วันที่ 14 มิถุนายน 2550
วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี 2 วันมานี้ผมค่อนข้างว่าง สามารถจัดการเขียน research proposal ของครูลีจนสำเร็จเรียบร้อย ด้วยความรู้สึกยังงงเล็กน้อย เท้าความย้อนหลังเล็กน้อยจะพบว่า ผมแทบจะไม่มีความรู้เรื่อง urogynaecology เลย มาที่นี่ได้รับมอบหมายให้ทำวิจัยเรื่องการวัดแรงดันในท่อปัสสาวะ (urethral pressure profiles) ก็เลยถูกอาการโง่จับกะโหลก งงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตั้งนาน สัปดาห์นี้จึงสามารถจัดการได้แล้วเสร็จ รู้สึกตัวเบาไปเยอะ เมื่อมีเวลาว่างจึงได้อ่านหนังสือของคุณ Linda Cardozo เจ้าแม่ Urogynae แห่ง King’s College เลยถือโอกาสเขียนบันทึกการอ่านร่วมกับแปลจนเสร็จสรรพ อ่านได้วันละบท แล้วส่งสำเนาไปให้ลูกศิษย์ แพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านได้อ่านเล่น เผลอๆอาจจะได้ใช้เป็นแนวทางในการเขียนหนังสือในอนาคต <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พูดถึงเรื่องหนังสือแล้วช้ำชอกใจเป็นยิ่งนัก ก่อนจะมาที่นี่ ผมได้เตรียมตัวเล็กน้อยเกี่ยวกับหนังสือ วิธีการผ่าตัด โดยการถ่ายเอกสารเฉพาะตอนจากหนังสือในห้องสมุดของม.อ.เผื่อว่าจะต้องใช้ที่นี่ การถ่ายเอกสารที่บ้านเรา เขาจะเข้าปกให้เรียบร้อย (ผมถ่าย 2 บท ก็ประมาณ 30-50 หน้า) ผมให้ถ่ายหน้าปกไว้ด้วย เพื่อความสวยงามแถมเคลือบมันให้อีกต่างหาก วันที่เอาไปอ่านที่โรงพยาบาล เพื่อน fellow มาเลเซียและฟิลิปปินส์ต่างก็ตื่นเต้นกันใหญ่โต ว่าทำไมผมจึงสามารถทำได้สวยงานขนาดนี้ เขาบอกว่าที่บ้านเขาก็ทำ แต่แพง และไม่ได้เข้าปกงามๆแบบนี้หรอก สุกี้บอกว่า Thailand can do everything เอ ผมควรจะภูมิใจไหมเนี่ย แถมบอกอีกว่า กลับบ้านครั้งหน้า ทำมาเผื่อด้วย (และก็จัดการทำให้แล้วเรียบร้อยสำหรับทุกคน) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ในช่วงแรกๆที่ทำงาน ครูลีบอกผมว่า ผมควรจะมีหนังสือ urogynaecology ดีๆไว้สักเล่ม เธอก็แนะนำว่าให้ซื้อของ Linda Cardozo เพราะเขาใช้กันกว้างขวาง ราคาไม่แพงเท่าไหร่ แค่ 700-800 เหรียญเอง ไอ้คำว่า “เอง” นี่ถึงกับทำผมแทบสำลักน้ำลาย เคยเห็นที่ Central World ขายนาคา 13000 บาทผมก็ไม่กล้าจับแล้ว เลยชอกช้ำใจยังไงล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้เสียที ทั้งฉบับจริงหรือสำเนาเลียนแบบเหมือนเปี๊ยบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้ได้มีโอกาสเก็บข้อมูลวิจัยของครูหาญต่อ พูดถึงตอนนี้ก็แสนจะรำคาญ ที่รำคาญก็เพราะว่า บันทึกของผู้ป่วยของที่นี่เป็นแฟ้มหนาปึ๊ก แถมเขียนด้วยลายมือที่อ่านยากทั้งนั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> แฟ้มผู้ป่วยหรือ OPD card ของที่นี่คล้ายกับที่รามาธิบดี กล่าวคือเป็นแฟ้มที่รวมทั้งประวัติผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยในไว้ด้วยกัน ข้อดีของบันทึกแบบนี้ก็คือ สามารถดูประวัติผู้ป่วยได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปยืมที่ห้องบัตรกรณีต้องการดูข้อมูลตอนนอนโรงพยาบาล แต่ข้อเสียก็คือ หากคนไหนนอนโรงพยาบาลสัก 2 ครั้ง รับรองว่าความหนาของแฟ้มจะสูงขึ้นอีกประมาณ 1 นิ้วครับ และบางครั้งก็ไม่ได้หาข้อมูลกันได้ง่ายๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ความน่ารำคาญด่านที่สองคือ การเขียนด้วยลายมือ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสมารถเรียกว่าเขียนได้หรือไม่ น่าจะเรียกว่าเขี่ยดีกว่า เขี่ยจริงๆครับ วันหลังจะแอบถ่ายรูปมาให้ดู