ชีวิตช้าไม่ได้แปลว่าต้องเฉื่อย
คุยกับโรส-วริศรา
“ชีวิตช้าไม่ได้แปลว่าต้องเฉื่อย แต่หมายถึงการทำทุกอย่างให้ปกติ เพราะทุกวันนี้เราทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบจนเกินไป”
คุณโรส-วริศรา อดีตพิธีกรและนักแสดงเล่าให้พวกเราฟังถึงแนวความคิด slow life ที่นำมาใช้กับโรงแรม “พระนครนอนเล่น” ย่านเทเวศน์ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของชาวญี่ปุ่นที่มีการรณรงค์ให้คนมีชีวิตช้าลง จากนั้นก็เริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด slow life ก็เจอแนวคิด slow food ที่อิตาลีอีก พูดถึงเรื่องการกินให้ช้า ทำอะไรให้ช้าลง ของที่กินก็ต้องได้มาโดยที่ไม่ต้องเร่งการผลิต ให้เห็นประโยชน์ของการกินให้ช้าลง จะส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร
ที่โรงแรมจะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆอย่างเหมือนโรงแรมทั่วไป เพื่อให้คนที่มาพักได้อยู่อย่างเรียบง่ายที่สุด อย่างเช่น ในห้องจะไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีบริการซักรีด ก็เพื่อให้คนที่มาพักได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ได้สัมพันธ์กับคนอื่นรวมทั้งชุมชนรอบๆโรงแรม
เรื่องอาหารการกิน ก็จะไม่มีบุฟเฟ่หรือเมนูให้เลือกเหมือนโรงแรมอื่นๆ แต่จะเน้นทำอาหารตามวัตถุดิบซื้อหาได้ตามฤดูกาล และเป็นผักผลไม้ที่ปลูกแบบไร้สาร ปลูกแบบธรรมชาติ ไม่เร่งการผลิต
ด้วยความที่โรงแรมมีรายละเอียดที่ยิบย่อยและข้อห้ามหลายๆอย่าง เช่น ห้ามสูบบุหรี่ในโรงแรม แล้วก็ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานโรงแรมอื่นๆ จึงไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ดังนั้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะมาพักที่นี่จึงต้องทำความเข้าใจกันหลายครั้ง จนมั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวสามารถยอมรับแนวคิดของโรงแรมได้หมด
ในเรื่องการทำงานก็จะเน้นการทำงานอย่างมีความสุขของทีมงานมากกว่าจำนวนเงินที่จะได้รับ ดังนั้นเวลารับแขกทางโรงแรมจึงไม่รับเยอะ แต่ละวันจึงจำกัดไว้ประมาณ 5 ห้องเท่านั้น เพราะถ้ามากกว่านั้น ทีมงานอาจจะดูแลกันไม่ไหว ต้องทำงานหนักขึ้น คนทำงานก็ไม่สนุกกับงาน
“เราทำเท่าที่เราดูแลได้ ถ้าทำไม่ดีเราก็จะเสีย จะมีการคำนวณว่าต้นทุนต่อเดือนเราต้องใช้เท่าไร ก็จะตีมาว่าประมาณ 5 ห้อง พอถึง 5 ห้องก็จะพอ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก ถ้าทำแล้วดูแลไม่ดี แขกเขาก็จะรู้สึกได้”
ความเร่งรีบนำไปสู่ห่วงโซ่การทำลาย
ความเร่งรีบไม่ได้หมายถึงแค่การเร่งรีบในการดำเนินชีวิตของคนปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การบริโภคอย่างเร่งรีบอีกด้วย ซึ่งคุณโรสเล่าว่า การที่คนเร่งรีบบริโภค ก็จะไปเร่งการผลิตให้เร็วขึ้น เท่ากับเป็นการไปเร่งทำลายสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น
“ความเร่งรีบเป็นระบบคิด เป็นการเร่งบริโภค ยิ่งเร่งบริโภค ก็จะยิ่งเร่งผลิต หากลดการเร่งรีบบริโภคลงก็จะทำให้ลดการผลิตลง ก็จะช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลง”

<p></p><p>รู้จักที่จะมีความสุขจากสิ่งง่ายๆ </p><p></p><p>ทุกวันนี้แม้แต่เรื่องการกินเราก็เร่งรีบ จนไม่รู้จักรสชาติอาหารที่กิน เราจึงไม่รู้จักความสุขแบบง่ายๆ กระแสก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระตุ้นให้เราต้องไปแสวงหาความสุขด้วยการซื้อหา ต้องบริโภคตลอดเวลา จนดูเหมือนความสุขเป็นเรื่องไกลตัว</p><p></p><p> “เราต้องรู้จัก อภิเชษ กับสิ่งง่ายๆ” หรือต้องรู้จักละเมียดละไมกับชีวิต มีความสุขกับสิ่งง่ายๆให้ได้ ต้องหาช่องทางความสุขในหลายๆช่องทาง อย่างการกินช้าๆก็จะทำให้รู้รสชาติอาหารที่กิน แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขแล้ว การบริโภคที่ช้า ก็จะทำให้ไม่ต้องไปเร่งการผลิต ผู้ผลิตก็จะได้ลดการใช้สารเคมีน้อยลง ช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อม โลกก็ร้อนน้อยลง </p><p></p><p>ไม่น่าเชื่อนะว่าแค่เรารู้จักที่จะมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ ลดจังหวะของชีวิตให้ช้าลง ก็ช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้เช่นกัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อ้างอิง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">http://www.tonkla.org/th/index.php?option=com_content&task=view&id=197&Itemid=56 </p>
Kakegawa Declares Itself a "Slow Life City"
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" class="basictext" align="right"><tbody>
</tbody></table>
