ความเป็นจริงที่ควรยอมรับคือ หากองค์ความรู้ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยยังมิอาจแม้แต่จะ “ตามทัน” ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้แล้ว มหาวิทยาลัยจะมี "ความเป็นเลิศ" ทางวิชาการได้อย่างไร
เกือบอาทิตย์แล้ว
ที่วิทยาเขตแห่งนี้
เต็มไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา 

หลังจากการเรียนการสอนภาคฤดูร้อนหรือที่เรียกกันจนคุ้นชินว่า Summer เสร็จสิ้นลง ดูเหมือนว่ามหาวิทยาลัยจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ ด้วยว่าบรรยากาศช่วงที่นิสิตนักศึกษาพากันกลับบ้านนั้นช่างเงียบเหงานัก... 

มาวันนี้...ลมหายใจนั้นหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยภาพเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ ... น้องปีหนึ่งที่ยังคงเอกลักษณ์ของ น้องใหม่ ด้วยชุดนักศึกษาที่แลดูเรียบร้อย ตรงกันข้ามกับเจ้าพวกรุ่นพี่ปีแก่ ๆ... จักรยานหลากสีที่แล่นสวนกันขวักไขว่ไปมา เสียงหัวเราะพูดคุยของวัยเยาว์ที่ทำให้โลกนี้สดใสเบิกบาน... 

ภาคการศึกษาใหม่นี้  เรามีสอนอยู่หลายวิชา ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก แม้ว่าชีวิตความเป็น ครู ของเราจะยาวนานนับกว่า ๒๐ ปี และแม้บางรายวิชาจะเป็นวิชาที่เราสอนมาทุกภาคการศึกษาหลายปีแล้ว แต่เราก็ยังรู้สึกเสมือนว่าต้อง เตรียมตัวเพื่อการสอนในทุกครั้ง  

นอกจากจะต้องค้นคว้าหาอ่านจากตำราเอกสาร ซึ่งเป็นแหล่งของความรู้ที่เป็น ความรู้ชัดแจ้ง หรือ “Explicit Knowledge” แล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอดใน "โลกแห่งการเรียนรู้" ของเราก็คือ การเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ...ไปรับรู้ ไปพูดคุย ไปสัมผัส... การได้ลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตผู้คนในสังคมที่หลากหลายนี้เอง ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่าความรู้ฝังลึก หรือ “Tacit Knowledge” เป็นความรู้ที่ไม่มีในตำราเล่มใด แต่ถูกบรรจุไว้เต็มเปี่ยมใน วิถี ของทุกชีวิตที่เราพานพบ

ชั่วโมงการเรียนการสอนของเราในภาคการศึกษาใหม่นี้ เริ่มต้นขึ้ันครั้งแรก ในช่วงบ่ายของวันวาน...วันพุธที่ ๖ มิถุนายน... เรามีสอนวิชาของปริญญาตรีที่ห้องบรรยาย ๓๐๓ ศูนย์เรียนรวม ๒... ระหว่างเส้นทางเดินไปยังศูนย์เรียนรวมนั้น เราพบภาพที่ทำให้เราตื้นตันและประทับใจ...เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ได้เห็น นั่นคือ ภาพของนิสิตปีหนึ่งที่หยุดยืนและยกมือไหว้ทำความเคารพอาจารย์ยามเดินผ่าน... แม้เราจะไม่เคยสอนหรือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา...เรารู้สึก ชื่นชมลูกศิษย์อยู่ในใจ ความมีสัมมาคารวะเป็น คุณสมบัติ ที่พึงมีประการหนึ่งของผู้ที่จะเป็น บัณฑิต หรือมิใช่ 

และเมื่อขึ้นไปยืนอยู่บน State หน้าห้องเพื่อเริ่มการบรรยาย เราก็ได้สัมผัสความรู้สึกแห่งความ ตื้นตัน นั้นอีกครั้ง ด้วยเสียงของนิสิตชายที่นั่งอยู่แถวหน้าดังขึ้นว่า นิสิิต...พร้อม ตามด้วยเสียงประสานของนิสิตที่นั่งเต็มห้องสองร้อยกว่าคนว่า สวัสดีครับ (ค่ะ) อาจารย์  

