พวกเขาควรรู้ว่าใครคือตัวจริงที่เขียนละครบทนี้ขึ้นมา และเมื่อผู้คนทั้งหลายสามารถ มีส่วนร่วมในการเขียนละครบทต่อไปอย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้นผู้คนก็จะรู้สึกว่า เป็นก้าวย่างแรกของประชาธิปไตย

 

Keiko Sei : เขียน
สมเกียรติ ตั้งนโม : แปลและเรียบเรียง

"กองทัพอยู่กับเราจริงหรือ?"  อะไรที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการปฏิวัติโรมาเนีย
(บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน)
"Was The Army Really With Us?"  what can we learn from the Romanian revolution  
(This article was written in support of Midnight University)

มีอะไรอยู่ในชื่อ? (What's in the name?)
การจะตั้งชื่ออะไรก็ตามหรือการจะตั้งชื่อคน มันเป็นการสะท้อนถึงความคิดของผู้ตั้งชื่อคนๆ นั้น แน่นอนอันนี้เป็น จริงเช่นเดียวกับชื่อของพรรคการเมือง กลุ่มพลังประชาชน และบรรดา NGOs ทั้งหลายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  กรณีที่น่าสนใจต่างๆ สามารถพบได้ในกลุ่มที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งได้ก่อตัวขึ้นมาเพื่อโค่น ล้มผู้มีอำนาจที่มีพลานุภาพ - กลุ่มต่างๆ เหล่านั้น บ่อยทีเดียว เปลี่ยนแปลงชื่อหรือฉายากลุ่มตนไปต่างๆ นานา  ขณะที่กลุ่มเหล่านั้นมีพลังอำนาจมากขึ้น อันนี้ถูกทำขึ้นเพื่อต้องการสร้างความยอมรับของผู้คน หรือเพื่อจัดการ พวกเขาอย่างชาญฉลาด หรือบางครั้งเพื่อปิดบังซ่อนเร้นหรือทั้งสองอย่าง

รัฐบาลทหารที่เข้ามาบริหารประเทศพม่าได้เปลี่ยนแปลงชื่อของพวกตนจาก the State Law and Order  Restoration Council (SLORC) [สภาฟื้นฟูกฎระเบียบและกฎหมายแห่งชาติ] ไปสู่ the State Peace and  Development Council (SPDC) [สภาพัฒนาและสันติภาพแห่งชาติ] ด้วยความช่วยเหลือของเอเจนซีโฆษณา อเมริกันแห่งหนึ่งในปี ค.ศ.1997 เพื่อชำระล้างภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วยคาวเลือดซึ่งสัมพันธ์กับเหตุการณ์ต่างๆ  ในปี ค.ศ.1988 และบันทึกประวัติเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ของพวกเขาที่ตามมาหลังเหตุการณ์นั้น แต่อย่าง ไรก็ตาม ท่าทีและทัศนคตดิของพวกเขามิได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปเลย

สำหรับบทความชิ้นนี้ ข้าพเจ้าได้หยิบเอากรณีหนึ่งเกี่ยวกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "National Salvation Front  (FSN --- Frontul Salvarii Nationale)" [แนวหน้ากอบกู้แห่งชาติ] ของโรมาเนียขึ้นมาเป็นตัวอย่าง รัฐบาลชั่ว คราวนี้ได้รับการสร้างขึ้น (หรืออย่างที่พวกเขาอ้าง) ในช่วงระหว่างการปฏิวัติโรมาเนียในเดือนธันวาคม 1989  เพื่อที่จะ "ปกป้องประเทศให้ปลอดจากจอมเผด็จการ" และเพื่อเป็นการสรรค์สร้างรัฐประชาธิปไตยขึ้นมา

