รองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดัง (ในกรุงเทพฯ) แห่งหนึ่งได้เล่าให้ผมฟังว่า... ที่โรงเรียนได้มีการริเริ่มนำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้ในโรงเรียนบ้างแล้ว โดยจัดในลักษณะ“กลุ่มเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้” โดยแบ่งครูผู้สอนเป็นกลุ่มย่อยทั้งหมด 24 กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน แต่ละกลุ่มมีครูแกนกลาง และมีรองผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งสี่ท่านทำหน้าที่ส่งเสริมกำกับ ติดตาม คนละ 6 กลุ่ม
วิธีการดำเนินงาน ก็เริ่มด้วยการให้แต่ละกลุ่มสำรวจจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน แล้วร่วมกันกำหนดแนวทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน มีการรายงานผลการดำเนินงานเสนอรองผู้อำนวยการทุกเดือน แต่ปัญหาที่พบในทุกกลุ่มก็คือ“ครูไม่เข้าใจในกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และไม่สามารถดึงเอาความรู้ที่มีอยู่ออกมาแลกเปลี่ยนกันได้” ในแต่ละกลุ่มจึงยังไม่มีผลการดำเนินงานที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม
ในสุดท้ายท่านได้ทิ้งคำถามไว้ว่า… “จะมีแนวทางการแก้ปัญหานี้อย่างไร? …ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูทั้งโรงเรียนได้?” ผมฟังแล้วก็รู้สึก“หนักใจ” แทนท่านผู้บริหารโรงเรียน ยังไม่มี “คำตอบ”แบบ“เปรี้ยงปร้าง”ยังคงเคว้งคว้างอยู่ ไม่รู้จะแนะนำท่านว่าอย่างไรดี ….เลยเอามาลงไว้ตรงนี้ก่อน กันลืม ….เผื่อบางทีจะได้คำตอบดีๆ จากใน gotoknow นี้ก็ได้ ….ช่วยหน่อนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูอาจารย์ทั้งหลาย “ทำอย่างไรครูอาจารย์จึงจะยอมแชร์กัน และเห็นประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ?”
เรียน ท่านอาจารย์ ดร. ประพนธ์
ต้องเข้าหลักสูตร "ทำใจ" ครับ
ครูอาจารย์ "ตัวจริง" ท่าน "วิ่ง" เข้ามาเร็วจังครับ ท่านอาจารย์ JJ
ไม่ทราบว่าจะเข้าประเด็นหรือเปล่าครับ คงไม่ป็นไรนะครับ
เยี่ยมมากเลยครับอาจารย์ณรงค์ ...ผมนึกแล้วเชียวว่าคำถามแบบนี้ต้องให้ผู้ที่อยู่ในบริบทเดียวกัน ผู้ที่เข้าใจจริตของครูอาจารย์ จะตอบได้ตรงกว่า คำตอบที่มาจากคนที่ยืนอยู่ "ข้างนอก" อย่างผม
ขอบคุณมากครับ สำหรับคำตอบเริ่มต้นที่ดีมากๆ
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์
ท่านอาจารย์ประพนธ์ครับ
สวัสดีค่ะ
ดิฉันขอให้ความเห็นจากคนที่ไม่ได้เป็นครูว่า
ที่ไม่เกิด การแลกเปลียนเรียนรู้กัน เพราะ เขาไม่อยากรู้ ไม่มีความกระหายอยากได้ความรู้ คิดว่ารู้แค่ที่รู้ ก็พอแก่การทำงานแล้วค่ะ
ซึ่งสังคมที่ไม่มีความสงสัย อยากรู้ ตั้งแต่เรื่องเล็ก ไปเรื่องใหญ่ จะเป็นสังคมที่ค่อนข้างซึมๆค่ะ
คงต้องพยายามหาวิธีหรือเครื่องมือ มากระตุ้น ความอยากรู้เขาให้ได้ค่ะ
เรื่องนี้ พูดยาก ถ้าเขาไม่ได้ประโยชน์ เขาจะอยากเรียนรู้เพิ่มหรือคะ
เพราะบางคนชอบอยู่อย่างที่เคยอยู่ การทำอะไรเพิ่ม เป็นภาระแก่เขามากกว่า เขาจะได้ประโยชน์
ถ้ามี incentive อื่นๆ เช่น ถ้าผลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดี จะได้ปรับ.....อาจจะดีขึ้น
แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ถ้าป็นภาคธุระกิจ ใครไม่เรียนรู้เพิ่มก็อาจมีปัญหา
เห็นด้วยกับคุณ sasinanda ครับ
ครูมักใช้คำว่า สอน แล้วทำให้เกิดการฝังลึกลงไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้นึกเสมอว่าตนแน่ หรือ เก่งแล้ว เป็นน้ำเต้มแก้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนนะครับ
อาจเริ่มที่การปรับทัศนคติที่อยากเรียนรู้เร่วมกัน กิจกรรมที่ทำให้เปิดใจ จะช่วยได้มาก
การรู้หรือสืบภูมิหลังก็ช่วยได้มากครับ บางที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน โกรธ หรือมีภาวะที่ตกร่องอารมณ์เกลียดกันมาก่อน จะให้มาตั้งวง ลปรร. เลยอยากมากครับ - ถ้ากรณีนี้ ตั้งวงใคร วงมันก่อนน่าจะดีนะครับ
ขอเสนอความคิดเห็นว่า ควรจัดกิจกรรมเปิดใจผู้เข้าอบรมให้ได่ก่อนครับ
ยินดีด้วย ที่ KM และ โรงเรียนอัจฉริยะ จะได้เกิดขึ้นแล้ว
ว่าแต่ว่า พวกในวัง Happy moon เมื่อไร จะทำ Km กันใน กระทรวงกันสักที
เรียน ท่าน อาจารย์ ดร.ประพนธ์ ที่นับถือครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำ KM ไปใช้ในสถานศึกษาครับ ผมมีมุมมองใน 2 ระดับ ครับ คือระดับผู้บริหาร และ ระดับผู้ปฎิบัติ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้ง 2 ระดับครับ เริ่มที่ระดับผู้บริหาร ผู้บริหารต้องศรัทธาและเอาจริงครับ ไม่ใช่ทำตามสั่ง ทำตามหน้าที่ หรือทำตามแฟชั่น ถ้าผู้บริหารศรัทธาและเอาจริง อย่างจริงจังและจริงใจ ผมว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ ที่นี้เหลือที่ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารต้องทำให้ผู้ปฏิบัติตระหนักและเห็นความสำคัญครับ ไม่ใช่สั่งให้ทำด้วยอำนาจ แต่ต้องอำนวยให้ทำด้วยความสมัครใจเพราะเห็นประโยชน์ครับ ผมว่าถ้าผ่านขั้นตอนหนักๆ 2 ขั้นตอนนี่ไปได้ ผมว่าที่เหลือก็ไม่น่าหนักใจใช่ใหมครับ ค่อยๆทำไป ค่อยๆเรียนรู้ๆไป ลองผิดลองถูกสักระยะ ก็น่าจะพอขับเคลือนได้นะครับ
ขอบคุณอาจารย์วรภัทร์ คุณโอ๋ และ ผอ.วิชชา (small man) สำหรับคำแนะนำ ผมเอาสิ่งที่ครู รร.สตรีประเสริฐศิลป์เสนอมาเพิ่มเติมไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/beyondkm/102621