แต่ละกลุ่มมีวิธีหาโจทย์ และตอบโจทย์ที่ไม่เหมือนกัน ทำไมกลุ่มเราถูกเรียกว่า "น้า"

      เช้าวันที่สองของการเข้าร่วมกิจกรรม Project Based Learning อากาศยามเช้าริมคลองก่อนพระอาทิตย์มาเยือน เย็นสดชื่นดีมาก  สมาชิกหลายคนตื่นมาใส่บาตรพระทั้งทางบกทางน้ำที่หน้าบ้านพัก หลังจากเสร็จภารกิจหาอาหารใส่พุงกันจนเต็มอิ่ม พวกเราก็รวมพลเพื่อรับฟังคำชี้แจงถึงกิจกรรมที่ต้องทำในวันนี้

       กระบวนการที่จะต้องคิดโครงการออกมาให้ได้ จะเลือกโจทย์แบบไหน เอาแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยปรับวิธีการของการทำงานในบริษัทมาประยุกต์กับอัมพวา หรือจะนำสิ่งที่ได้จากอัมพวาไปคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับบริษัท  อาจารย์เองใช้คำพูดเตือนพวกเราบ่อยๆ ให้เน้นที่กระบวนการ ไม่ได้เน้นที่ผลลัพธ์ จากสิ่งที่ได้รับมอบหมาย บวกกับคำพูดของอาจารย์ นำพาให้พวกเราที่ได้ยิน ได้ฟังมาเหมือนๆ กัน ตีความและคิดแตกต่างกันไปหลายแง่มุม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       กลุ่มอื่นเป็นอย่างไรบ้างสุดคาดเดา เพราะหลังจากรับทราบว่าใครอยู่กับใคร ต่างคนก็เริ่มจับกลุ่มคุยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และร่วมกันคิดว่าจะทำเรื่องอะไรดี แรกเริ่มกลุ่มเรามีข้อมูลน้อยมาก หนังสือก็คว้ามาไม่ทันเด็กๆ โชคดีมีพี่คนหนึ่งต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้ จึงนำข้อมูลเกี่ยวกับอัมพวา และจากการพูดคุยกับบุคคลต่างๆ มาเล่าให้กลุ่มฟัง ซึ่งโจทย์แรกที่คิดบอกว่าจะทำเรื่องพัฒนาที่พักนักท่องเที่ยว แต่หลังจากคุยกันไปมา แล้วพี่เขาก็เสนอหัวข้อใหม่ คือ พัฒนาสังคมอัมพวาให้ยั่งยืน ดังนั้นตอนที่อยู่ในบ้านกลุ่มเราจึงกะว่าวันนี้จะออกไปคุยกับคนที่ทำการค้า  กับชาวบ้านละแวกคลองนี้ รวมถึงในตลาดบก เกี่ยวกับความเป็นมาของตลาดน้ำยามเย็นช่วงวันหยุด และทำไมเกิดมานานแล้วจึงซบเซาไปหลายสิบปี เพิ่งกลับมาบูมเมื่อสองถึงสามปีนี้เอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       แหละแล้ว กระบวนการตามล่าหาข้อมูลเพื่อมาสร้างโจทย์ที่แท้จริง ก็เริ่มขึ้นจากการพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ทที่เราพักก่อน จากนั้นก็ไปบ้านคั่วกาแฟ ร้านขนมเปี๊ยะโบราณแบบคนจีน แล้วก็ตามกลุ่มอื่นไปร้านกาแฟลุงสมาน แต่ละร้านมีประวัติทำธุรกิจยาวนานมามากกว่า 60 ปี ตกทอดมาจากรุ่นพ่อ ต้องซื้อกินด้วยเมื่อไปคุยกับเจ้าของร้าน แม้เขาจะกำลังยุ่งกับงาน เขาก็ยังยินดีที่จะตอบคำถามที่เราต้องการคำตอบ หลังชิมกาแฟเย็น ชาเย็นรสเลิศบวกด้วยกล้วยหอมเบรคแตกก็เดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางกะจะเข้าไปตลาดบกใกล้เทศบาล ปรากฏว่าเห็นคุณยายคนหนึ่งนั่งเกาะประตูลูกกรงดูหงอยๆ อายุน่าจะเยอะแล้ว มารู้ทีหลังว่าแปดสิบกว่า แรกๆ ดูคุณยายก็คุยแบบเหงาๆ พอเราจะเดินจากไปแกเกาะแขนเราไว้ พี่ผู้ชายสองคนในกลุ่มที่เดินไปก่อนหน้านั้นเลยต้องเดินย้อนกลับมานั่งคุยกันทั้งกลุ่ม  เราก็ซักถามความเป็นมาของบริเวณรอบบ้านที่คุณยายอยู่ว่าคึกคักมากน้อยแค่ไหน คุณยายชอบไหม พอคุยไปสักสิบนาที คุณยายเริ่มเปิดเผยความเป็นมา และบอกว่าเคยทำการค้าข้าวสมัยที่ตลาดน้ำยังคึกคักเมื่อหลายสิบปีก่อน จะมีคนออกมาค้าขายทางน้ำกัน เพราะเมื่อก่อนไม่มีถนน พอสามีตายก็เลิกกิจการ สามีแกเคยทำยาหอม ยาสมุนไพรป้ายปากขาย แล้วคุณยายเริ่มเปิดเผยว่ายายังมีอยู่ เราก็ขอดู แกลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง ผิดกับตอนนั่งหงอยอยู่ที่ประตู  ในที่สุดแกก็ได้เงินจากพวกเราไป 70 บาท เป็นค่ายาหอม 20 บาทจากพี่แบล็ค ค่ายาป้ายปาก 50 บาทจากเราเอง ยาก็น้อยกว่าแต่ทำไมแพงกว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน</p>