<p align="right">Japanese</p>Shizuoka Prefecture’s Kakegawa City a town of 80,000 residents located south of Tokyo, launched a refreshing initiative by declaring November to be “Slow Life Month,” aiming to become a city that promotes a comfortable lifestyle and relaxed state of mind. With a total of 131 events held during the month, this is the first such large-scale event in Japan under the concept of a leisurely life, or what they call “Slow Life.”
Kakegawa City has declared itself a “Slow Life City,” outlining eight principles for city-planning and the lifestyle for the twenty-first century (see below).
The local government of Kakegawa was one of the first municipalities in Japan to actively promote city planning through lifelong learning. The vision of a Slow Life City is considered as a basic plan for the city’s future direction, but some questions remain, however, to implement it. For example: How can they bring the concept of “Slow Life” into shape in the context of the local administration? How can they get support from local businesses to cut working hours and increase holidays, both indispensable to achieve “slower” lifestyles?
In spite of challenges, the Slow Life movement to pursue satisfaction and quality of life, with comfort rather than economic and material prosperity, is spreading nationwide through events such as these. The heads of seven local governments, including Kakegawa, established the “Coalition of Slow Life Cities.” In 2003, a “Slow Life Month” will be held by Tajimi City (Gifu Prefecture) in February, the town of Yasuduka (Niigata Prefecture) in May, and Gifu City (Gifu Prefecture) in August.
(From the “Slow Life Declaration in Kakegawa”)
In the late twentieth century, Japan valued and pursued the “fast, cheap, convenient, and efficient” life that brought us economic prosperity. However, it also caused problems such as dehumanization, social ills, and environmental pollution. We would like to move forward, with the slogan “Slow Life,” to achieve “slow, relaxed and comfortable” lifestyles, and shift from a society of mass production and mass consumption, to a society that is not hectic and does cherish our possessions and things of the heart.
Humans live about 700,800 hours (assuming an average life expectancy of 80 years), of which we spend about 70,000 hours working (assuming we work for 40 years). The remaining 630,000 hours are spent on other activities, such as eating, studying, and leisure, including 230,000 hours sleeping. Until now, people often focused their lives on these 70,000 hours of labor, devoting their lives to their companies. However, with the “slow life” principles, we would now like to pay more attention to the 630,000 hours outside of work to achieve true happiness and peace of mind.
The practice of the “Slow Life” involves the following eight themes:
SLOW PACE: We value the culture of walking, to be fit and to reduce traffic accidents.
SLOW WEAR: We respect and cherish our beautiful traditional costumes, including woven and dyed fabrics, Japanese kimonos and Japanese night robes (yukata).
SLOW FOOD: We enjoy Japanese food culture, such as Japanese dishes and tea ceremony, and safe local ingredients.
SLOW HOUSE: We respect houses built with wood, bamboo, and paper, lasting over one hundred or two hundred years, and are careful to make things durably, and ultimately, to conserve our environment.
SLOW INDUSTRY: We take care of our forests, through our agriculture and forestry, conduct sustainable farming with human labor, and ultimately spread urban farms and green tourism.
SLOW EDUCATION: We pay less attention to academic achievement, and create a society in which people can enjoy arts, hobbies, and sports throughout our lifetimes, and where all generations can communicate well with each other.
SLOW AGING: We aim to age with grace and be self-reliant throughout our lifetimes.
SLOW LIFE: Based on the philosophy of life stated above, we live our lives with nature and the seasons, saving our resources and energy.
