เมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา    อาจารย์อาชีวศึกษาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการอาชีวะแก้จน   ซึ่งเข้ามาเรียนรู้เรื่อง  การจัดการความรู้    ครั้งนี้  เป็นความพิเศษกว่าครั้งอื่น   เพราะว่าเราจัดให้มี  ช่วงวิทยากรภายนอกได้มาเล่าประสบการณ์ ในคืนวันที่ 19 ธันวาคม  นั่นก็คือ   คุณเดชา  ศิริภัทร   ผอ. มูลนิธิข้าวขวัญ   และคุณชลสรวง  พลเสน (ชมพู่)  คุณอำนวย (Knowledge Facilitator) ของโรงเรียนชาวนา  จังหวัดสุพรรณบุรี   มาเล่าที่มาที่ไปของโรงเรียนชาวนา  เล่าบทบาทคุณอำนวยในกระบวนการทำงานกับชาวนา   ในช่วงกลางคืนก่อนวันดูงานจริงเป็นการ ไกด์ทาง  แนวคิด  วิธีคิด  กระบวนทัศน์ที่ซ่อนอยู่ลึกๆในการะบวนการสร้างโรงเรียนชาวนา  

การดูงานของเราเริ่มตั้งแต่เช้าออกเดินทาง   โดยนัดหมายกับผู้นำทาง  คือ  คุณเหรียญ  ซึ่งเป็นคุณอำนวยในพื้นที่อำเภอเมือง   ได้ขับมอเตอร์ไซด์  นำเราเข้าไปในพื้นที่   ช่วงหนึ่งที่นำทางรถคณะดูงานแบบย้อนศร  เล่นเอาอาจารย์อาชีวะเสียวไปตามๆกัน

เริ่มด้วยการไปดูแปลงนาของสมาชิกนักเรียนชาวนา   ในนามีต้นข้าวที่อยู่ในระยะใกล้เก็บเกี่ยวได้แล้ว  ประมาณ 6 ไร่   ทราบว่าเป็นแปลงที่ปลูกโดยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว    ปลูกดำด้วยเทคนิค  "การดำต้นเดียว"   และดูแลโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆแม้แต่ปุ๋ยเคมี    แต่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเตรียมดิน   เน้นความสมบูรณ์ของธาตูอาหารในดินที่เกิดจากขั้นตอนการหมักฟาง  การย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ เหล่านี้เป็นต้น     สภาพต้นข้าวที่เราไปเห็นค่อนข้างสมบูรณ์ที่เดียว   เปรียบเทียบง่ายๆกับแปลงนาที่ติดกัน  ผลงานต่างกันมากครับ     จากการซักถามทราบว่าสมาชิกนักเรียนชาวนาจองเมล็ดข้าวจากแปลงนี้หมดแล้ว  เพื่อเอาไปทำพันธุ์ปลูกในฤดูกาลถัดไป

แล้วเราก็เดินทางต่อไปคุยกันที่บ้านอดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านนาโพธิ์ อ.เมือง  จ. สุพรรรณบุรี    ทีนี่แหละครับที่เป็นสถานที่ของโรงเรียนชาวนา    อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ   บางท่านอาจจะคิดว่าห้องเรียนก็อยู่ใต้ถุนบ้านลุงบุญมา     ถูกครับ  แต่ถูกไม่ทั้งหมด   ตรงนี้เขาเอาไว้มาคุยกัน  แต่เวลาปฏิบัติเขาจะลงไปในแปลงนา  แปลงปุ๋ย  เพราะฉนั้น  เวลาส่วนใหญ่ของเขาจะลงมือทำมากกว่า   ไม่ใช่มาคุยกันเฉยๆ  แล้วไม่กลับไปทำอะไรนะครับ