หลังจากการปฏิวัติ พวกเขาได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น the Provisional National Unity Council (CPUN --- Consiliul  Provizoriu de Uniune National) [สภาเอกภาพแห่งชาติชั่วคราว] ภายหลังต่อมาคนกลุ่มนี้ได้แบ่งออกเป็นสอง กลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่แยกตัวออกมา พวกเขาได้ละทิ้ง FSN, และได้สถาปนากลุ่มใหม่ขึ้นที่เรียกตนเองว่า Democratic  National Salvation Front (FDSN) [แนวหน้าปกป้องประชาธิปไตยแห่งชาติ] ซึ่งต่อมาได้แปรเปลี่ยนเป็น Party  of Social Democracy in Romania (PDSR) [พรรคสังคมประชาธิปไตยแห่งโรมาเนีย], และถัดมาได้เปลี่ยนไป เป็น Social Democratic Party (PSD) [พรรคสังคมประชาธิปไตย] ส่วนสำหรับคนที่ยังคงอยู่ในกลุ่ม FSN เดิม นั้น ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น Democratic Party - National Salvation Front (PD-FSN) [พรรคประชาธิปไตย -  แนวหน้ากอบกู้แห่งชาติ], ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อให้สั้นลงเป็น "พรรคประชาธิปไตย" ในท้ายที่สุด (Democratic  Party) [PD]

การปฏิวัติโรมาเนีย เดิมที เป็นการลุกขึ้นมาของประชาชนเพื่อก่อกบฎต่อจอมเผด็จการ Nikolai Ceausescu.  ฉากยอดนิยมต่อมาก็คือ พลเมืองทั้งหลายได้ทำให้ทหารมาอยู่กับฝ่ายของพวกตนเอง และประชาชนก็ประสบ ความสำเร็จในการต่อสู้กับพวกที่จงรักภักดีต่อ Ceausescu และหน่วยรักษาความมั่นคงของเขา (ตำรวจลับที่น่า กลัวที่สุด ซึ่งมีเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ตรวจตราการเคลื่อนไหวของผู้คนทุกๆ ฝีก้าว) มีการใช้กำลังกันอยู่ หลายวัน จนกระทั่ง Ceausescu ถูกจับและถูกลงโทษประหารชีวิต

ในช่วงระหว่างการปฏิวัติ ผู้คนทั้งหลายจากทุกภาคส่วน ซึ่งมองว่าพวกเขาเองนั้นคือ "คนที่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่ จะปกครองประเทศ"  ได้มาร่วมมือกันและจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น คนพวกนี้ได้ตั้งชื่อกลุ่มของพวกเขาว่า แนว หน้ากอบกู้แห่งชาติ ( National Salvation Front) บุคคลสำคัญของแนวหน้านี้ก็คือ Ion Iliescu, ซึ่งต่อมาได้กลาย เป็นผู้นำของ FSN และได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของโรมาเนีย ภายหลังจากการล่มสลายของ จอมเผด็จการ  Ceausescu

หนึ่งในกล้องถ่ายภาพวิดีโอจำนวนมาก ที่ได้มีการบันทึกถึงฉากเหตุการณ์ความสับสนวุ่นวายในช่วงระหว่างการ ปฏิวัติ เป็นภาพของการสนทนาพูดคุยที่ตามมาในหมู่สมาชิก FSN ที่แตกต่าง ระหว่างการประชุมพบปะของพวก เขาได้ถูกบันทึกไว้ในวิดีโอ การประชุมดังกล่าวได้ถูกจัดให้มีขึ้นเพื่อพูดคุยกันถึงเรื่องการจัดตั้ง FSN ขึ้นมาอย่าง เป็นทางการและการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว

สมาชิกคนหนึ่ง Mr. Iliescu, กล่าวว่า: คำว่า "การกอบกู้" นั้นฟังดูไม่ค่อยดี เพราะมันฟังแล้วเหมือนกับว่าเป็นการ ทำรัฐประหาร. ผมว่า "ประชาธิปไตยแห่งชาติ" จะฟังดูดีกว่า "ประชาธิปไตย" เป็นคำที่ถูกใช้มาก่อน
สมาชิกคนหนึ่ง: แล้ว"แนวหน้าเอกภาพของประชาชน"เป็นอย่างไรล่ะ
นายพลคนหนึ่ง: แต่คำว่า "แนวหน้ากอบกู้แห่งชาติ"มันอยู่มาตั้ง 6 เดือนแล้ว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