1 สิงหาคม 2549
ตัดต่อและเรียบเรียงจาก “SLOW FOOD SAVES THE WORLD” ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร a day weekly ฉบับที่ 027 19-25 พฤษภาคม 2547 เขียนโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล
เรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์
ความย่อ : หากวิเคราะห์เปรียบเทียบ เชื่อว่าบรรยากาศการรังเกียจความแตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา และวิถีปฏิบัติไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะที่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะนับตั้งแต่ความรุนแรงในภาคใต้เริ่มปะทุ จวบจนหลังเหตุการณ์ที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ข้อความและความรู้สึกที่แสดงออกตามชุมชนอินเทอร์เน็ตในเวบบอร์ด แชตรูม และชุมชนเอสเอ็มเอสหน้าจอทีวีของไทยก็ออกอาการรังเกียจความแตกต่างหลากหลายอย่างสุดขีดเช่นกัน ซึ่งความแตกต่างน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ?? ทำอะไรเหมือน ๆ กัน เป็นอะไรเหมือน ๆ กันกินเหมือน ๆ กัน เชื่อเหมือน ๆ กันน่าจะดีที่สุดอย่างนั้นใช่ไหม?? คำตอบคือ ไม่น่าจะใช่ กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ขอถือโอกาสนี้พาคุณผู้อ่านไปพบความหลากหลายอันงดงามและอาจจะเป็นทางเลือกที่จะทำให้โลกกลับสู่สันติสุขได้โดยผ่าน…อาหาร
โลกาภิวัตน์แบบแดกด่วน (Fast Food)
ที่ต้องการความเหมือนหนึ่งเดียว
นอกจากนี้ สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ไก่เหลืองพันธุ์พื้นเมืองชั้นดีของฮังการีสูญพันธุ์ไป, สงครามโคโซโว ทำให้หมูดำพันธุ์สโลวาเนียที่ใช้ทำ เซอร์รามี (แหนมฝรั่ง) ที่พิเศษที่สุดชนิดหนึ่งสูญพันธุ์, ก่อนสงครามอัฟกานิสถาน ประเทศนี้มีองุ่นหลากหลายพันธุ์มาก ตั้งแต่องุ่นเขียวไร้เม็ดขนาดเล็กเท่าถั่วดำคุณภาพดีสามารถผลิตไวน์ชั้นเลิศ ไปจนถึงองุ่นสีม่วงเม็ดโตรสพิเศษใช้ทำเป็นลูกเกดรสเลิศ แต่ปัจจุบันนี้หลงเหลืออยู่น้อยมากเพียงไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น และอิสราเอลแย่งชิงทั้งน้ำและที่ดินจากปาเลสไตน์ ต้นมะกอกเก่าแก่หลายพันเอเคอร์ก็ถูกรถรบของกองทัพอิสราเอลกราดทับเรียบราบ
ไม่เพียงแค่นั้น วัวทังโกกุของญี่ปุ่น สู้วัวในฟาร์มอุตสาหกรรมไม่ได้ ทั้งที่ไขมันน้อย ทานได้ทุกวัน, วัวไซบีเรียที่เหมาะกับภูมิอากาศท้องถิ่น ถูกตีตลาดด้วยเนื้อวัวราคาถูกจากต่างถิ่น, ไก่แอฟริกาหลากหลายพันธุ์ที่ออกไข่หลากสีสันตั้งแต่ไข่สีแดงไปจนถึงไข่สีดำ ไข่สีเขียวตามธรรมชาติ และมีลักษณะพิเศษเหมาะกับท้องถิ่น เช่น ขนน้อย ทนอากาศร้อนในทวีปแอฟริกาได้ดี ไขมันน้อย หนังบาง กลับสู้ไก่อุตสาหกรรมเนื้อเละ ๆ ราคาถูก ๆ จากสหภาพยุโรปที่เข้ามาตีตลาดไม่ได้, ชาวประมงจับกุ้งในรัฐหลุยส์เซียนาแทบจะต้องล้มละลาย เพราะกุ้งที่เขาเลือกจับแบบพิถีพิถัน เลือกขนาดที่โตเต็มที่ ไม่ใช้อวนลากอวนรุนกวาดเอาสัตว์น้ำที่ไม่ต้องการติดมาด้วย สู้กุ้งกุลาดำราคาถูกจากนากุ้งที่ถางป่าชายเลนจนเกือบเรียบด้ามขวานไทยไม่ได้
