ไหมไทยครองใจชาวโลก

เสน่ห์ไหมไทย ครองใจชาวโลก

โดยวิโรจน์  แก้วเรือง

ไหมไทย พิชิตใจชาวโลก

ไหมไทย กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสหรัฐอเมริกา ชาวญี่ปุ่นและชาวยุโรป ฯลฯ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตไหมและผลิตภัณฑ์ไหมที่มีคุณภาพดี ทำให้มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของโลก ในแต่ละปีสามารถส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะประเทศผู้ผลิตเส้นไหมรายใหญ่ที่สุดของโลกได้แก่ประเทศจีน ได้ลดการส่งออกเส้นไหมลง แต่ได้มุ่งผลิตเสื้อผ้าไหมสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกทดแทน อีกทั้งประเทศญี่ปุ่นอดีตผู้นำในด้านการผลิตรังไหมและเส้นไหมอีกแห่งของโลก มีนโยบายยกเลิกการผลิตอย่างสิ้นเชิงเพราะต้นทุนการผลิตสูง และประการสำคัญคือ ประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวนิยมใช้ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของไทยมากขึ้นด้วย

 

ไหมไทย หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรม

            กระบวนการผลิตผ้าไหม เริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การฟอกย้อมสีเส้นไหม และ การทอผ้าไหม เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นบ้านที่สืบสานกันมาจากบรรพบุรุษ บางกระแสกล่าวว่า เมื่อคนไทยอพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนได้นำไข่ไหมมาด้วย บางกระแสบอกว่า ชาวไทยได้สืบทอดอารธรรมการทำไหมมาจาก บรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ มิได้อพยพมาจากแผ่นดินจีนแต่อย่างใด มีการใช้ผ้าไหมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุราว 2,400 – 3,500 ปี มาแล้ว จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบว่า มีการใช้และค้าขาย ผ้าไหมกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 .. 2444 ได้ว่าจ้าง ดร. คาโมทาโร่ โทยาม่า ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น มาพัฒนาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม และการทอผ้าไหมของไทย ได้จัดตั้งกรมช่างไหม เมื่อ พ.. 2446 และโรงเรียนช่างไหม เมื่อ พ.. 2447  เพื่อให้การผลิตเส้นไหมและผ้าไหมของไทย มีปริมาณและคุณภาพสูงขึ้น ลดการนำเข้าเส้นไหมและสามารถส่งออกได้ในอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์) อธิบดีกรมช่างไหม และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อ พ.. 2452 และ พ.. 2453 ตามลำดับ การพัฒนาหม่อนไหมก็ซบเซาลงและสิ้นสุดลงเมื่อ เมื่อ พ.. 2456 แต่ราษฎรก็ยังคงมีการเลี้ยงไหม ทอผ้าไหม เป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง

 