ฉากนี้ได้เป็นการจับภาพเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะของการปฏิวัติ นั่นคือ การปฏิวัติตามข้อเท็จจริงแล้วคือ
การวางแผนเพื่อทำการรัฐประหารโดยประชาชนภายในพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพ และไม่ใช่ชัยชนะของ ประชาชน การโค่นล้มเผด็จการและการก้าวไปสู่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด

กล้องตัวเดียวกันได้จับภาพในฉากต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประชุมครั้งต่อๆ มา การประชุมพบปะกันครั้งหนึ่ง นำโดย  Iliescu และรวมถึง Petre Roman (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรี), นายพลแห่งกองทัพและคนอื่นๆ  Iliescu กล่าวว่า เพื่อทำให้ผู้คนทั้งหลายเข้าใจถึงความจำเป็นสำหรับ FSN ที่จะเข้ามาปกครองประเทศ และ แสวงหาความไว้วางใจจากประชาชน "เราต้องการที่จะรักษาอุปสงค์ที่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน อุปสงค์ด้าน พลังงาน รวมไปถึงอาหาร และการขนส่งสาธารณะ"

ในอีกด้านหนึ่ง กล้องตัวเดียวกันนี้ได้บันทึกภาพผู้ก่อตั้ง FSN อีกคนหนึ่ง, Dumitru Mazilu, ซึ่งกำลังนำฝูงชนก ลุ่มหนึ่งที่ได้รับการปลุกเร้า ประชาชนต่างถูกทำให้กระหายที่จะมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยใหม่ และกระบวนการ สร้างชาติ:

    Mazilu: อันดับแรก ระบบพรรคการเมืองเดียวจะต้องถูกล้มล้างไป และโครงสร้าง(พหุลักษณ์)ที่หลากหลายจะ ต้องได้รับการนำเสนอขึ้นมา
    Mazilu: …และการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นในเร็ววันเท่าที่จะเป็นไปได้
    พลเมือง: กุมภา? มีนา? เมษา?
    Mazilu: ไม่, ไม่ใช่มีนาคม นั่นคือเดือนที่ทรราชย์มักจะใช้สำหรับการเลือกตั้งของพวกเขาเสมอ
    Mazilu: …และการแบ่งแยกอำนาจต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญด้วยเช่นกัน
    Mazilu: และ โอ้ ใช่เลย, วันนี้ พวกเราจะต้องประกาศชื่อ "โรมาเนีย" ของพวกเรา, แต่ไม่ใช่ "สาธารณรัฐสังคม นิยมแห่ง…" เพียง "โรมาเนีย" เท่านั้น! บรรดาโรงงานต่างๆ จะต้องพร้อมที่จะติดธงชาติใหม่ภายใน 5 วัน!
    พลเมือง: Waoooo! Yeahh!

ประเทศประชาธิปไตยใหม่ประเทศหนึ่งได้รับการตั้งขึ้นด้วยวิธีการปัจจุบันทันด่วนนี้ ในสถานการณ์ที่ค่อนข้าง
สับสนอลหม่าน และด้วยเวลาที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

การปฏิวัติโรมาเนีย - ฉากแรก (The Romanian Revolution - the first version)
ให้เรามาดูถึงการปฏิวัติตั้งแต่จุดเริ่มต้นกันเลยทีเดียว

ในช่วงเวลานั้น โรมาเนียเป็นประเทศที่ยากจนข้นแค้นมาก ซึ่งปกครองโดยเผด็จการ Ceausescu ที่กำลังฉกฉวย ความมั่งคั่งจากประเทศบอลข่านและประชาชนของตนไป เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาและครอบครัวรวมถึง บรรดาสมัครพรรคพวกด้วย ผู้คนต่างได้รับการปันส่วนอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ คนละเล็กละน้อย ในขณะที่
ผู้หญิงได้ถูกบีบบังคับให้มีลูกหลายคนเพื่อสร้างประเทศของจอมเผด็จาการ อันนี้ยังผลให้ประชากรส่วนใหญ่ที่ กำพร้านั้นต้องถูกทอดทิ้ง เพราะครอบครัวจำนวนมากไม่สามารถที่จะหาอาหารมาเลี้ยงดูพวกเขาได้

Ceausescu ได้ทำลายเมืองหลวงบูคาเลสท์ (Bucharest) ไปถึงหนึ่งในสาม เพื่อที่จะสร้างพระราชวังของตนขึ้นมา  ("พระราชวังของประชาชน"  ซึ่งเป็นอาคารสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก หลังจาก Pentagon) ประกอบด้วยถนนหนทางขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ปลูกอยู่สองข้างทาง และคฤหาสน์ที่หรูหรามากมาย สำหรับบรรดามิตรสหายของเขา เขายังได้ทำลายและบีบบังคับผู้คนในหมู่บ้านต่างๆ ให้มาตั้งรกรากใหม่ยัง อพาร์ทเม้นท์ขนาดใหญ่หลายชั้น ภายใต้ชื่อของความเป็นสมัยใหม่

เขาได้สร้างสถานภาพของตนเองขึ้นมาโดยผ่านวิธีการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นก็คือ
การครอบครองสื่อแต่เพียงผู้เดียวเพื่อเหตุผลต่างๆ สำหรับการโฆษณา ผลก็คือสถานีโทรทัศน์ในโรมาเนียได้ถูก จำกัดให้ออกอากาศได้เพียง 2 ชั่วโมงในแต่ละวันเท่านั้น และรายการทั้งหลายเกือบทั้งหมดทำขึ้นเพื่อยกย่อง สรรเสริญเขาและภรรยา Elena รวมไปถึงความสำเร็จของพวกเขา เหตุนี้ผู้คนชาวโรมาเนียจึงไม่เพียงทุกข์ ทรมานกับความขาดแคลน และความขัดสนทางด้านอาหาร และสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ในชีวิตประจำวันเท่านั้น  แต่รวมไปถึงข่าวสารข้อมูลทั้งหลายด้วย

(มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของชาวโรมาเนียนว่า ใน Transylvania ซึ่งหิวกระหายข้อมูลข่าวสาร พวกเขาได้สร้างเสา อากาศรูปโค้ง (จานรับสัญญาน) เพื่อรับสัญญานทีวีจากฮังการีที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน. เรื่องเล่าตำนานอีกเรื่อง กล่าวว่า ภายหลังเมื่อ Caucescu ถูกจับ คำถามแรกที่ถามตรงๆ กับเขาโดยคนที่จับตัวเขาได้ มันไม่ใช่เรื่อง
ความขาดแคลนอาหาร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่า ทำไมเขาจึงให้มีการถ่ายทอดสัญญานโทรทัศน์เพียง 2 ชั่วโมงต่อ วันเท่านั้น)

การปฏิวัติได้ปะทุขึ้นใน Transylvanian city of Timisoara ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของโรมาเนีย ในวันที่ 16 ธันวาคม  1989 ประชาชนเป็นจำนวนมากรู้สึกโกรธแค้นเมื่อพวกเขาได้ยินว่าหน่วยรักษาความมั่นคงได้มีการลักพาตัว  Laszlo Toekes ไป บาดหลวงชาวฮังกาเรียนซึ่งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การประท้วงกลายเป็นการเดินขบวน ขนาดใหญ่ และในวันนั้นได้ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงและกองทัพ

การรับรู้ถึงการปิดกั้นที่ไม่ปรกติเกี่ยวกับชายแดนโรมาเนียที่ติดกับฮังการี สำนักข่าวต่างๆ เริ่มรวบรวมข่าวสาร และข้อมูลต่างๆที่สัมพันธ์กัน เพื่อรายงานเกี่ยวกับการฆาตกรรมหมู่ใน Timisoara ข่าวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่โดย สถานีวิทยุโรปเสรี และสื่ออิสระต่างๆ และโลกเริ่มจะตระหนักว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ปรกติกำลังเกิดขึ้นใน
รัฐสตาลิน

ช่วงนั้น Ceausescu ได้ไปเยือนประเทศอิหร่านสองสามวัน และหลังจากที่เขากลับมาเขาก็รู้ว่า สถานการณ์
ดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายสำหรับเขาเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจขึ้นเวทีปราศรัยกับประชาชนที่มา
รวมตัวกันในกรุงบูคาเรสท์ เพื่อประกาศกับพลเมืองทั้งหลายให้สามัคคีกันเพื่อประเทศ Ceausescu มักจะจัดให้ มีการรวมตัวกันของฝูงชนเสมอ ซึ่งบรรดาคนงานทั้งหลายจากโรงงานและสำนักงานต่างๆ ได้ถูกบังคับให้มา
เข้าร่วมฟังเป็นประจำ โดยปรกติแล้ว ผู้คนราว 3000 คนหรือกว่านั้น จะถูกจัดเอาไว้อยู่หน้าเวทีเพื่อส่งเสียงเชียร์  Ceausescu และปรบมือแสดงความยินดีต่อสุนทรพจน์ของเขา

ในวันที่ 21 ธันวาคมปีเดียวกัน ผู้คนที่มารวมตัวชุมนุมซึ่งดูเหมือนเป็นปรกติในตอนเริ่มต้น ขณะที่เขากำลัง
ยกย่องตัวเองถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรัฐสังคมนิยม และกำลังสัญญากับบรรดาคนงานทั้งหลายว่าจะมีการขึ้น
เงินเดือนและค่าจ้างให้กับบรรดาคนงานทั้งหลายอีก 200 ลิว (Lei) (ประมาณ 8 ยูเอสดอลลาร์) จากมุขระเบียง หน้าอาคารคณะกรรมการกลาง สุนทรพจน์ของเขาก็ได้ถูกขัดจังหวะขึ้นจากใครบางคนในหมู่ฝูงชน ซึ่งเริ่มตะโกน ต่อต้านเขา

ในไม่ช้าเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นความสับสนวุ่นวายจนควบคุมไม่ และผู้คนเริ่มเข้าร่วมมากขึ้น เขาและภรรยา  Elena พยายามที่จะทำให้ฝูงชนทั้งหลายสงบลง แต่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง. เขาและภรรยาต้องถอยจาก
มุขระเบียงกลับเข้าไปหลบซ่อนอยู่ภายในตัวอาคาร. สุนทรพจน์ของเขาเพิ่งได้รับการออกอากาศสดๆ เพื่อเหตุผล ในการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ในช่วงขณะนั้นการถ่ายทอดสัญญาณได้ถูกตัดลงทันที ผู้คนซึ่งกำลังเฝ้าดูทางจอ
โทรทัศน์เพียงเห็นแต่สีแดงขึ้นอยู่หน้าจอทีวีของพวกเขาเท่านั้น ทำให้คนทั้งหลายรู้ได้ทันทีว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่ ไม่ปรกติกำลังเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝูงชนในวันนั้นได้ถูกยิงและถูกคุกคามโดยรถถัง

เช้าวันต่อมา 22 ธันวาคม, Ceausescu ได้ประกาศกฎอัยการศึก และห้ามการรวมตัวกันมากกว่า 5 คนขึ้นไป  และในชั่วโมงต่อๆ มา ข่าวโทรทัศน์ได้ประกาศถึงการถึงแก่กรรมของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม Vasile Milea  และเขาถูกเรียกว่าเป็น"ผู้ทรยศ". ช่วงระหว่างวันเวลาของ Ceausescu, หน่วยรักษาความมั่นคง และ USLA (Unite Speciala pentru Lupta Antiterorista - anti-terrorist special squad)[กองกำลังพิเศษเพื่อต่อต้าน
การก่อการร้าย] ได้เข้ามาแทนที่กองทัพและค่อนข้างได้รับสิทธิพิเศษ ส่วนกองทัพได้รับการกันออกไปและทำให้ เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น