นอกจากนี้ ชีสราคาถูกจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ชีสพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์แต่ละท้องถิ่นกำลังหดหายไป ทั้งที่ชีสจากโรงงานอุตสาหกรรมไม่ได้ทำจากนมด้วยซ้ำไป หลายคนยังไม่กล้ายืนยันว่า มันควรเรียกว่า อาหาร, พืชน้ำมันคาโนลาจีเอ็มโอของบริษัทมอนซานโตและบริษัทเอเวนติส กระจายปนเปื้อนไปยังฟาร์มคาโนลาของเกษตรกรอินทรีย์ที่เมืองสเก็จเชวาน ประเทศแคนาดา ทั้งที่อยู่ในแปลงและในโรงเก็บ ปัจจุบันเกษตรกรอินทรีย์ที่เมืองสเก็จเชวานไม่สามารถทำเกษตรอินทรีย์ขายใครได้อีกต่อไป พวกเขาจึงต้องรวมตัวกันฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก 2 บริษัทนี้
Slow Food Movement
เมื่อ 18 ปีที่แล้ว คาร์โล เพตรินี นักข่าวชาวอิตาเลียน ผู้ก่อตั้ง Slow Food Movement ขึ้นมาเพื่อปกป้องวัฒนธรรมอาหาร เขากล่าวว่า “เราถือกำเนิดจากสมาคมคนรักอาหารที่หลงใหลและใส่ใจในอาหารและไวน์ที่กำลังถูกทำลายเพราะวิถีชีวิตอันเร่งรีบ วิถีชีวิตและการผลิตอาหารที่กำลังทำให้รสชาติอาหารเหมือนกันไปหมด และทำลายวัฒนธรรม เรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ เกษตรกรร่ำรวยผลิตอาหารเพื่อคนในประเทศยากจน ส่วนคนจนผลิตอาหารเพื่อคนร่ำรวย ทั้งที่ยังมีหนทางที่ 3 คือ ความเป็นธรรม ราคายุติธรรมและคุณภาพ”
มูลนิธิสโลว์ฟู้ด เริ่มจากการเสาะหาอาหารท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยมที่กำลังจะสูญหาย ให้การสนับสนุนเพื่อรื้อฟื้นให้คืนกลับมาในนามโครงการ The Ark of Taste เปรียบเหมือนเรือของโนอาห์ที่พยายามรวบรวมสัตว์ทุกชนิดก่อนที่น้ำจะท่วมโลก พวกเขายังมีโครงการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการดำรงการผลิตทั้งอาหารที่มีคุณค่ากับวัฒนธรรม ในชุมชมท้องถิ่นอีกด้วยSlow Food หมายความถึงการเพาะปลูก การผลิต ที่เคารพธรรมชาติ เคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ฉะนั้น ทุก 2 ปี มูลนิธิสโลว์ฟู้ดจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน เพื่อให้คนในเมืองได้สัมผัสกับรสชาติอาหารที่แท้จริง ที่ไม่ได้ออกจากโรงงานอุตสาหกรรมแดกด่วน
แซค โกลด์สมิธ บรรณาธิการของดิ อิโคโลจิส เจ้าภาพจัดงานเทศกาลชิมอาหารสโลว์ ฟู้ดในมหานครลอนดอนเพื่อต้านพืชและอาหารจีเอ็มโอเมื่อต้นปี กล่าวว่า “ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รายได้ของแมคโคนัลด์ลดลง และอาหารอินทรีย์กำลังเป็นกระแสความต้องการหลักของผู้บริโภค เกลียดอาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะผลิตจำนวนมาก มีพลังอำนาจที่จะทำลายชีวิตทั้งคนและสิ่งแวดล้อม การผลิตเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารทำลายวิถีชีวิตของเกษตรกรทุกที่บนโลก”
“สโลว์ฟู้ดจะเป็นทางออกที่ช่วยกอบกู้โลก”
Terra Madre แผ่นดินแม่
การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเมือง ภาค และกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของอิตาลี ที่ออกทุนเชื้อเชิญชุมชนอาหาร มาจากทั่วโลก ชุมชนอาหารในที่นี้หมายถึงทั้งผู้ผลิต เกษตรกร ชาวประมง คนเลี้ยงสัตว์ ผู้ผลิตอาหาร ตลอดจนผู้บริโภค ซึ่งในที่นี้เรียกว่า ผู้ผลิตร่วม (co-producer) เพราะไม่ต้องการให้ผู้บริโภค บริโภคอย่างไม่คิดอะไรเท่านั้น แต่ควรต้องตระหนักถึงบทบาทของตัวเองในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากร และชีวิตชุมชนด้วย
“อย่างไรก็ตามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ กำลังถูกทำลายโดยการบงการและครอบงำของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรเพื่อคนส่วนน้อย เอารัดเอาเปรียบแรงงาน ทำลายสิ่งแวดล้อม การต่อสู้เพื่อปกป้องความหลากหลายจึงเป็นความสำคัญของเกษตรกรทั่วโลก สำหรับเราที่เป็นคนผลิตเพื่อแผ่นดินแม่ เพื่อสิทธิเสรีภาพและอธิปไตย เรามีสิทธิที่จะจัดการทรัพยากรของเราเอง และต่อต้านบรรษัทข้ามชาติที่ผลิตจีเอ็มโอและสารเคมีเป็นการผลิตที่ค้านกับธรรมชาติ”
