ว่างเว้นการเขียนบันทึกที่ G2K นานหลายวัน
จะว่าไม่มีเรื่องราวบอกเล่า เป็นบันทึกก็ไม่เชิง เพียงคิดว่าหลายสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง
ได้พบเห็นมีไม่น้อยที่เป็นเรื่องหนัก จะเขียนอย่างไรให้เบาลงเพื่อผู้อ่านพอที่จะรับได้
ในช่วงนี้ถ้าเฝ้าติดตามดู รายการโทรทัศน์ เปิดอ่านใน blog ต่างๆ หากไม่เอ่ย
เรื่อง"ยุบ-ไม่ยุบ" ก็ดูไม่อินเทรนด์เอาเสียเลย ..ว่างั้นเถอะ
ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ก่อนที่ตุลาการรัฐธรรมนูญจะตัดสิน(ยุบ-ไม่ยุบ) ผู้บริหารบางพรรค
บางคนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนชัดเจน ว่าพร้อมน้อมรับและเคารพคำตัดสินของศาล
ซึ่งดูดี น่าชื่นชมไม่น้อยทีเดียว
แต่ครั้นศาลอ่านคำพิพากษาจบลง ฝ่ายที่ผิดหวังในคำตัดสิน เดินทางกลับไปที่ทำการ
พรรคที่ถูกยุบ จับไมค์ได้ก็ออกอาการกิริยาหลุดวาจาเหมือน"ของขึ้น"จนเสียบุคลิกภาพ
โดยลืมคำที่เคยสัมภาษณ์ก่อนนั้นเสียสนิท บางคนบอกว่าเหมือน"ถ่มน้ำลายแล้วกลับกลืนมาอีก"
เราท่านที่รักความถูกต้องเป็นธรรม เชื่อว่าคงจะมีความคิดเห็นไม่ต่างกันนัก
ส่วนตัวผู้เขียนมีความเห็นว่า คนเราจะดำรงรักษาความมีคุณภาพ มีคุณค่า น่าเคารพศรัทธา
ในตนได้ตลอดไป จักต้องผ่านการฝึกฝนอบรมตนในเรื่อง สติ-สัมปชัญญะ รู้จักทำใจให้สงบ
สุขุมเยือกเย็น รู้รักษา"สัจจะวาจา" และ รู้จักอดทน อดกลั้น เมื่อประสบเหตุการณ์ที่ตนไม่ได้
สมดังใจปรารถนา แม้นว่าจะเป็นเรื่องยากก็ตามที ถ้าทำไม่ได้ก็ยากจะหวังให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้
หากจะสรุปสั้นๆก็กล่าวได้ว่า "ความสงบเป็นทางนำมาซึ่งปัญญา"..ครับผม
.......................................................................................................................
ดูไม่ยากครับ ที่ว่ารักชาติ รักประชาธิปไตยนั้น ให้ดูย้อนหลังหน่อยว่าคนพูดได้เคยพูด และทำอะไรเอาไว้บ้าง .. ทั้งหมดที่ คิด พูด ทำ มีผลทำความเดือดร้อนแตนเอง และคนดีๆบ้างหรือไม่ .. แล้วก็สรุปกันได้ไม่ยากเย็นครับ .. ตื้น ตื้น ตื้น ! หมายถึงความคิดบางคน บนถนนการเมือง
ตอบน้อง
บอกรักชาติเหลือล้ำน้ำตาไหล
เสื้อประชาธิปไตยใส่บังหน้า
พฤติกรรมรู้เช่นเห็นกันมา
พล่อยวาจาพลิกผันชั่ววันคืน
ดังพูดว่า"ฝนตก ขี้หมูไหล"
คน"อะไร"รวมหัวตัวเหม็นหืน
มิจฉาทิฏฐิลุ่มหลงคงยันยืน
มิยอมตื่นเห็น"สัมมา"อย่าหวังเลย
เหมือนหนอนที่ยินดีที่ได้ดูดกินมูตร คูตร หลงในอาจม ปานฉะนั้นแล๛
นึกครึ้มเลยตอบเป็นกลอนเสียเลย..อิอิ
บางทีก็นึกปลง "อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด" ครับ
ผมเองรังเกียจนักการเมืองที่พูดกลับกลอกมากๆ แค่ยังไม่ทันข้ามคืนวัน ก็กลับคำจนหมดสิ้น อย่างที่ว่าไม่มี"หิริ-โอตตัปปะ"หลงเหลืออยู่เลย ..ไม่นึกอายบ้างหรือไรนะ
ข้อคิดอีกอย่างก็คือว่า คนเราถ้าลองมี"มิจฉาทิฐิ"ครอบงำแล้ว การพูดและการกระทำก็ผิดไปหมด นั่นแหละ
