กระบวนการของการวิจัยคือ กระบวนการหาคำตอบหรือการหาความรู้ใหม่ ซึ่งจะต้องมีความน่าเชื่อถือ โดยอาศัยการระเบียบวิธีที่มีความน่าเชื่อถือ 

สำหรับความเชื่อพื้นฐานในการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแนวคิดปฏิฐานนิยม (Positivism) และกลุ่มแนวคิดปรากฏการณ์นิยม (Phonomenology) สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันคือ ในกลุ่มแรก เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเชื่อข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ เฉพาะสิ่งที่มนุษย์สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส ถือว่านี้คือสิ่งทีเป็นจริงและเป็นความรู้ที่ยอมรับได้

ส่วนแนวคิดของกลุ่มปรากฏการณ์นิยมจะเป็นไปในทางมนุษยศาสตร์ คือ เชื่อว่า ความรู้ทีมนุษย์ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้อื่นและจากสังคมนั้นอาจผิดพลาดได้ การรับรู้อาจเกิดจากการถูกบังคับหรือยัดเยียด มนุษย์ควรศึกษาโลกและสังคมด้วยตัวของตัวเอง และสร้างระบบความรู้ "ที่เป็นส่วนตัว" ขึ้นมา จากนั้นมนุษย์จะมีระบบคิด วิจารณญาณ โลกทัศน์ ค่านิยม อุดมการณ์เฉพาะของตน โดยการได้สัมผัสกับโลกโดยตรง พฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลจากวิธีการที่มนุษย์ให้ความหมายแก่โลกของเรา ด้วยความเชื่อเช่นนี้ นักปรากฏการณ์นิยมจะให้ความสำคัญสำหรับข้อมูลที่เป็ฯความรู้สึกนึกคิด และคุณค่าของมนุษย์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งต่างๆ รอบตัว นอกจากนั้นนักปรากฏการณ์นิยมจะใช้วิธีการสลัดความเชื่อหรือระบบคิดเดิมของผู้วิจัยออกให้หมดสิ้น เพื่อรับรู้ความเชื่อ ระบบคิดและความหมายที่เป็นของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ให้ข้อมูลและใช้ความรู้สึกนึกคิดนั้นอธิบายพฤติกรรมของเขา