“ชุมชนเดียวไม่สามารถต่อสู้ได้โดยลำพัง เพราะมันมีทั้งการล็อบบี้ กดดัน และทำลาย เราจึงต้องรวมตัวกันกระจายข้อมูลข่าวสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อรักษามรดกแผ่นดินไว้ ผู้บริโภคจะมีชีวิตที่ดีได้ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคตระหนักถึงการเป็นผู้ผลิตร่วมของตัวเอง เพื่อความพอใจ คุณภาพ สิทธิชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เราจึงจะฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ ขอให้เราใช้ความเป็นพี่น้อง เพื่อนำไปสู่อิสรภาพและความเท่าเทียม” คาร์โล เพรตินี ประธานมูลนิธิสโลว์ฟู้ด กล่าว
Terra Madre ให้ความสำคัญกับคนเล็กคนน้อยในจุดต่าง ๆ ของการผลิต และยังเรียกผู้บริโภคว่าผู้ร่วมผลิต เพราะการบริโภคมีนัยยะแห่งการทำลายล้าง ไม่สนใจโลก ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกวันนี้สิ่งที่ถูกเรียกว่าอาหาร มันไม่ใช่อาหาร แต่เป็นของเหลือจากสงครามสารเคมี มันเป็นสงครามต่อต้านเกษตรกรและต่อต้านโลก ทางเลือกที่เรากำลังสร้างอยู่นี้ เป็นพลังเพื่อนำไปสู่สันติสุข สันติภาพสำหรับทุกวัฒนธรรม ทุกวันนี้ คนมักจะกลัวความหลากหลาย แต่ถ้าคุณมาที่นี่ คุณจะรู้ว่า เราอยู่ร่วมกันได้แม้จะมีความแตกต่างกัน
มิเกล อัลทีอะรี นักวิชาการจากชิลี กล่าวว่า การรวมตัวของชุมชนอาหารครั้งนี้ ถือเป็นการท้าทายกระบวนทัศน์เกษตรกระแสหลัก ที่ชี้นำโดยประเทศร่ำรวยและเป็นรากฐานของความอดอยาก ไม่ใช่อาหารไม่พอ แต่เราใช้ปัจจัยภายนอกมากไป มีแต่ผู้ผลิตรายใหญ่เท่านั้นที่อยู่รอด เราต้องต่อต้านพืชตัดต่อพันธุกรรมที่อ้างว่าเพิ่มผลผลิต เพราะภัยร้ายแรงจากการปนเปื้อนนั้นรุนแรงกว่าที่คิด
และข้ออ้างที่ว่าการตลาดและเกษตรสมัยใหม่ช่วยเกษตรกรนั้นไม่เป็นความจริง แต่จะยิ่งทำให้เกษตรกรยากจนลง ฉะนั้นจึงต้องมีการเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภค หนทางที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารคือ ให้เกษตรกรมีที่ดินทำกิน ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่ทุ่มตลาด เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ มีเงินทุนให้เกษตรกรได้กู้ยืม ให้ลดการผูกขาด ให้มีการทำวิจัยสนับสนุน ต้องไม่มีจีเอ็มโอ และต้องไม่มีสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้แบบแผนเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากเกษตรรายย่อย ไปสู่การปฏิรูประบบเกษตรอย่างแท้จริง สู่ตลาดท้องถิ่น พัฒนาอุตสาหกรรม ไม่ใช่ระบบที่ใช้การเปิดเสรี แล้วมาสร้างผลกระทบต่อทุกส่วน เพราะในที่สุด ประเทศจะเป็นแค่ที่ดินราคาถูก แรงงานราคาถูก ถูกแย่งชิงทรัพยากรก็เท่านั้น
ชุมชนอาหารทั่วไทย
