มีชาวบ้านไปพบพระรูปหนึ่งนั่งอยู่ในป่า แล้วบอกว่า ท่านมานั่งในป่าคนเดียวมันไม่เหมาะสมนะ จะมาดูบั้งไฟ ทำไมไม่ไปรวมกลุ่มกับพระรูปอื่นๆ เล่า
เมื่อวานนี้(เสาร์ที่ 22 มิ.ย.50) เป็นงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านอีปาด อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ วันที่2 ของงาน
หลังจากบั้งไฟถูกปล่อยออกจากฐานจุดไปได้ 8 บั้ง
เกิดนาทีระทึกใจ....
"มีชาวบ้านไปพบพระรูปหนึ่งนั่งอยู่ในป่า แล้วบอกว่า ท่านมานั่งในป่าคนเดียวมันไม่เหมาะสมนะ จะมาดูบั้งไฟ ทำไมไม่ไปรวมกลุ่มกับพระรูปอื่นๆ เล่า"
ต่อจากนั้น
อปพร.และชาวบ้านได้กรูกันวิ่งเข้าป่าละเมาะและทุ่งนาซึ่งอยู่ด้านหลังของฐานจุดออกไปประมาณ 4-5 ร้อยเมตร
โฆษกก็ประกาศให้ทุกคนกลับมา แต่ก็ไร้ผล ยังมีกลุ่มคนวิ่ง ออกไปไม่ขาดระยะ ทุกคนไม่สนใจดูบั้งไฟ เหตุการณ์ผ่านไปร่วมชั่วโมงจึงเข้าสู่ภาวะปกติ
ผมได้สอบถามคนที่รู้จักกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น?
"วิ่งไล่กวดจับพระ"
ทำไมล่ะ
"พระมาทำของไม่ให้บั้งไฟผ่าน เมื่อวันแรกบั้งไฟผ่านได้เวลาเกือบทุกบั้ง เซียนหยั่ง(ผู้รับพนัน) เสียเงินมาก เลยจ้างพระมาทำของเพื่อไม่ให้บั้งไฟขึ้น หรือทำให้บั้งไฟหายไปในท้องฟ้า"
นั่นนะสิตั้งแต่เช้ามานี้บั้งไฟไม่ผ่านสักบั้ง มีอยู่บั้งหนึ่งขึ้นดีมากแต่กลับลอยหายไปในอากาศ เซียนหยั่งรับลูกเดียว เซียนไล่(ผู้พนันว่าผ่านที่กำหนดหรือตกลงกันไว้ก่อนปล่อยบั้งไฟ) เสียเงินตลอดมา
จากคำบอกเล่าของคนที่วิ่งขับไล่ตามพระรูปนั้นเล่าให้ฟังด้วยอาการขนลุกขนพองว่า
"ขนาดคว้าแขนได้แล้ว สะบัดหลุดแล้วหายไปต่อหน้าต่อตา คนตั้ง10-20 คนหาไม่เจอ พอมองเห็นกับไปโผล่เอาไกลตั้ง 40-50 เมตรโน่น ดูแล้วว่าพระไม่ได้วิ่ง เพียงแต่เดิน พวกเรากับวิ่งไม่ทัน และก็หายไปเป็นระยะ ขนาดเอารถยนต์ขับไปดักรอข้างหน้ายังหาไม่เจอ"
หลังจากไล่พระไปแล้วบั้งไฟทุกบั้งขึ้นดีและผ่านเวลาที่บรรดาเซียนหยั่งกำหนด ทำให้เซียนไล่ยิ้มแย้มแจ่มใสกันอีกครั้ง
และเมื่อสักพักได้โทรไปถามเพื่อนที่ยังไม่กลับมาและไปดูบั้งไฟอยู่บอกว่า
ตั้งแต่เช้าจุดไป 5 บั้ง ไม่ผ่านอยู่บั้งเดียว
เหตุการณ์เช่นนี้ท่านเชื่อหรือไม่ว่า คาถาอาคมหรือไสยศาสตร์แบบเขมร วิชาขอมดำดิน หรือวิชาหายตัวล่องหนยังมีหลงเหลืออยู่
แต่ผมได้ไปสัมผัสมาแล้ว 2 ครั้ง เจอทั้ง 2 ครั้ง
**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ
**เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีห้ามอ่านเด็ดขาด
สวัสดีค่ะ คุณ สะมะ
no comment อ่ะค่ะ
คุณสมนึก ครับ
ตอนนี้ไม่บอกว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่อยากอ่านที่ว่าเห็นมากับตา เป็นอย่างไรครับ
สวัสดีครับป้าแดง
สวัสดีครับอาจารย์ นาย วรชัย หลักคำ
ขอบคุณมากครับ
ไสยศาสตร์มาจากคำสองคำ คือสย กับศาสตร์ รวมความแล้วทาบาลีท่านแปลว่า ศาสตร์แห่งความหลับนอน หรือศาสตร์แห่งมนต์ดำ หาข้อพูสูจน์อะไรไม่ได้ ทางพระพุทธศาสนาไม่ได้ยอมรับพวกนี้เข้าในคัมภีร์ เพราะเป็นการนับถือสิ่งที่มิอาจสัมผัสได้เลย แต่ก็ไม่ได้เถียงว่าไม่มีนะครับ
ต้องเรียนรู้เองสิ่งบางสิ่งเมื่อบอกไปก็คงไม่เท่ากับเราพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองเพราะในหลักกาลามสูตรพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าอย่าเชื่อโดยการเล่าสืบๆกันมาเพราะอาจจะมีข้อผิดพลาดได้นี้เป็นเพียงข้อเดียวในสิบข้อนะครับหากสนใจวันหลังจะนำมาให้อ่าน
สวัสดีครับ Mr_Jod
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคุณ จักรวุธ อินต๊ะจัง
ไสยศาสตร์ หรือที่คนสมัยใหม่เขาเรียกวา คุณไสย์ ผมว่ามันเป็น
อวิชชา แปลว่า ความไม่รู้แจ้ง คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ โดยถูกต้องแจ่มแจ้ง มิได้หมายถึงความไม่รู้ศิลปะวิชาการต่างๆ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้น แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่จะนำคำว่า อวิชชา ไปใช้กับวิชาในทางไสยศาสตร์ โดยเข้าใจกันว่า อวิชชาเป็นวิชาที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือหาประโยชน์เข้ามาใส่ตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น
อวิชชา หมายถึงความไม่รู้ในอริยสัจ คือ
แหล่งอ้างอิง
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
ขอบคุณครับ
อาจารย์ขจิตครับ
ขอบคุณครับ
ไม่ลบหลู่ค่ะ แต่จะให้เชื่อต้องเห็นด้วยตาค่ะ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ
สวัสดีครับ
ขอโทษด้วยครับที่เข้ามาตอบล่าช้ามากๆ
เรื่องราวหลายอย่าง
ไม่สามารถอธิบายได้ ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือ ตาเห็นได้
แต่เมื่อพิสูจน์ ไม่ได้ รับรู้ไปก่อนละกันค่ะ
คุณ ซันซัน ครับ
เรื่องลี้ลับยังมีอีกหลายๆอย่างที่ยังค้นหาคำตอบไม่เจอ ใช่ไหมครับ ขนาดฝรั่งมังค่าก็ยังเชื่อในเรื่องลี้ลับหลายๆอย่าง เช่น สามเหลี่ยมเมอริด้า หรือบั้งไฟพญานาคในบ้านเรา ก็ยังหาคำตอบไม่เจอเลยครับ ต้องรอเวลาพิสูจน์กันอีกต่อไป
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์ ดร.ขจิต ฝอยทอง
ผมยังไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ
งานก็ไม่ยุ่งหรอก เพียงแต่กลับถึงบ้านแล้วตาลาย
เลยมีได้เขียนบันทึก
เห็นมี blogger ใหม่ๆ เขียนเยอะแล้ว แค่อ่านของเขาก็หมดเวลาแล้วครับ
น่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อ มันก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์กันไม่ได้นี่คะ บางทีมันมีเรื่องที่ไม่น่าเชื่อมากกว่านี้อีกนะ เหมือนนิยายประมาณแค้นข้ามภพข้ามชาติเวรกรรมตามทวงกันไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ไอ้เรื่องแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวเองก็ไม่มีใครเชื่อหรอกจ้า... จริงๆนะ