 ไหมไทย จากศิลปะสู่ศิลปาชีพ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyText">            สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเห็นคุณค่าบนผืนผ้าไหมของไทย ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ยิ่งพระองค์ได้เสด็จฯ ตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคอีสาน ตั้งแต่ พ.. 2498  ทรงพอพระราชหฤทัยในความงามของผ้าไหมที่ราษฎรได้สวมใส่มารับเสด็จ พระองค์จึงทรงเลือกงานผ้าไหมเป็นอาชีพเสริมให้กับราษฎรด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านไว้มิให้สูญหายไปจากแผ่นดินไทย ในที่สุด ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษขึ้น เมื่อ พ.. 2519 จากเงินที่ข้าราชบริพารและผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าถวาย โดยพระองค์ทรงรับเป็นองค์ประธาน เพื่อจะได้ดำเนินการช่วยเหลือให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากงานฝีมือที่เขาคุ้นเคยด้วยการทอผ้าไหมไว้เป็นอาชีพเสริมและกลายเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนมากขึ้น และมีพระราชดำริว่าหากมีการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อผลิตเส้นไหมในประเทศได้มากขึ้นแล้ว จะเป็นการช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพ และลดค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อเส้นไหมจากต่างประเทศ ปัจจุบัน ศูนย์ศิลปาชีพ มีสาขาอยู่ทั่วไปทุกภาค รวมทั้งมีการจัดตั้ง กลุ่มทอผ้าไหม ทั้งไหมมัดหมี่ ไหมขิด ไหมแพรวา ไหมจก ฯลฯ โดยพระองค์ได้รวบรวมผู้มีฝีมือในการทอผ้าไหมแต่ละชนิดเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาสู่ผู้สนใจ อีกทั้งพระองค์ได้ทรงเป็นธุระในการเผยแพร่ผ้าไหมไทยให้ชาวต่างประเทศได้รู้จัก และทรงหาตลาด เพื่อการส่งออกตลอดมา เพื่อให้ไหมไทยเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของแผ่นดินสืบต่อไป</p> ไหมไทย กับชายชาวอเมริกันชื่อจิม ทอมป์สัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyText">            เมื่อกล่าวถึงการส่งออกไหมไทย คงไม่มีใครปฏิเสธที่จะคิดถึงชาวอเมริกัน นาม จิม ทอมป์สัน หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานทอผ้าอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ผันตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของเอกอัครราชทูตสหรัฐเอมริกา เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.. 2475 ได้มีโอกาสเดินทางไปภาคอีสานและประเทศลาวบ่อยครั้ง เกิดความเสน่หาความงดงามของผ้าไหมไทย และเล็งเห็นว่าน่าจะใช้ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าเพื่อการส่งออกได้ จึงจัดตั้งบริษัทจิมทอมป์สัน ไหมไทย  (Jim Thompson Thai Silk Company) ปัจจุบัน คือ บริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด (Thai Silk  Insdustries Company Limited) ได้พัฒนาและปรับปรุงผ้าไหมไทย ทั้งด้านสี และการทอให้ตรงตามรสนิยมของชาวอเมริกันและยุโรป เพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ กอปรกับผู้ออกแบบเครื่องแต่กายละครเวทีเรื่อง เดอะคิงแอนด์ไอ (The King and  I ) ที่นำแสดงโดย ยูล บลินเนอร์ และเป็นละครเวทีอมตะเรื่องหนึ่งของบรอดเวย์ ที่เปิดการแสดงติดต่อกันนาน นับ 10 ปี ได้ใช้ผ้าไหมไทย เป็นเครื่องแต่งกายของผู้แสดงทำให้ผ้าไหมไทยดังกระฉ่อนโลก ด้วยความแวววาว งามสะดุดตา ผ่านผู้แสดงสู่สายตาประชาชน ชาวอเมริกันและชาวโลก คู่แล้วคู่เล่าที่เข้าชมละครเรื่องนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรป มีการนำเข้าผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่า นายจิม ทอมป์สัน เป็นผู้หนึ่งที่ทำให้ไหมไทย กลายเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก แม้เขาจะสาบสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในดินแดนประเทศมาเลเซีย แต่มรดกที่เขาทิ้งไว้ให้ประเทศไทย คือ ชื่อเสียงของไหมไทยที่ใคร ๆ ก็รู้จักกันทั่วโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoBodyText">  </p><h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm">ไหมไทย กับพลังการส่งออก</h2><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            สินค้าไหมไทย ที่เราผลิตและส่งออก ได้แก่ รังไหม เส้นไหมดิบ ด้ายไหม เศษไหม ด้ายไหมจากเศษไหม ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม โดยในปี 2540 ส่งออกได้ 1,064.80 ล้านบาท ปี 2541 ส่งออก ได้ลดลงเล็กน้อยเหลือ 1,037.24  ล้านบาท ปี 2542  ส่งออกได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,172.99 ล้านบาท และปี 2543 ส่งออกได้มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1,474.13 ล้านบาท </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สัดส่วนของสินค้าไหมไทยที่ส่งออกในปี 2543  ได้แก่ ผ้าไหม ร้อยละ 42.6  ด้ายไหมจากเศษไหมร้อยละ 28.5 เสื้อผ้าสำเร็จรูปร้อยละ 