  คุณยาย

       เสร็จจากบ้านคุณยายก็เดินไปตามทางเข้าตลาด พี่คนนึงแวะกินไอศครีมมะพร้าว แล้วพวกเราก็เดินต่อจนไปเจอร้านขายอาหารสัตว์หน้าที่ทำการเทศบาลอัมพวา คุยไปเรื่อยๆ ซักถามความเป็นอยู่ สภาพการเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ได้ข้อมูลจากที่นี่มากมาย รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว รู้เพิ่มเติมมาอีกว่า ภาครัฐสนับสนุนการพัฒนาให้ความรู้แก่คนที่อยากมาเป็นไกด์พาเที่ยว รายนี้ไปเข้าอบรมมาเหมือนกัน เขาบอกเล่าข้อมูลมากมายจนเราได้ขึ้นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อกวนอู  เทพเจ้าที่ชาวอัมพวาให้ความเคารพนับถือมาช้านาน เมื่อเทศบาลตำบลย้ายมาตั้งที่นี่ ก็นำมาตั้งไว้ชั้นบนของที่ทำการเทศบาลด้วย จากที่นี่ก็คุยกับเจ้าหน้าที่หน้าห้องนายกเทศมนตรี เสียดายไม่ได้เจอตัวจริง จะได้คุยกันมากกว่านี้ เพราะจุดพลิกผันของอัมพวาก็เกิดจากท่านนี้นี่เองที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและอนุรักษ์บรรยากาศเก่าๆ ไปพร้อมกัน

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       ออกจากเทศบาลเที่ยงครึ่ง เดินหาอาหารกลางวันใส่ท้อง จะไปไหนดี ถามชาวบ้านร้านตลาด ร้านที่เขาแนะนำก็ไม่เปิดทำการ อ้อ! ที่นี่ร้านส่วนใหญ่เปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เรามาวันธรรมดาร้านค้าที่เปิดมีไม่มากนัก ได้ไปรับประทานผัดไทย หอยทอด หมี่กรอบ สี่คนสั่งมาสามอย่างแบ่งกันกินให้ครบทุกอย่าง อร่อยมาก ๆ จากที่นี่เองได้พบกับน้องไกด์ที่พาเที่ยวเมื่อวาน เขานั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งกับน้องๆ คณะเดียวกับเรา เขาหันมาถามว่าจะทำเรื่องอะไร เราก็บอกว่า ยังไม่รู้เลย เขาหันกลับไปคุยกับกลุ่มน้องๆ แล้วบอกว่า พวกน้าเขายังไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำเรื่องอะไร เท่านั้นแหละ กลายเป็นประเด็นให้คุย ให้กระเซ้าเย้าแหย่กันไปได้หลายวัน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       จากนั้นเราก็เดินไปต่อ กะว่าจะไปคุยกับชาวบ้านที่มารอรถที่ท่ารถเมล์ เพราะตอนนั้นบอกว่าคนที่เราคุยส่วนใหญ่มีแต่คนจีน อยากได้ชาวบ้าน ชาวสวนที่เป็นคนไทย พอไปถึงท่ารถ พี่คนหนึ่งในกลุ่มไปคุยกับคนขับมอเตอร์ไซค์ เลยได้ข้อมูลมาว่าเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความเจริญของอัมพวา หรือนักท่องเที่ยว เพราะลูกค้าของเขาคือ ชาวบ้านที่มาซื้อของในตลาด ส่วนเราเองไปนั่งคุยกับพี่สาวคนหนึ่งที่นั่งรอรถเมล์ รายนี้อัธยาศัยดี เราก็ถามว่าจะไปแม่กลอง วัดหลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นรถตรงนี้หรือเปล่า แล้วเราก็ชักชวนกันไปวัดที่แม่กลอง เพื่อไปดูให้เห็นว่าข้อมูลที่คนอัมพวาบอกว่า ความเจริญย้ายจากอัมพวาไปแม่กลองเพราะมีการตัดถนนเมื่อหลายสิบปีก่อน สภาพจะเป็นอย่างไร</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       จำไม่ได้แน่ชัดว่า เราตัดสินใจจะไปแม่กลองตอนไหนกันแน่ รู้แต่ว่าคุยไปเรื่อย คิดต่อไปเรื่อย ไม่มีแผนการที่แน่นอน เจออะไรก็ค่อยคิดต่อยอด share vision และทำ reflection กันไปตลอดทาง ในที่สุดความรู้สึกเป็นเด็กของพวกเรานำพาเราให้อยากทำแบบชาวบ้านลองนั่งรถเมล์ประจำทางเพื่อดูชาวบ้านที่อาศัยรถประจำทาง และอยากประหยัดเงินของกลุ่มด้วย พวกเราไปถึงวัดเพชรสมุทร นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม และไปทดลองยกช้างเสี่ยงทายกัน เป็นที่สนุกสนาน แม่นๆ ไหม ต่างคนต่างเก็บไว้ ไม่บอกว่าอธิษฐานอะไร</p>