งานครั้งนี้ “ชุมชนอาหารทั่วไทย” มีตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรทางเลือกของไทย 5 กลุ่มเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ค้นหาความยั่งยืนของโลก โดยกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ ภาคเหนือ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 200 ครอบครัว เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากการปลูกเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรอินทรีย์ เน้นการปลูกพืชท้องถิ่น เหลือจึงขาย ขณะนี้มีการตั้งตลาดสีเขียวเพื่อเป็นการพบปะกับผู้บริโภคโดยตรงใจกลางเมืองเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ทุกวันนี้ แม้ไม่มีเงินเหลือเก็บมากมาย แต่ก็สามารถยืดอกได้ว่าไม่มีหนี้ชุมชนผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ จังหวัดสุรินทร์ เริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าวอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2535 มีสมาชิกกว่า 700 คน สามารถเชื่อมต่อกับองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัดให้มีนโยบายและงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรทางเลือก สามารถส่งออกสินค้าผ่านโครงการ Fair Trade จุดยืนของกลุ่มนี้ชัดเจน ไม่ขายข้าวให้บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ตอนนี้กำลังโดดลงมาแย่งชิงตลาดอินทรีย์ด้วย (แต่เป็นอินทรีย์?? แบบใช้สารเคมี 30%)
กลุ่มประมงขนาดเล็ก จังหวัดตรัง ชาวประมง 13 หมู่บ้านเริ่มตั้งวงพูดคุยกันถึงประสบการณ์และปัญหาที่เกิดจากเรือประมงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และจำนวนปลาที่ลดลงจากการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง ตั้งแต่ปี 2536 ทุกวันนี้พวกเขายังมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้มีต่อทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน
เครือข่ายเกษตรทางเลือก ภาคใต้ ชุมชนที่พยายามรักษาระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่เน้นความหลากหลายของต้นไม้ คงพันธุ์พืชผลไม้ท้องถิ่นให้รอดพ้นจากการรุกรานของสวนยางพารา และพวกเขายังพิสูจน์คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน
ส่วน ชุมชนผู้อนุรักษ์พันธุกรรมข้าวพื้นบ้านอีสาน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 เพื่ออนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองที่สูญหายไปนับจากที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งการปลูกข้าวเพื่อการส่งออก ข้าวพันธุ์พื้นเมืองแต่ละพันธุ์มีลักษณะเฉพาะและเหมาะแก่การทำอาหารแต่ละชนิด ไม่ใช่ข้าวชนิดเดียวทำอาหารทุกชนิด
ยังไงก็ไม่เอาจีเอ็มโอ
เอ็นโซ คีโก ประธานภูมิภาคพีมอนเต ไขข้อข้องใจนี้ว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ เมืองตูริน อิตาลีเป็นศูนย์กลางความต่อสู้และเคลื่อนไหวทางการเมืองและวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอาหารปลอดภัยให้กับพลเมืองในภูมิภาค เพราะปีนี้จะเป็นปีที่การประกาศห้ามปลูกจีเอ็มโอของสหภาพยุโรปจะหมดอายุ ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องสิ่งแวดล้อม ภูมิภาคพีมอนเตซึ่งเป็นหน่วยปกครองของรัฐจึงสนับสนุนเกษตรกรประกาศให้ ภูมิภาคพีมอนเตเป็นภูมิภาคปลอดจีเอ็มโอ
“ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนพยายามหาหนทางที่จะปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและวิถีชีวิตชนบท พร้อมไปกับการสร้างทางเลือกให้คนรุ่นใหม่ การต่อสู้นี้อาจถูกตีความเหมือนขบวนการเกษตรกรล้าหลังคร่ำครึ แต่แท้ที่จริงแล้วมันเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ”ไม่เพียงแค่ภูมิภาคพีมอนเตที่ลุกขึ้นมาประกาศไม่เอาจีเอ็มโอ ภูมิภาคทัสคานีที่อยู่ใต้ลงไปก็ต่อสู้เข้มข้นไม่แพ้กันเพราะนับตั้งแต่ 2503 เป็นช่วงเร่งปฏิวัติอุตสาหกรรมของอิตาลี แต่ปรากฏว่าคนยากจนลง ตกงานมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ผลผลิตมากขึ้น ทำให้มีคนเริ่มคิดหนทางไปสู่ความยั่งยืน ที่ผูกพันกับฟาร์มขนาดเล็ก วัฒนธรรม ประเพณี และสิ่งแวดล้อม