เราห่างเหินการเรียนการสอนมานานนับสองเดือน นับจากปิดภาคเรียนเทอมปลายเมื่อกลางเดือนมีนาคม จนทำให้ธรรมเนียมปฏิบัติในห้องเรียนของพวกเราครั้งนี้กลายเป็น ความสุขครั้งใหม่ ในวันเปิดเรียน การได้เห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงทักทายจากลูกศิษย์แม้เพียงถ้อยคำสั้น ๆ ก็ทำให้ พลัง ของเรากลับคืนมา และยามเมื่อเราเลิกสอน เสียงใส ๆ ที่ดังประสานกันขึ้นอีกครั้งว่า ขอบคุณครับ (ค่ะ) ได้ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลเพื่อไปทำเวที “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่หนองคายในช่วงสามวันที่ผ่านมา...มลายหายไปสิ้น 

จากจำนวนมือที่ยกขึ้นยามเราตั้งคำถาม เราได้ข้อมูลเช่นเดียวกับทุกเทอม...ลูกศิษย์ของเรามาจากหลายภาควิชา มีทั้งที่เรียนปี ๒ ปี ๓ และปี ๔ รวมทั้งมีปีที่แก่กว่า ลูกศิษย์เกือบทั้งหมดเป็นเด็กต่างจังหวัด มาจากทุกภาคของเมืองไทย และกว่าครึ่งห้องเป็นลูกเกษตรกร ถึงแม้จะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เด็กเรียนดี ในนิยามความหมายของคนทั่วไป แต่เราคิดว่าลูกศิษย์ของเรามี ชุดความรู้ ที่เป็นประสบการณ์ตรงของความเป็น คนเกษตร ที่ตระหนักและลึกซึ้งต่อความเป็นจริงที่ยากลำบากของ วิถีชีวิต แห่งสังคมเกษตร ซึ่งสิ่งนี้เองจะเป็น แรงบันดาลใจ ที่สำคัญของพวกเขาเพื่อการก้าวเดินต่อในวันข้างหน้า... 

เรามั่นใจว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกศิษย์ได้ถูก เติมเต็ม ด้วย ชุดความรู้ใหม่ และ สำนึกที่ ถูกต้อง จากการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เขาเหล่านี้จะเป็น ส่วนหนึ่ง ที่ร่วมสร้างสังคมใหม่ จะเป็น พลัง ที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรที่อ่อนล้าให้กลับฟื้นคืนความเข้มแข็งขึ้นมาได้ และถึงแม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ด้วยเงื่อนไขและกลไกการเอาเปรียบเชิง โครงสร้าง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของสังคมที่มีต่อภาคการเกษตร หากแต่ การเปลี่ยนผ่าน ของสังคมย่อมดำรงอยู่และดำเนินไปเสมอ และย่อมต้องบรรลุ เป้าหมาย สักวันหนึ่งในอนาคต  

คำถามที่เรามีอยู่ในใจ ยังคงเป็น คำถามเดิม ๆ ที่มีอยู่ตลอดมาเสมอ...นั่นคือ ชุดความรู้ ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัย ณ วันนี้เป็นอย่างไร และ สำนึกของผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนั้นเล่าเป็นเช่นใด 

ท่ามกลาง วาทกรรม ความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นั้น สถาบันการศึกษาได้เป็น ที่พึ่ง ให้แก่สังคมมากน้อยเพียงใด 

ความเป็นจริงที่ควรยอมรับคือ หากองค์ความรู้ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยยังมิอาจแม้แต่จะ ตามทัน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้แล้ว มหาวิทยาลัยจะมี "ความเป็นเลิศ" ทางวิชาการได้อย่างไร 

และหากคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็น ต้นแบบ ของลูกศิษย์ทั้งหลายยังไม่สามารถสร้าง สำนึกรับใช้แผ่นดิน ให้เกิดขึ้นในตัวตนได้แล้ว มหาวิทยาลัยจะสามารถผลิต บัณฑิต ที่มี จิตสำนึกสาธารณะและทำงานโดยมีเป้าหมายที่ ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ร่วม ได้อย่างไร  

...คงจะมีสักวัน
   คงเป็นวันที่ยิ่งใหญ่
   แต่เป็นวันที่เธอเคยหวั่น
   วันที่คอยเธออยู่....ไม่ไกล