เมื่อวันก่อนได้รับโทรศัพท์จาก Perth ด้วยความประหลาดใจ เป็นเสียงของอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก โทรมาเพื่อไถ่ถามเรื่องข้อมูลที่เราใช้ในการเขียน paper จากงานที่ทำใน PhD project ส่วนหนึ่งซึ่งได้รับการ accept เพื่อตีพิมพ์แล้ว แต่ต้องปรับแก้อีกเล็กน้อย ปกติเราจะติดต่อกันทาง email
ได้รับการไถ่ถามว่า ยูเรียนจบมาแล้วได้รับ promotion อะไรหรือเปล่า ก็บอกไปว่าเปล่า ยังทำงานเหมือนเดิม เขาก็ถามว่าจริงเหรอ ทำงานประจำธรรมดานี่น่ะเหรอ ได้ทำงานวิจัยไหม ก็บอกเขาไปว่า ยังไม่มีเวลา แต่ก็พยายามจะเอาความรู้ที่มีไปใช้ประโยชน์ช่วยคนอื่นอยู่ กับไปเป็นวิทยากรเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานแล็บ ท่าทางเขาก็ไม่เข้าใจว่า แล้วเราแฮปปี้ตรงไหน
จากคำถามของอาจารย์ท่านนี้ ก็ทำให้คิดถึงอาจารย์อีกท่าน ซึ่งเป็นคู่กันแต่ต่างบุคลิกกันมาก ท่านอาวุโสมากและกว่าจะเข็นให้ท่านใช้คอมพิวเตอร์ได้ ก็ใช้เวลาโขอยู่ ตอนแรกเราต้องติดต่อผ่านทางลูกสาวของท่าน แต่ช่วงหลังก็สามารถเขียน email คุยกันได้โดยตรงกับท่าน ท่านไม่เคยถามเลยว่าเราได้ตำแหน่งอะไร ไปถึงไหนแล้ว แต่ท่านจะคอยบอกว่า ยูต้องใช้สิ่งที่ยูมี สิ่งที่ยูทำที่โน่นให้เป็นประโยชน์กับคนอื่นเยอะๆนะ ยูต้องเขียน paper นะอย่าเก็บไว้เฉยๆ มีงานดีๆมากมายใน thesis ของยู ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับความคิดของเรามาก และรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่าน email จากท่านและภรรยา
แล้วก็ทำให้คิดถึงคำถามจากใครๆหลายๆคนที่พบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเรียนจบปริญญาเอกมาจากเมืองนอก แล้วทำไมไม่คิดขวนขวายหาทางก้าวหน้าให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ขี้เกียจตอบ ขี้เกียจอธิบายเหมือนกันนะคะ ได้แต่คิดในใจว่า การก้าวหน้าแบบที่ใครๆถามนั้นจะช่วยให้เราทำประโยชน์อะไรได้มากขึ้นไหม ประโยชน์จากการก้าวหน้าเปลี่ยนตำแหน่ง หรืออะไรก็ตามแต่ ล้วนแล้วแต่น่าจะเป็นไปเพื่อตัวเองทั้งสิ้นแน่นอน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายอะไรของเราเลย ตราบใดที่ยังสามารถทำประโยชน์ได้เท่าที่อยากทำ มีโอกาสได้ให้สิ่งที่ตัวเองได้รับมามากมายออกไป ก็เพียงพอและมีความสุขดีอยู่แล้วค่ะ การเป็นด๊อกเตอร์ก็เอาไว้ใช้ เวลาที่มีคนต้องการการยืนยันว่า เชิญคนที่ไม่ธรรมดาจนเกินไปนักมาทำอะไรๆ เพราะคงจะไม่ไปสรรหาตำแหน่งยศอะไรมาปะหน้าชื่ออีกแล้ว
เขียนบันทึกนี้ เพียงเพราะรู้สึกขี้เกียจอธิบายให้คนถามคำถาม ประเภท "จะได้อะไร" จากการทำอะไรๆ แม้จะรู้ว่าคนแบบนั้นก็คงไม่มาอ่านสิ่งที่เราเขียนอยู่แล้ว แต่ก็อยากเขียนเพื่อระบายความอึดอัดไปยังผู้ "ชอบให้" ทั้งหลายใน GotoKnow ที่เชื่อว่าจะเข้าใจตัวเราได้แน่นอนโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ
สวัสดีค่ะ คุณโอ๋-อโณ
......จากเพื่อนรักใน GotoKnow..........
สวัสดีค่ะคุณโอ๋ กับคุณติ๋ว
เฮ้อ ! ..ก็เลยต้องเลือกให้ค่ะ..เรามองคนละมุมไหมนี่
เรียนท่าน อาจารย์ โอ๋ อโณ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
แจ่มครับ
อ่านบันทึกนี้แล้ว "เข้าใจ" ความคิดที่เป็นระบบจากการเรียนปริญญาเอก และความดีของการ "ให้" จากพื้นฐานจิตใจของพี่สาวของผม ที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ในสิ่งแวดล้อมที่นำมาซึ่งความสุขของคนที่เราทำงานด้วย ไม่จำเป็นต้อง "ได้" เหมือนกับที่ดอกเตอร์ส่วนใหญ่ขวนขวายเกินไปครับ
รักและคิดถึงเสมอ
สวัสดีค่ะ
เหมือนกับที่เราเคยคุยกันใน บันทึกนี้ของคุณโอ๋
นับถือความเป็นคนมีหลักคิดของตัวเอง ไม่ว่อกแว่กเลย และเป็นตัวของตัวเองมาก เป็นตัวอย่างที่ดีมากของลูกๆค่ะ
ยิ่งมีลูกชาย ยิ่งจำเป็นมากในการเป็นแม่แบบให้ลูกๆ เพราะเขาจะซึมซับแนวคิดเกือบจะทุกอย่างไปจากพ่อแม่ค่ะ
ผมว่า...สิ่งที่ได้เราคือความภาคภูมิใจ และความสุขใจ ที่ใคร ๆ ก็ไม่เข้าใจและไม่สามารถรับรู้ได้นอกจากตัวเราเอง และผมไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องพยายามอธิบายให้ใครเข้าใจ...
เมื่อเรามีความสุขและความภาคภูมิใจกับสิ่งที่เราได้รับแล้ว การให้ก็เป็นการเพิ่มความสุขและความภาคภูมิใจให้กับตัวเราอีกทางหนึ่ง...
มีความสุขกับสิ่งที่ได้รับและเพิ่มความสุขกับสิ่งที่แบ่งปัน ขอบคุณครับ...
อ่านบันทึกนี้พี่โอ๋หลายรอบ
อยากตอบอะไรที่ตรงกับใจ แต่เขียนไปเหมือนไม่ลึก (ซึ้ง)
จึงสรุปอยู่ที่ว่า.....สิ่งที่อยากบอก.....เชื่อได้ว่าพี่โอ๋จะเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายให้มากความ...เช่นกัน
ยิ้ม...ยิ้ม...
ตามมาคิดถึงค่ะ
ขอบคุณค่ะ
จะจำไว้เป็นแบบอย่างค่ะ
^___^