ความแตกแยกระหว่าง Ceausescu กับกองทัพเป็นที่เรื่องเล่าลือมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว และด้วยเหตุผลนี้ Milea  จึงค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน. การตายอย่างลึกลับของ Milea ได้ไปฉกฉวยจินตนาการของผู้คนให้คิดไป ทำนองว่า เขาตายเพราะปฏิเสธคำสั่งของ Ceausescu ที่ให้เข่นฆ่าประชาชน (อันนี้ได้รับการกล่าวว่า กองทัพได้ เปลี่ยนข้างมาอยู่กับฝ่ายประชาชนแล้ว ในช่วงระหว่างที่มีการก่อกบฎขึ้นที่เมือง Timisoara) ประชาชนที่ไม่ใยดี ต่อกฎอัยการศึกได้ลงยังท้องถนน ซึ่งในช่วงเวลานั้นพวกเขาต่างเต็มไปด้วยอารมณ์ที่โกรธแค้น

ที่ด้านหน้าของอาคารคณะกรรมการกลาง ผู้คนมากกว่า 100,000 คนได้ร้องตะโกนสาบแช่งจอมเผด็จการ  Ceausescu ให้ประสบกับความพินาศฉิบหาย. Ceausescu พยายามที่จะกล่าวปราศรัยกับประชาชนอีกครั้ง  โดยตะโกนก้องออกมาว่า "ความสามัคคี ความมีเอกภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้" แต่ก็ตระหนักว่าเขา
ไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้อีกต่อไป. หลังจากนั้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ฝูงชนจากใจกลางจตุรัสได้มองเห็น เฮลิคอปเตอร์ได้พาตัว Ceausescu และ Elena ภรรยาของเขาออกไปจากยอดตึกของอาคารคณะกรรมการ กลาง. ฝูงชนต่างพากันหัวเราะเย้ยหยันกับเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น และต่างอยู่ในห้วงอารมณ์ของชัยชนะ

ประชาชนพากันร้องเพลงและร้องตะโกน "Oh re oh re oh re, ไม่มี Ceausescu ต่อไปอีกแล้ว!" จากนั้นพวกเขา ก็ได้โถมกันเข้าไปยังตัวอาคาร และฉีกทึ้งทำลายเอกสารและหนังสือ ทำลายภาพเขียนและจิตรกรรมฝาผนังที่ เป็นภาพ Ceausescu และคู่ครอง รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหรา. ผู้คนต่างถือธงโรมาเนียนและโบกสะบัด ท่ามกลางอาคารอันเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นศูนย์กลางของสังคมนิยมที่ได้ถูกทำลายลง ในช่วงเวลานั้นผู้คนต่างรับรู้ ว่า กองทัพได้สลับปรับเปลี่ยนมาอยู่กับฝ่ายตนแล้ว และการสนับสนุนของกองทัพเป็นสิ่งจำเป็นอันขาดเสียมิได้ สำหรับชัยชนะของพวกเขา

คำขวัญของผู้คนทั้งหลายในเวลานั้นก็คือ "กองทัพอยู่ข้างเรา", "กองทัพอยู่กับเรา" ได้กลายเป็นวลีที่นิยมติดปาก มากที่สุดในระหว่างช่วงการปฏิวัติ เมื่อตอนที่ฝูงชนกลุ่มหนึ่งบ่ายหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลและอาคารคณะ กรรมการกลาง ฝูงชนอีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงนักกวีที่ออกมาต่อต้านอย่างเด่นชัด Mircea Dinescu ซึ่งเพิ่งจะได้รับ การปลดปล่อยจากการถูกคุมขังอยู่ภายในบ้านของตนเอง ได้มุ่งหน้าไปยังสถานีโทรทัศน์ พวกเขาได้เจรจาหารือ กับผู้อำนวยการทีวีและเข้ายึดครองสตูดิโอทีวี และเริ่มถ่ายทอดการปฏิวัติสดๆ นี่ทำให้การปฏิวัติดังกล่าวเป็นการ ปฏิวัติของประชาชนที่มีการถ่ายทอดสัญญานครั้งแรกในประวัติศาสตร์