        พอออกจากวัด พี่อาวุโสสุดของกลุ่มเกิด     ไอเดียอยากซื้อปลาทู เพราะพี่เขาเคยมางานเทศกาลกินปลาทู บอกว่าอร่อยมากๆ กระบวนการตามล่าหาปลาทูที่อร่อยที่สุดในแม่กลองก็เริ่มขึ้น แม้แดดจะร้อน เราจะเหนื่อยขนาดไหน ก็ไม่ได้หยุดพักกินน้ำกัน หรือแวะกินอะไรกันเลย ในที่สุดก็มีแม่ค้าในห้องแถวพาพวกเรามาส่งทางเข้าตลาดสดที่มีส่วนหนึ่งตั้งบนรางรถไฟเป็นระยะทางยาวหลายร้อยเมตร โชคดีอีกสิบนาทีรถไฟจะออกจากสถานีแม่กลอง แม่ค้าแถวนั้นช่วยส่งสารเหมือนรู้ว่าเราอยากเห็นว่ารถไฟจะแล่นผ่านกองสินค้าต่างๆ ไปได้อย่างไร พวกเรายืนรออยู่ไม่นานก็เห็นกระบวนการเก็บของให้รถไฟวิ่งไปได้ เขาทำกันชำนาญมากอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากรถไฟวิ่งผ่านไปแล้วของทุกอย่างรวมทั้งคนก็กลับมาอยู่บนรางรถไฟเหมือนเดิม หลายคนที่ไม่เคยเห็นรู้สึกตื่นเต้น แกมทึ่งเลยต้องถ่ายรูปมาให้ดูกัน ในที่สุดเราก็เจอร้านปลาทูร้านใหญ่ที่สุด ได้ปลาทูห้าเข่งร้อยกลับไปให้ที่พักช่วยทอดให้ กลับถึงที่พักดื่มน้ำ พักเหนื่อยแล้ว เรายังเดินต่อไปในคลองคุยกับลุงร้านยา  เจ้าของร้านนกมะพร้าว เดินไปดูศาลเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ แล้วก็เดินไปวัดพระยาญาติเพื่อมาข้ามสะพานอีกฝั่งให้เห็นบรรยากาศที่แตกต่าง               

     แม่กลอง

      ตอนกลางคืนมีการเล่าให้แต่ละกลุ่มฟัง ว่าใครไปไหน ไปยังไง  ได้ข้อมูลอะไรกันมาบ้าง แทบทุกกลุ่มต้องการเวลาย่อยข้อมูล เพราะยังตอบไม่ได้แน่ชัดว่าฉันจะทำโครงการอะไร ยังไงดี กลุ่มของเราเองก็บอกว่า ขอสรุปความคิดเห็นเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมาทำสไลด์นำเสนออีกที เพราะสายๆ จึงได้เวลานำเสนอ          

      แม้จะมีเวลาเพียงวันเดียว แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ประสบการณ์ที่ได้เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เจอ  เพราะในสภาพการณ์ที่ทำงานบริษัท ซ้ำเวลาไปเที่ยวไหนก็เป็นแบบโฉบๆ ไม่มีวันที่จะได้เรียนรู้อะไรลึกซึ้งอย่างนี้แน่ ความรู้สึกที่มียายอายุแปดสิบมาเกาะแขนยังฝังแน่นอยู่ในใจเราจะไม่มีวันลืม ภาพที่ได้นั่งรถเมล์ข้ามอำเภอราวกับเป็นชาวบ้าน การเดินในตลาดสดที่มีรถไฟวิ่งผ่าน ได้เห็นตัวตนของตัวเองอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่หงุดหงิดแม้จะเหนื่อยและร้อนเพราะมีแต่ความอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวผลักดัน  และได้เห็นความไม่ดีของตัวเองที่หงุดหงิดเวลาหาข้อสรุปที่แน่ชัดในกลุ่มไม่ได้      

      ให้สัญญากับตัวเองว่า ต่อไปนี้เวลาไปเที่ยวที่ไหน จะลองใช้วิธีการ กระบวนการเรียนรู้ เหมือนหาโจทย์ พร้อมคิดที่จะตอบโจทย์ด้วย เพื่อเป็นการสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวและได้ฝึกตัวเองให้คิดเก่งยิ่งขึ้น คงยังไม่สายเกินไปนะสำหรับคนที่ถูกเรียกว่าน้าซึ่งจะหมดแรงเที่ยวลงไปทุกวัน

 

</span>