ดังนั้น การอ่านหรือหาข้อมูลแต่ละครั้งของผมจึงใช้เวลานานมาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> มานึกเปรียบเทียบกับของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ที่พยายามบันทึกทุกอย่างไว้ในคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งต่อไปจะไม่มีการใช้กระดาษกันแล้วนั้น ก็มีข้อแตกต่างกับที่นี่มาก อย่างแรกคือ อ่านง่ายกว่า เพราะเป็นตัวพิมพ์ แต่ข้อเสียจากการพิมพ์ก็คือ บางครั้งหมอขี้เกียจเขียนประวัติ ก็ไปดึงแฟ้มเก่ามา copy แล้วก็ paste ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ตรวจ แต่มีบันทึกการตรวจของอาจารย์เรียบร้อยเสร็จสรรพ ข้อเสียของการใช้คอมพิวเตอร์อย่างเดียวก็คือ หากระบบพัง ก็พังกันทั้งหมด อีกอย่างหนึ่งคือ หากคนไข้คนไหนรักษากันมานาน เวลาจะดูประวัติย้อนหลัง ผมรับรองได้ว่า มันไม่น่าจะสะดวกเหมือนกับใช้มือเปิดดูหรอก ต้องคลิ๊กทีละหน้า น่ากลัวว่าจะมีหมอหลายคนหัวเสียไปซะก่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าระบบการดูแลคนไข้ที่นี่บนวอร์ดไม่เจ๋งเท่าที่บ้านผม กล่าวคือ เมื่อมีคนไข้ที่นัดมาผ่าตัดเข้ามาในวอร์ด เขาจะมี MO มารับผู้ป่วย แล้วเขียนบันทึกการรับผู้ป่วยให้เสร็จ แต่อนิจจา หาข้อมูลที่ละเอียดเหมือนนักศึกษาแพทย์ของเราเขียนไม่ได้เลย เช่นว่า นัดมาผ่าตัด VH PFR SSF (อย่าใส่ใจในความหมายนะครับ) เนื่องจากวินิจฉัยว่าเป็น G2 UVP, G2 cystocele แค่นี้เองครับในส่วนของอาการปัจจุบัน นอกนั้นก็เขียนอีกเล็กน้อยเรื่องการคลอดบุตร โรคประจำตัว แพ้ยา และผลเลือด นี่ถ้าเป็นบ้านเราคงโดยสวดยับครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เรื่องการแพ้ยานี่ ที่นี่เห็นเป็นเรื่องสำคัญมาก หากใครมีประวัติการแพ้ยาเมื่อไหร่ เขาจะติดสติ๊กเกอร์สีแดง DRUG ALLERGY ไว้ทุกหน้าของกระดาษผู้ป่วย ใบสั่งยา แบบว่าต้องเห็นว่าอย่างนั้นเถอะ แต่นั่นแหละ ในเมื่อคุณหมอทุกท่านขยันเขี่ยสั่งยา ผมว่าน่าจะพลาดมั่งล่ะ แต่ไม่แน่นะครับ เภสัชกรที่นี่อาจจะเก่งแต่กำเนิดก็ได้ คงไม่อ่านผิด
สวสดีค่ะ วันนี้วันไหว้ครูค่ะ... หนูก็เลยตั้งใจว่าจะ ... มาไหว้ แต่ดอกไม้และธูปเทียนคงส่งไปไม่ถึง (ที่จริงที่ได้ไปไหว้มาวันนี้ก็มีแต่ดอกไม้ ... ธูปและเทียนไม่มีเหมือนกัน )
งั้นวันนี้ก่อนนอนหนูจะตั้งจิตตั้งใจอธิษฐานขอให้อาจารย์
สุขภาพกายแข็งแรง ... จะได้อยู่เป็นร่มโพธ์ร่มไทรให้เด็กๆ อยู่เย็นเป็นอิ่มไปนานๆ
สุขภาพใจสดใส ... จะได้มีเรื่องฮาๆ มาเล่าเด็กๆ ฟังเช่นกัน
ปัญญาเบิกบาน จะได้เรียนจบไวๆ ..ตอนอยู่ก็ไม่ค่อยเห็นกันหรอกค่ะ แต่จากไปหนูก๊อ... คิดถึงงงงง
อืม
วันนี้เป็นวันไหว้ครู
น่าเสียดาย เป็นปีแรกที่ตั้งแต่เป็นอาจารย์มา ที่ไม่อยู่ให้ลูกศิษย์มาไหว้
วันนี้ของทุกปี (หมายถึงวันไหว้ครู) ต้องเสียตังค์มาลูกศิษย์รหัส 121 ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันทุกปี
ก็มีโอกาสรู้จักปี 1 ก็วันนี้แหละ
หลังๆนี้รู้สึกว่าจะแก่ลง จำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว มีลูกศิษย์รัก 2 คนมานั่งคุกเข่า แล้วไหว้ขอขมา ที่ทำตัวผิดพลาดไป เลยให้โอวาทไป 1 ยก (แก่แล้วจริงๆ จึงให้โอวาทได้)
ปีที่แล้วเช่นกัน ที่มีขนมและดอกไม้เต็มโต๊ะเลย บางทีก็หาแหล่งที่มาไม่ได้ ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีคนไม่รู้ (ว่าผมไม่อยู่) มาวางของอีกหรือไม่ ว่างๆช่วยไปดูแล้วส่งข่าวมาหน่อยนะครับ จะเป็นพระคุณ
สุขภาพผมแจ่มใสตลอดอยู่แล้วครับ ประเภทที่ว่า ถูกด่า ยังฮาได้เลยครับ เก่งจริงๆ
ขอบคุณครับที่มาไหว้ใน blog