วันนี้เป็นวันนัดเจอกันเพื่อพูดคุยประจำสัปห์ดา คือ ทุกวันอังคาร  จะมารวมตัวกันที่ บ้านลุงบุญมา   วันนี้เดิมเขาเตรียมเรื่องการเตรียมและจัดหาวัตถุดิบในการทำปุ๋ย    แต่เขาจะคุยกันจริงๆในตอนบ่าย  หลังจากที่คณะดูงานกลับแล้ว    เพราะไม่คุ้นเคยที่จะคุยกันเพื่อให้คนอื่นนั่งดู  ชาวนาบอกว่ามันรู้สึกไม่ค่อยดี       ลุงบุญมาเล่าให้คณะของเราฟังว่า  เกิดโรงเรียนชาวนาขึ้นมาได้อย่างไร   มีวิธีคิดอย่างไร   จึงได้หันมาทำเกษตรกรรมแนวเศรษฐกิจพอเพียง   ลดยา  ลดปุ๋ยเคมี   ทำพันธุ์ข้าวขึ้นเอง    การทำให้ดินมีชีวิตก่อนการปลูกข้าว    เรื่องราวความประทับใจสุดๆ  ของนักเรียนชาวนาที่มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายรายงาน ต่อสมเด็จพระเทพฯ   เขาเล่าถึงเรื่องการถวายความรู้เชิงปฏิบัติเรื่องการคัดพันธุ์ข้าว    และได้เมล็ดข้าวที่พระองค์ทรงทดลองคัดมาไม่กี่เม็ด    นักเรียนชาวนารีบกลับมาเพาะในคืนนั้นวันเดียวกับที่ได้ถวายรายงาน    เพราะเชื่อในความเป็นศิริมงคล   ปรากฎว่า  มีเพียงข้าวเม็ดเดียวเท่านั้นที่งอกเป็นต้นขึ้นมา    เขาเฝ้าฟูมฟัก  เลี้ยงดูอย่างดี ขนาดกางมุ้งกันแมลง    รอให้ออกรวงเพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ  เป็นหลายๆต้นจนกว่าจะพอแจกจ่ายแก่เพื่อนสมาชิกโรงเรียนชาวนาทั้งหมด  มีการเรียกชื่อกัล่วงหน้าว่า  "ข้าวพันธุ์ประทุมฯทรงคัด"   ที่ได้เกินคาดครูอาชีวะได้ซักถามขอสูตรปุ๋ยชีวภาพ  เกินคาดครับ  มีสูตรใหม่พิเศษ  เช่น  สูตรแทนปุ๋ยยูเรีย   คือ  ใช้มะพร้าวขูด    น้ำมะพร้าว   หน่อและเง้าของกล้วยน้ำว้า  กากน้ำตาลหมัก  หมักทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน   จากนั้น  เอาไปเจือจางผสมน้ำสัดส่วน 1 ต่อ 20 ลิตร   พ่อบุญมาบอกว่าวันรุ่งขึ้นต้นไม้งามใบเขียวเลยละครับ

เมื่อกลับมายังโรงแรม 2000 บุรี    เรามาทำ AAR (After Action Review) กัน     การจัดการความรู้ของโรงเรียนชาวนาที่นี่เขาเป็นอย่างไรบ้าง        สิ่งที่ทุกคน  เห็นคล้ายกันมาก คือ เป้าหมาย หรือ  ธงของโรงเรียนชาวนา   ลดรายจ่าย ที่เกิดจากการพึ่งพาความรู้ภายนอก (เช่น  ยา  สารเคมี  ปุ๋ยเคมีฯลฯ) แต่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม  เปลี่ยนวิธีคิดใหม่  "พึ่งพิงความรู้ของชุมชนเอง"   โดยมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำต่อเนื่อง   สกัดความรู้เดิมที่ชาวนามีรวบรวมเป็นเรื่องเป็นราว   เรียนรู้เรื่องใหม่จากข้างนอกชุมชน   ผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความรู้ใหม่ของตัวเองเพิ่มขึ้นมา  เช่น  การพัฒนาพันธุ์ข้าว  ตัวอย่างเช่น  ลุงนคร  เห็นเม็ดข้าวที่ไหน  ไม่ว่าของชาติใด  ก็สามารถนำกลับเอามาพัฒนาพันธุ์ตามที่ตัวเองต้องการได้

จนอาจารย์อาชีวะบอกว่า    นักเรียนชาวนาสอนครูเกษตร (จากอาชีวะ) แบบต่อหน้าต่อตา  เห็นความสำคัญของการเรียนรู้โดยตัวชาวบ้านเอง   เห็นบทบาทสำคัญของคุณอำนวย (Knowledge Facilitator)  เห็นช่องทางที่จะเอาไปปรับใช้ในสถาบันอาชีวศึกษา     โรงเรียนชาวนา  ถือว่า  เป็นฐานการเรียนรู้ที่ดีระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว    โดยเฉพาะสำหรับ  คนที่สนใจนำการจัดการความรู้  และตั้งใจนำเอาไปทำจริง      ไม่นับคนที่อยากรู้ KM เพื่อเป็นอาหารสมองเฉยๆ