13.4 เศษไหมร้อยละ 11.3 ผ้าคลุมไหล่ ร้อยละ 2.2 เนคไท หูกระต่าย ร้อยละ 1.3 ไหมดิบ ด้ายไหม และผ้าเช็คหน้ามีสัดส่วนส่งออกรวมกันเป็นมูลค่าร้อยละ 0.7  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตลาดส่งออกที่สำคัญตามสัดส่วนมูลค่าการส่งออกในปี 2543 ได้แก่ ญี่ปุ่นร้อยละ 33.0 สหรัฐอเมริการ้อยละ 30.8 สหภาพยุโรป ร้อยละ 16.1 เกาหลีใต้ร้อยละ 6.0 ที่เหลืออีกร้อยละ 14.1 เป็นตลาดอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ฮ่องกง จีน ไต้หวัน สวิสเซอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น </p>แม้มูลค่าการส่งออกไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของไทย จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ้าไหมทอมือ ที่มีความละเอียดอ่อน สวยงาม ประณีต มีลวดลาย สีสันสวยเด่นเป็นพิเศษ มี  ความแวววาวในตัวเอง แตกต่างจากผ้าไหมของประเทศอื่น มีคุณภาพระดับดี ได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคต่างประเทศ นอกจากตลาดดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีผู้บริโภคในตลาดอื่นๆ ที่เริ่มนิยมไหมไทยได้แก่ ประเทศในตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย แคนาดา จึงเป็นโอกาสดี ของผู้ผลิตและส่งออกของไทยที่จะขยายการส่งออกไหมไทยให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm">ไหมไทย ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นน้ำขึ้นน้ำลง</h2><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            ในอดีต อุตสาหกรรมไหม เปรียบได้ดังน้ำขึ้นน้ำลง ช่วงไหนเส้นไหมราคาสูง ก็จะส่งผลให้รังไหมมีราคาดี เกษตรกรก็จะทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้น ทั้งจำนวนเกษตรกรและปริมาณการผลิต ช่วงใดที่รังไหมมีราคาถูกจนไม่คุ้มทุนการผลิต เกษตรกรจำนวนมากต้องล้มเลิกกิจการของตนเอง ส่งผลถึงผู้ประกอบการสาวไหมที่ต้องจำยอมจำหน่ายเส้นไหมในราคาถูก และเมื่อเกษตรกรเลิกเลี้ยงไหมโรงงานสาวไหมก็ต้องปิดกิจการเพราะไม่มีรังไหมป้อนโรงงาน เหตุการณ์เหล่านี้ จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปมารอบแล้วรอบเล่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ กับประเทศผู้ผลิต ที่สำคัญได้แก่ จีน บราซิล อิตาลี อินเดีย และเวียตนาม นอกจากการแข่นขันด้านคุณภาพแล้วยังจะต้องแข่งขันกันด้านราคาอีกด้วย ยิ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญกับการเปิดตลาดการค้าเสรีในปี 2548 ตามข้อตกลงขององค์การค้าโลก(WTO) ยิ่งทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อการแข่งขันในตลาดโลกให้มากขึ้นเพื่อรักษาตลาดไหมไทยไว้ อันจะทำให้อุตสาหกรรมไหมดำรงอยู่ ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โรงงานสาวไหม โรงงานทอผ้าไหม และผู้ส่งออกผ้าไหม ก็จะยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การพัฒนาไหมไทย เพื่อการแข่งขันในโลกแห่งอนาคต คาดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโต เชิงคุณภาพ ที่ต้องเน้น ถึงการปรับปรุงการผลิตให้มีต้นทุนต่ำสุดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมและผ้าไหมให้มีความหลากหลายและความยืดหยุ่นได้มากขึ้นตามรสนิยมของผู้บริโภคที่กระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมไหมไทย สนองพระราชดำริและราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชนีนาถ ที่พระองค์ทรงต้องการให้ไหมไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชนบทไทยสืบต่อไปตราบนานเท่านาน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>  <h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm"></h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="center">บรรณานุกรม</h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="left">

   ประชาสัมพันธ์,กรม. 2544.ภาวะการส่งออกไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทย.                        

</h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="center">สำนักงานข่าว สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย. </h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="left">

1 หน้า.            

</h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="left">วิจัยหม่อนไหม, สถาบัน. 2535 . เอกสารวิชาการไหมไทย  </h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="left">

กรมวิชาการเกษตร                        

</h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="center">

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 163 หน้า.

</h3><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 0cm" align="left">สมโพธิ  อัครพันธุ์ . 2539 . การพัฒนาหม่อนไหมในประเทศไทย สถาบันวิจัยหม่อนไหม</h3><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 179 หน้า.</p>