การปฏิวัติของประชาชนบนจอทีวี (Revolution on TV)
สตูดิโอทีวีมีบรรยากาศที่น่าเหลือเชื่อ ไม่มีใคร ไม่มีพลเมืองคนใดเคยเข้าถึงการถ่ายทอดสัญญานหรือการออก อากาศ ดังนั้นทุกคนในสตูดิโอจึงออกจะประสาทและรู้สึกหงุดหงิด พวกเขาพูดกันว่า “ผู้คนนับล้านๆ จ้องมองดู มัน” Ion Caramitru, นักแสดงที่ออกมาคัดค้านคนหนึ่ง และ Dinescu ได้ออกแถลงการณ์เป็นครั้งแรก "พวกเรา ทั้งหมดรู้สึกหมดแรง, ตื่นเต้น, และประสาท… แต่ในท้ายที่สุด วันนี้เราก็ได้อิสรภาพมา พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ข้าง เรา กองทัพอยู่ฝ่ายเดียวกันกับเรา หน่วยรักษาความมั่นคงได้ยอมแพ้แล้ว เราทั้งหลายเป็นผู้ได้รับชัยชนะ เราชนะ แล้ว!!!"

หลังจากแถลงการณ์ฉบับแรก ประชาชนทุกภาคส่วนของสังคม นับจากบาดหลวงจนถึงชาวนา ได้รีบรุดมายัง
สตูดิโอที่จะพูดบางสิ่งบางอย่าง ทุกๆ คนต่างต้องการที่จะปรากฏตัวบนจอทีวี ต้องการที่จะมีบทบาท ต้องการจะ เข้าไปมีส่วนร่วม และต้องการที่จะปราศรัยกับผู้คน. บางคน รวมไปถึงผู้ประกาศข่าวที่เคยทำหน้าที่รับใช้  Ceausescu, ได้กล่าวคำขอโทษสำหรับการโกหกต่อผู้คนมาเป็นเวลายาวนาน. นายพลของกองทัพได้สั่งให้ บรรดาทหารทั้งหลายกลับไปยังกรมกองและหน่วยที่ตั้งของตน และสั่งห้ามยิงประชาชนไม่ว่าในสถานการณ์ใด ทั้งสิ้น

ทหารและตำรวจได้เข้ามายังสถานีโทรทัศน์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้มั่นใจว่าสถานีโทรทัศน์ยังคงปลอดภัยอยู่  เพราะมันยังคงตกอยู่ภายใต้สถานการณ์การโจมตี แนวหน้ากอบกู้แห่งชาติ (The National Salvation Front)  ออกประกาศแต่งตั้งรัฐบาลของพวกเขาจากสตูดิโอ การถ่ายทอดสดได้ถูกนำมาใช้ด้วย เพื่อถ่ายทอดคำเตือน ต่างๆ และแถลงการณ์: "อย่าดื่มน้ำจากก๊อกน้ำ เนื่องจากมีข่าวลือว่าหน่วยรักษาความมั่นคงได้ละลายยาพิษลง ไปในอ่างเก็บน้ำ", "จอมเผด็จการได้หนีไปพร้อมกับรถยนต์ Decia สีแดง พร้อมกับใบอนุญาตหมายเลข… ขอได้ โปรดตรวจตราอย่างระมัดระวังและค้นหารถยนต์คันนั้น"

หนึ่งในสิ่งที่เป็นเหตุการณ์สำคัญด้วยก็คือ การจับตัวพวกที่จงรักภักดีต่อ Ceausescu และพวกหน่วยรักษา
ความปลอดภัยทั้งหลาย คนเหล่านี้ได้ถูกนำตัวมายังสถานีโทรทัศน์เพื่อประจาน และเพื่อประกาศต่อสาธารณะ ถึงข้อดีและผลประโยชน์ของการมาอยู่ข้างฝ่ายเดียวกับประชาชน. หนึ่งในอาชญากรที่โดดเด่นที่ได้รับการนำมา อยู่แถวหน้ากล้องบันทึกภาพคือ Nicu Ceausescu ซึ่งเป็นบุตรชายเพลย์บอยที่ได้รับความเกลียดชังของจอม เผด็จการ Ceausescu