ในที่สุด เมื่อปี 2543 ภูมิภาคทัสคานี ได้ออกกฎหมายฉบับแรกที่ปกป้องสิทธิเกษตรกรในเมล็ดพันธุ์ ส่วนกฎหมายฉบับที่ 2 เป็นการปกป้องสิทธิชุมชนในความหลากหลายทางพันธุ์พืช เพื่อป้องกันเกษตรกรจะถูกฟ้องจากการปนเปื้อนจีเอ็มโอ เพื่อให้ประชาชนสามารถปลูกได้ แลกเปลี่ยน และเก็บเพื่อขยายพันธุ์ต่อได้
ตัวแทนจากภูมิภาคทัสคานีเล่าให้ฟังว่า ทั้งคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี มีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและป่าไม้คนเดียวเท่านั้นที่ค้านจีเอ็มโออย่างจริงจัง ทั้ง ครม.ไม่มีใครเอาด้วย แต่ยังเก่งที่สามารถยันเอาไว้ได้ แต่อันที่จริง อิตาลีเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ประกาศห้ามจีเอ็มโอในอาหารเด็กมานานแล้ว ส่วนประเทศอื่น ๆ เป็นแต่เพียงการบังคับติดฉลากเท่านั้น
เกียอานี อเลมานโน รัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้ของอิตาลีแน่แค่ไหน คำอภิปรายเปิดและปิดงานของเขาน่าจะพอบอกอะไรได้ “เป็นครั้งแรกที่เกษตรกรทั่วโลกมาพบกันเช่นนี้ ไม่ใช่แค่นักการเมืองที่มาพูดเรื่องเกษตร เกษตรกรเป็นผู้เชื่อมโลกสมัยใหม่และโลกจารีตประเพณี จึงต้องเป็นผู้พิจารณาเองว่าเทคโนโลยีไหนที่ดีกับเรา เราเคารพการผลิต เคารพผู้บริโภค ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดในโลกนี้ที่จดสิทธิบัตรได้”
“เราต้องต่อต้านจีเอ็มโอ ตัวเลือกของเกษตรกรต้องมีเท่ากับที่ตัวเลือกของผู้บริโภคต้องคงอยู่ เราต้องไม่ถูกทุ่มโดยสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าที่ถูกทำให้เหมือนกันทั้งโลก เราต้องปกป้องสิทธิของคนและชุมชน เพื่อให้เขาปกป้องพันธุ์พื้นเมืองให้รอดพ้นจากมือโจรสลัดชีวภาพ ที่เอาไปจดสิทธิบัตรจนเราไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ต่อไปได้ ขณะที่เรารักษาก็มีกลุ่มคนที่จะเข้ามาทำลายและแย่งชิง เพื่อขายให้ตลาดโลก ฉะนั้นทุกคนต้องมีสิทธิภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเอง จงภูมิใจที่เป็นเกษตรกรเหมือนที่บรรพบุรุษเคยภาคภูมิใจ”
นักอุตสาหกรรมการเกษตรมักอ้างว่า การตัดต่อพันธุกรรมเป็นหนทางเดียวที่จะเลี้ยงคนทั้งโลกได้ แต่ในความเป็นจริงแม้จะไม่มีเงินลงทุนมหาศาลเท่า เกษตรอินทรีย์ก็ได้พิสูจน์ความสามารถของมัน ดังตัวอย่างในการศึกษาขององค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ การปลูกมันฝรั่งอินทรีย์ในโบลิเวียสามารถเพิ่มผลผลิตจาก จาก 4 เป็น 14 ตันต่อเอเคอร์ ในคิวบา เกษตรอินทรีย์สามารถเพิ่มผลผลิตเท่าตัว ในเอธิโอเปียซึ่งครั้งหนึ่งอดอยากและเกิดทุพภิกขภัย แต่เพราะเกษตรทางเลือก พวกเขาสามารถเพิ่มผลผลิตมันฝรั่งหวานจาก 6 เป็น 30 ตันต่อเอเคอร์ แต่การใช้ระบบเกษตรอุตสาหกรรมเข้าไปแทนที่ระบบเกษตรดั้งเดิมทำลายทุนทั้งทางสังคมและในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพ ทำลายอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่ยึดโยงกับที่ดิน และพรากมนุษย์ออกจากความสัมพันธ์ที่มีความหมายที่มีต่อธรรมชาติ และอาหารที่พวกเขากินบทสรุป “ขอชีวิตเราคืน”