ในมรรคแปด เขาจึงวาง "สัมมาทิฐิ" ไว้เป็นข้อแรกนะครับ
การตีความว่าสิ่งใดดีชั่ว ชอบ-ไม่ชอบ
ล้วนแล้วแต่เป้นความรู้สึกที่มีไม่เท่ากัน
ในเหตุการณ์หนึ่งๆ
บางคนอาจจะมองว่าชั่วมาก บางคนเฉยๆ บางคนมองว่าเป็นวีรกรรม
เช่น แม่ขโมย-นมในห้าง-ให้ลูกกิน เหตุเพราะสิ้นไร้ไม้ตอก
มันเป็นทั้งวีรกรรม ทั้งโจรกรรม และเป็นเรื่องที่คนอีกพวกก็เฉยๆ
อะไรคือมาตรฐานของการตัดสิน
เราจะเอาคนพวกไหนมาตัดสินการกระทำนี้ดี
พวกหนึ่งก็บอกว่า แม่คนนี้ชั่วมาก
บางพวกก้บอกว่า แม่คนนี้ดีมาก
บางพวกก็เฉยๆกับแม่คนนี้
ด้วยเหตุนี้เราจึงมีกฏหมายขึ้นมา เพื่อเป็นมาตรฐานที่คนทั้งสามกลุ่มยอมรับ
3 กลุ่มนี้ เป็นตันหา .....ได้ยินแล้วก็คิด... คิดแล้วก็ปรุง ... ปรุงอารมณ์ให้ใจกิน...ใจก้รู้สึกดีชั่ว
ยิ่งปรุงมาก ยิ่งมี value มาก ... เช่นชั่วมาก หรือดีมาก หรือเฉยมากๆ
สิ่งเหล่านี้เป็นตันหาทั้งนั้น
แต่เรามักไปมองว่ากฏหมายคือที่สุดแห่งความถูกต้องชอบธรรม
ทั้งๆที่กฏหมายก็มีที่มาจากตันหา
กฏหมายเป็นตราชั่ง เป้นเครื่องตวงวัด สำหรับใช้ตัดสินตันหาของคน
ถ้าให้พันธมิตรเขียนกฏหมาย รับรองได้ว่าต้องมีการล้าางโคตรกัน
ในทำนองตรงกันข้าม มันก็ไม่แปลกที่ฝ่ายนปก. จะล้างโคตรพันธมิตร
และพวกที่ 3 ก็จะอยู่เฉยๆ เพราะกลัว หรือเพราะเบื่อ หรือเพราะอะไรก้ตามแต่ เขาก็เฉยๆ
ไม่อยากเปลืองตัวเปลืองใจ
การจะคิดว่ากฏหมายคือความถูกต้อง จึงไม่ถูก
มันขึ้นอยู่กับคนเขียน ว่าจะเขียนเพราะอะไร มีเจตนาอะไร
ข้อเท็จจริงในคดียุบพรรคนี้ ต่อให้เป็นจริง โกงจริง
แต่ก็ต้องดูว่าโทษการยุบพรรคนั้น สมควรแก่เหตุหรือไม่
มันเป้นตันหาของคนสองกลุ่มที่ปรงแต่งไม่เท่ากัน
พวกหนึ่งมองว่าแค่นี้ก้ชั่วสมกับโทษแล้ว
อีกพวกมองว่า แค่นี้มันไม่ควรจะลงโทษกันขนาดนี้
แต่ละพวกก้จะมีตันหาร่วมของพวกตน ของสังคมของตน
พวกธาตุเดียวกันก็มักจะคิดเห้นไปทางเดียวกัน
อย่างคดีอัลวา อิบบราฮิม
น่าแปลกว่าประเทศไทย ไม่มีกฏโทษการร่วมเพศระหว่างชายด้วยกัน
แต่่มาเลเซีย เขาลงโทษหนักมาก ... นี่คือ "ตันหาร่วม" ของคนในสังคมหนึ่งๆ
ตีราคาคุณค่าความชั่วไม่เท่ากัน
ธรรมะขั้นสูงสุด อันเป็นปรมัตถะข้อหนึ่งของพระพุทธเจ้า
หมายถึงว่า ธรรมะข้อนี้ จริงที่สุด จริงทุกสถานที่ จริงทุกเวลา จริงทุกเงื่อนไข
คือไตรลักษณ์ ...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ในข้อ...อนิจจัง ...มีสภาพธรรมคือ
"สรรพสิ่ง"ล้วนมีความ"เกิดเป็นปกติธรรมดา"
มัน"ตั้งอยู่"สักระยะ"เป็นธรรมดา"
และในที่สุดมันก้"ดับสลาย"ลง"เป้นธรรมดา"
ตันหา ก้เป็น sub set ของคำว่าสรรพสิ่ง
ตันหานั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เก่าไปใหม่มาไม่จบไม่สิ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไมกฏหมายถึงแก้ไม่จบ แก้ยังไงก็ไม่จบ ไม่ perfect สักที
