดว่าคงจะได้พบกันสักวันค่ะ ^ ^
อ่านบันทึก อ.ขจิต กับอีกหลายๆ ท่าน เห็นว่าสนุกสนานกันมาก และได้สาระกันดีด้วย ดิฉันว่า gotoknow เป็นเครื่องมือให้คนดีๆ มาพบกัน แบ่งปันเรื่องดีๆ กันจริงๆ ค่ะ
เรื่องสอนจริยธรรมนักศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ ดิฉันก็พยายามทำอยู่ เพราะเด็กก็ต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ถ้ามักง่ายหรือขาดหิริ โอตตัปปะ ก็คงไม่ดีกับประเทศชาติและตัวเขาเองเป็นแน่ ได้จากที่เราสอนไปนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดีใช่ไหมคะ
ยินดีต้อนรับอีกครั้งนะคะ ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร ค่ะ