เรียนรู้ต่อยอดการบริหารงานบุคคลเพื่อพันธกิจในการผลิตแพทย์เฉพาะทาง(ต่อ)

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงบุคคลที่เข้าฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางที่คณะแพทย์ มอ.แล้ว เรามารู้จักลักษณะ ภาระงาน หน้าที่ วิธีการต่าง ๆ ของการได้มาของแพทย์กลุ่มนี้ที่เป็นพันธกิจของของคณะฯ ข้อที่ 1 คือผลิตและพัฒนาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและคุณธรรมให้สอดคล้องต่อความต้องการของสังคม โดยเน้นการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันประชาชนดูแลสุขภาพแบบปฐมภูมิได้ดี แต่โรคต่าง ๆ ในโลกนี้ไม่หยุดนิ่ง การสำเร็จการศึกษาเป็นแพทยศาสตรบัณฑิต(เรียนต่อม.6 อีก 6 ปี)ไม่เพียงพอ ยังมีขั้นทุติยภูมิ ตติยภูมิ และต่อยอดต่าง ๆ เฉพาะโรคแบบซับซ้อน โรคที่แพทย์จะต้องศึกษาการเปลี่ยนและพัฒนาในร่างกายผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งต้องใช้ความรู้ความชำนาญและเชี่ยวชาญ ซึ่งกลุ่มปฏิบัติงานไปพร้อมการฝึกอบรม บางหลักสูตร 36 เดือน เช่น อายุรศาสตร์ทั่วไป(ผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 14 ปีขึ้นไป)  กุมารเวชศาสตร์(เด็ก) สูติ-นรีเวชวิทยา(คลอดบุตร) วิสัญญีวิทยา(ดมยา) ฯลฯ ส่วนบางหลักสูตรใช้เวลา 5 ปีเช่น ศัลยศาสตร์(ผ่าตัด) ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์(กระดูก) จักษุวิทยา(ตา) ฯลฯ จะศึกษาเพิ่มเติมได้ที่คู่มือนักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ของ "บล็อกพี่หนก" KMHR และขณะนี้กำลังรวบรวมเรียบเรียงทำเป็นคู่มือใหม่ ในชื่อเรื่องว่า "การบริหารงานบุคคลและการผลิตแพทย์เฉพาะทาง" เพราะคิดว่าในอนาคตผู้ที่เรียนระดับมัธยมศึกษาที่วางแผนจะเรียนแพทย์จะได้รู้ว่าเมื่อตนเรียนแพทย์แล้ว มิใช่จบแพทยศาสตรบัณฑิตแล้วเพียงพอแล้ว เวลาในการศึกษาใช้เวลายาวนานมาจะเปรียบเทียบการใช้เวลาในการศึกษาหถึงขั้น ตติยภูมิให้ผู้ปกครองหรือน้อง ๆ ลูก ๆ ให้รู้ดังนี้

เรียนอนุบาล 1-3       ใช้เวลา  3  ปี         อายุ    3  -   6  ปี

เรียนประถม 1 - 6               "    6  ปี            "      6  - 12  ปี

เรียนมัธยม 1 -   6              "    6  ปี            "    12  - 18  ปี

เรียนพบ.     1 -   6             "    6  ปี            "     18 -  23  ปี

ต่อแพทย์เฉพาะทาง(สมมติ)     5  ปี (จริงมีหลักสูตร 42  - 60 เดือน)

อายุ  23 - 28 ปี และหากจะต่อยอดอีก 2 ปี ก็ 30 ปีจบด้านตติยภูมิ    

จะเห็นว่าระดับมันสมองแต่งงานช้า การจะมีผู้สืบสกุลก็จะใกล้วัยกลางคนแล้ว เมื่อไรระบบการศึกษาของไทยจะใช้เวลาไม่นานอย่างต่างประเทศ ใครเป็นเทวดาระดับจัดระบบการศึกษาไทยช่วยจัดให้มันกระชับเสียที