"นี่คือ Nicu, โดยปราศจากข้อสงสัย เขาได้รับสารภาพว่า เขาได้จับเด็กๆ เป็นตัวประกัน…"
Nicu: "นั่นไม่เป็นความจริง"

ในระหว่างเวลานั้น บนท้องถนน เรียกว่า"พวกก่อการร้าย" ซึ่งกล่าวกันว่าประกอบด้วยกองกำลังรักษา
ความมั่นคง, USLA และคนที่ยังจงรักภักดีต่อ Ceausescu ได้เริ่มต่อสู้อย่างดุเดือดกับกองทัพพลเรือน. บรรดา พวกนักซุ่มยิงทั้งหลายได้ซุ่มยิงผู้คนมาจากตัวตึกต่างๆ ในลักษณะสุ่ม โดยไม่เลือกว่าใครเป็นใคร. ประชาชนต่าง ตกอยู่ในความหวาดกลัว ดังข่าวที่มีการเล่าลือกันว่า Ceausescu ได้สร้างเครือข่ายใต้ดินขนาดใหญ่ที่ประกอบ ด้วยบังเกอร์และเส้นทางใต้ดินต่างๆ เป็นจำนวนมาก (อันนี้เป็นข่าวลือเช่นเดียวกันกับเครือข่ายใต้ดินของซัดดัม  ที่ถูกทำให้น่าหวาดกลัวมาหลายปี) และมีแต่เพียงหน่วยรักษาความมั่นคงและ USLA เท่านั้นที่รู้โครงสร้างเส้น ทางลับต่างๆ พวกนี้ และสามารถที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อมาอีกหลายวัน ในช่วงระหว่างเวลานั้น การสนับสนุนทางศีลธรรมและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จากทั่วโลกได้ทยอยมาถึง โลกทั้งใบกำลังเฝ้ามองการปฏิวัตินองเลือดครั้งนี้ในยุโรปตะวันออก และมันตรงกับวัน หยุดในช่วงคริสต์มาสพอดี

วันที่ 25 ธันวาคม ได้มีประกาศเกี่ยวกับการสอบสวน Nikolai และ Elena Ceausescu โดยศาลทหาร ทั้งคู่ได้ถูก ตัดสินประหารชีวิตด้วยข้อหา 5 กระทงด้วยกันคือ

    1. การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (เป็นไปได้ว่าได้มีการสังหารผู้คนไปกว่า 6 หมื่นคน)
    2. มีการใช้อาวุธในการโจมตีผู้คนและใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ
    3. มีการทำลายอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ และสถาบันทั้งหลายของชาติ
    4. มีการทำลายเศรษฐกิจของชาติ
    5. มีการยักยอกฉ้อฉลทรัพย์สมบัติของชาติ(ไปกว่า 100 ล้านลิว) และนำเงินจำนวนเหล่านั้นไปฝากยัง ธนาคารหลายแห่งในต่างประเทศ

ในวันต่อมา ภาพวิดีโอสั้นๆ เกี่ยวกับการสอบสวนได้รับการออกอากาศ พร้อมกับภาพนิ่งซากศพของจอม
เผด็จการและคู่ครอง หลังจากที่พวกเขาถูกประหารชีวิตแล้ว ภาพดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดซ้ำๆ อีกตลอดทั้งวัน  ส่วนใหญ่เพื่อทำลายกำลังขวัญกองกำลังที่ยังคงต่อสู้อยู่นั่นเอง ผู้คนต่างกู่ร้องตะโกนคำว่า "bravo!"  ไชโย,
จอมเผด็จการตายแล้ว! ทั่วทั้งประเทศอยู่ภาวะรื่นเริงแ ละแสดงความดีอกดีใจออกมาอย่างมีความสุข