ไม่อยากให้ใครโดนว่าว่าไม่มีสิ่งนี้...ด้วยการทำงานแบบที่เราทำอยู่นี้

วันนี้ได้ยินคำต่อว่า...ว่าพวกเราไม่มี service mind น่าเสียใจที่คำต่อว่านี้คงบั่นทอนกำลังใจใครๆไปหลายทีเดียว แม้ตัวเองจะไม่เดือดร้อนอะไร เพราะรู้ตัวเองดีว่าทุ่มเทให้กับงานบริการมากขนาดไหน คำต่อว่าที่ไม่สมเหตุสมผลจึงไม่ทำให้สะเทือนอยู่แล้ว  

เหตุเกิดเนื่องมาจากงานอยู่เวรวันเสาร์ที่ผ่านมาที่คุณศิริ เขียนเล่าไว้ว่ายุ่งสารพัดเรื่อง แล้วก็เผอิญมีการส่งสิ่งส่งตรวจทางท่อลม ไปลงห้องปฏิบัติการนอกเวลา ซึ่งอยู่ชั้น 2 ในขณะที่เราอยู่ชั้น 1 จึงไม่สามารถขึ้นไปตามเก็บเอาลงมาได้ เหตุแบบนี้นั้นเกิดเสมอ ครั้งไหนที่พวกเราไม่ยุ่งติดพันกับเรื่องอื่นๆ เราก็จะช่วยไปจัดการให้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้นั้น พวกเราได้แต่เสนอ แต่ไม่มีอำนาจอะไรเลยในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน

ต้องบอกว่าได้เห็นกรณีที่พวกเราชาวห้องแล็บทำงานที่นอกเหนือหน้าที่ ยอมเสียสละเวลา แรงงาน เพื่อคนไข้จะได้ไม่ต้องเจาะเลือดใหม่มากมายหลายครั้ง โดยไม่เคยไปป่าวประกาศบอกใครๆว่า เราทำอะไรลงไป และก็ไม่มีใครมารู้เห็นชื่นชมการกระทำเหล่านี้ นอกจากพวกเรากันเอง คนไข้หรือแพทย์เองก็คงไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ ได้เห็นการที่พวกเราทำงานเลยเวลากินข้าว ปวดท้องเข้าห้องน้ำกันจะแย่ก็พยายามทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้ออกผลได้เร็ว ไม่เสียเวลาไปกับการถอดถุงมือ ล้างมือ มาใส่ถุงมือใหม่ สิ่งเหล่านี้เกินกว่าคำว่า พวกเรามี service mind เสียอีก

แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุในทำนองนี้ ซึ่งไม่ใช่การบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นการที่ไม่สามารถทำสิ่งที่เกินหน้าที่ได้ พวกเราจะโดนต่อว่าด้วยถ้อยคำที่น่าเสียใจเสมอ จนเชื่อว่าคงมีใครๆหลายๆคนไม่อยากจะใจดีกับเรื่องอะไรๆอีกต่อไป เพื่อให้เป็นกฎไปเลยไม่โดนต่อว่าทีหลัง น่าเสียดายผลลัพธ์ดีๆที่เคยได้เกิดเสมอกับผู้ป่วย

เป็นบทเรียนสอนใจตัวเองนะคะว่า การตำหนิอะไร โดยไม่ได้คิดถึงสภาพการณ์จริงๆนั้น มีผลเสียมากกว่าการวิเคราะห์เหตุการณ์แล้วแนะแนวทางแก้ไขเป็นอย่างมาก เราจะพบเห็นเรื่องแบบนี้ได้มากมาย ซึ่งในที่สุดแล้ว หากคนที่มีอำนาจในการบริหารจัดการ ตัดสินใจ ใช้วิธีตำหนิคนทำงาน แทนการวิเคราะห์เหตุการณ์ร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไข เราก็จะได้ผลออกมาเป็นความขัดแย้ง เสียใจ เสียความรู้สึก และไม่เกิดผลดีอันใดเลย เขียนแล้วก็คิดถึงบันทึกโอ๊ย..ปวดเหลือเกินของอ.หมอธนพันธ์นะคะ เอามาฝากให้อ่านกันที ว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันไหมเนี่ย