ในระหว่างงาน คุณครูอเมริกันคนหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงความพยายามของเธอในการจะปรับพื้นที่ว่างในโรงเรียนมาทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนได้มีอาหารดี ๆ กินกัน ไม่เพียงแต่เด็กที่มองเธออย่างตัวประหลาด แม้แต่บรรดาครูที่เป็นเพื่อนร่วมงานก็ยังหาว่าเธอ…บ้า เพราะจากสารคดี Super Size me ของมอร์แกน สเปอร์ล็อค เขาพาไปชมอาหารกลางวันของเด็กในโรงเรียนมัธยมเอกชนของสหรัฐ ส่วนใหญ่จะให้บริษัทเอกชนรับเหมาเข้ามาจัดการเรื่องอาหารกลางวัน ซึ่งส่วนใหญ่ขายอาหารแดกด่วน เป็นอาหารกึ่งสำเร็จแช่แข็งขณะเดียวกันโรงเรียนมัธยมแอพเพิลตัน ในรัฐวิสคอนซิน ก่อนหน้านี้ เด็กนักเรียนที่นั่นมีปัญหาพฤติกรรมอย่างมาก โรงเรียนจึงหาทางแก้ แต่ไม่ใช่ด้วยการอบรม หรือลงโทษ แต่เป็นการแก้ด้วยการเปลี่ยนอาหาร โดยผู้บริหารโรงเรียนกำจัดตู้ขายขนมถุง ๆ และน้ำอัดลมออกไปทั้งหมด ขณะเดียวกันอาหารกลางวันของเด็กจะเป็นอาหารไขมันต่ำ และน้ำตาลต่ำ เป็นอาหารไม่ผ่านกระบวนการ ไม่เจือสารเคมี ไม่มีสารกันบูด เต็มไปด้วยธัญพืชและผักสด ไม่มีเนื้อวัว ไม่ทอด ใช้การอบ หรือเสิร์ฟสด ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ เปลี่ยนจากอาหารแดกด่วนมาเป็นอาหารสโลว์ฟู้ด เขาพบว่า เด็กนักเรียนมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และตั้งใจเรียนมากขึ้นอย่างสังเกตได้ ทั้ง ๆ ที่อาหารของโรงเรียนนี้ก็ราคาเท่ากับโรงเรียนอื่น ๆ
มอร์แกน สเปอร์ล็อคจึงตั้งคำถามว่า ทำไมโรงเรียนอื่นไม่ทำ คำตอบที่ได้คือ อุตสาหกรรมอาหารมีอิทธิพล และการขายอาหารในโรงเรียนเป็นเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะสูญเสีย...แล้วคุณล่ะ มื้อต่อไปกินอะไรกันดี...
ข้อมูลอ้างอิง
พระราชดำรัส สุนทรพจน์ การนำเสนอ เอกสารและข้อมูลในงานการประชุมของชุมชนอาหารทั่วโลก (Terra Madre) ณ เมืองตูริน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2547
ภาพยนตร์เรื่อง Super Size me โดย มอร์แกน สเปอร์ล็อค
นิตยสาร The Ecologist
ข้อมูลและประสบการณ์จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘มหกรรมเกษตรกรรมยั่งยืน’ 18-21 พฤศจิกายน 2547 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
http://www.localtalk2004.com/V2005/detail.php?file=1&code=c2_01082006_01
“เราต้องรู้จัก อภิเชษ กับสิ่งง่ายๆ” หรือต้องรู้จักละเมียดละไมกับชีวิต มีความสุขกับสิ่งง่ายๆให้ได้ ต้องหาช่องทางความสุขในหลายๆช่องทาง อย่างการกินช้าๆก็จะทำให้รู้รสชาติอาหารที่กิน แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขแล้ว การบริโภคที่ช้า ก็จะทำให้ไม่ต้องไปเร่งการผลิต ผู้ผลิตก็จะได้ลดการใช้สารเคมีน้อยลง ช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อม โลกก็ร้อนน้อยลง
ดิฉัน พยายามที่จะช้ากับชีวิตของตน อยู่ แต่ด้วยจังหวะของสิ่งรอบตัวที่เร่งรัด เร่งเร้า ทำให้ ลืมไป ที่จะช้า ที่จะเสพย์สุข โดยละเมียด ละไมกับชีวิต
บางทีกลายเป็นเลือกเสพย์ ทุกข์ ซะด้วยซ้ำ
ขอบคุณ ค่ะ อาจารย์

Kati
สวัสดีค่ะ..คุณ Kati
เมื่อวาน หยุดชีวิตให้ช้าลงด้วยการเล่นโยคะ แล้วเลยไปเดินชมดอกไม้ในสวน เก็บมาฝากกัลยาณมิตรค่ะ..ประเภทสีขาวสะอาดตา ..สบายใจ ...ฝากไว้ให้ 1 ชนิดนะคะ..