เด็กไทยมีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะทางปัญญาหรือไอคิว กับวุฒิภาวะทางอารมณ์หรืออีคิว ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและมีผลต่อเนื่องจนถึง ม.3 ก็จะทำให้การศึกษาต่อเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยอัตโนมัติ

ห่วง รธน. 50 ทำการศึกษาพื้นฐาน “ลักลั่น” มึน ของใหม่เมินแก้คุณภาพคน [16 มิ.ย. 50 - 04:24]

ตามที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งระบุในมาตรา 48 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการเลือกรับการศึกษา ตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือระดับประถมศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น นอกจากสิทธิตามวรรคหนึ่งที่ได้รับการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือองค์กรเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ 

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญปี 2540 กับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีดีขึ้นเท่าไหร่ แต่กลับทำให้น่าเป็นห่วงขึ้น เพราะในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี เริ่มจากปฐมวัย หรือประถมศึกษา จะทำให้เกิดความลักลั่น จึงไม่ควรมีคำว่า “หรือ” แต่ควรกำหนดให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะเด็กไทยมีปัญหาเรื่องวุฒิภาวะทางปัญญาหรือไอคิว กับวุฒิภาวะทางอารมณ์หรืออีคิว ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัยและมีผลต่อเนื่องจนถึง ม.3 ก็จะทำให้การศึกษาต่อเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีโดยอัตโนมัติ ส่วนเรื่องการมีส่วนร่วมนั้น เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ ส.ส.ร.ตัดออก เพราะการมีส่วนร่วมและการระดมทรัพยากร ยังมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษา เพียงแต่ต้องเขียนกฎหมายให้รัดกุม ป้องกันปัญหาเด็กฝากและเก็บเงินแป๊ะเจี๊ยะ ไม่ใช่ปล่อยให้ตีความกันเองเหมือนปัจจุบัน 

“ที่น่าเสียดายมากที่สุดคือ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้ระบุถึงคุณภาพของคน ซึ่งเป็นจุดตายของประเทศ เพราะเรามีปัญหามากเรื่องคุณภาพของคนไทย จึงนำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีการปฏิรูปการศึกษา แต่เราก็ปฏิรูปแค่โครงสร้าง และกฎหมาย ยังไม่ได้ปฏิรูปเรื่องหลักสูตร การเรียนรู้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ได้ให้หลักประกันเรื่องคุณภาพของคนแต่อย่างใด ผมจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 อีกครั้ง ให้เหมาะสมกับปัญหาการศึกษาในปัจจุบัน” รศ.ดร.สมพงษ์กล่าว

ด้าน รศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การระบุเรื่องคนพิการ คนยากไร้ ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่ดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า เราจะได้กฎหมายลูกอื่นๆตามมา ซึ่งหลายเรื่องที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ยังไม่มีกฎหมายลูก เช่น เรื่องการศึกษาพิเศษ การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาเอกชน การอาชีวศึกษา สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวม 11 ฉบับ ซึ่งในระหว่างที่มีการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพิเศษ ควบคู่ไปด้วย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น แม้จะมีการกำหนดเรื่องใดๆก็ตามในรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีความหมาย หากเราไม่มีการผลักดันกฎหมายลูกออกมารองรับ.

อ้างอิง จากhttp://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=50745

ทุกคนจึงต้องมีส่วนรับผิดชอบ ในการวางแผน กำหนดทิศทางเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่จะเติบโตเป็นขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติแทนพวกเราในรุ่นต่อไป