นับจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มของประชากรโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการอพยพย้ายถิ่น และการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ที่เหมาะต่อการสร้างผลผลิตทั้งต่อการยังชีพ และการพานิชย์ แม้ว่าในช่วงหลังจากนั้นจะมีนโยบายการคุมกำเนิดที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อควบคุมจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ให้เหมาะสมกับการเพิ่มทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดในยุดที่การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก แต่การเพิ่มจำนวนประชากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์หนึ่งที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ การกระจุกตัวของประชากรจนเกิดพื้นที่ "เมือง" มากขึ้น

องค์ประกอบของเมืองจากการระดมสมองของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาอนามัยชุมชน

มีรายงานว่าปี 2551 ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเขตเมืองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก (ไพรัตน์ พงพานิชย์, 2551: มติชน) ซึ่งความเป็นเมือง (Urbanization) นี้นับเป็นปรากฎการณ์หนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต พฤติกรรม และภาวะสุขภาพของคนปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เสี่ยง การเดินทางภายใต้การจราจรที่ติดขัดและมีมลพิษ การรับประทานอาหารที่ไม่ทราบว่ามีอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราทั้งสิ้น ซึ่งตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาแนวคิดความเป็นเมืองของนักศึกษาสาขาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษา สามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ ที่นี่

ผลกระทบของความเป็นเมืองจากการระดมสมองของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาอนามัยชุมชน

 

นอกจากวามเป็นเมืองจะส่งผลต่อภาวะสุขภาพของประชากรแล้ว ยังส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทุกภาคส่วนต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้น ภายใต้สภาวะการณ์ดังกล่าวนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และสร้างกิจกรรมการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทขององค์กรตนเอง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากปรากฎการณ์ความเป็นเมืองนี้ ไปพร้อมๆ กัน ปัญหาจึงจะสามารถแก้ไขได้อย่างครบวงจร 

ด้วยรัก

หมายเหตุ: นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ย้ายไปตอบกระทู้ที่ http://learners.in.th/blog/demography/300956 แทนนะครับ