ถ้ากฏหมายเป็นความถูกต้องจริง เป็นความชอบธรรมจริง
ก็ต้องจัดว่า มีศักดิ์เท่าพระธรรมคุณของพระพุทธเจ้า
เพราะเรากล่าวกันว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป้น"ความถูกต้อง" เป้น "ความชอบ(ด้วย)ธรรม"
ความถูกต้องด้วยธรรม ความชอบด้วยธรรม ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 6 ประการ คือ
1. สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม หมายถึง ต้องเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าพูด
หรือจะหมายถึงให้ชัดคือเป็นธรรมะในกำมือของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งจะพ้นทุกข์
เรืองนอกกำมือท่านไม่พูด ไม่สนับสนุน ไม่ใช่จุดยืนของพระพุทธเจ้า
คนอื่นถ้าพูดออกนอกกรอบกำมือพระพุทธเจ้าก็ไม่จัดว่าเป็นสะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
2. สันทิฏฐิโก หมายถึง เมื่อปฏิบัติดังนั้นแล้ว จะเห็นความจริงได้เอง
ไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อ ดังตรัสไว้ในกาลามสูตรว่า ห้ามเชื่อทุกกรณี
แต่ให้เอาสิ่งที่ได้ยินจากพระพุทธเจ้านั้น ลงมือปฏิบัติเอง แล้วจะพบความจริงเอง
เช่นเราเกิดความรู้จากการดูทีวีว่ามีหอไอเฟล แต่มันไม่เท่ากับคนที่ไปยืนที่นั่นมาแล้ว
รู้เหมือนกัน ไม่มีใครผิด แต่เอาเข้าจริง รู้ไม่เท่ากัน
การไปยืนที่นั่น ไปประจักษ์สัมผัสที่หอนั่นมาแล้ว จึงเรียกว่าเป้นสันทิฏฐิโก
รู้ได้ด้วยตนเอง
3. อะกาลิโก หมายถึง จริงตลอดเวลา เวลาไม่เกี่ยว สถานที่ไม่เกี่ยว
เช่น "สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป้นธรรมดา" นี้เป็นความจริงที่จริงตลอดเวลา
ไม่เกี่ยวว่าจะอยู่ในท้องฟ้า ในน้ำ ในบังคลาเทศ หรือในอวกาศ
คำกล่าวนี้จริงตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้
4. เอหิปัสสิโก หมายถึง ท้าให้พิสูจน์ ไม่ต้องอาศัยข่าวลือ ไม่ต้องอาศัยทักษินพูด ไม่ต้องอาศัยสนธิพูด
แต่พิสูจน์แจ้งประจักษ์แก่ใจได้ด้วยตนเอง เป็นอเหิปัสิโก รู้ได้ด้วยตน
5. โอปะนะยิโก หมายถึง เป็นสิ่งที่ควรนน้อมนำมาคิด มาปฏิบัติ เอามาเจริญ
ไม่ใช่ว่าไร้สาระแล้วเก้บเอามาคิด มาปฏิบัติ ออกไปประท้วงไปงัดกำลังกัน เพื่อว่าใครชนะก้จะได้ใช้อำนาจไป ไม่ต่างจากลิงกอลิลล่าที่ใช้กำลังเอาชนะกัน
ใรจะชนะก้ครองอำนาจคือเป็นจ่าฝูง อันนี้จัดว่าไม่ควรน้อมนำมาปฏิบัติ ไม่เป้นโอปะนะยิโก
6. ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ หมายถึง เป็นของที่ท่านผู้รู้จะพึงรู้ได้จำเพาะตน
เต่ามันอธิบายเรื่องท้องฟา้อากาศภูเขาไฟให้ปลาฟัง ปลาที่ฉลาดที่สุดก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้
เพราะมันไม่มีอยู่จริงในโลกของปลา ปลาไม่มีท้องฟ้า
"ความจริง" ในโลกของปลาคือสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง
แต่ถ้าปลาสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปบนบกได้ ปลาจะรู้อย่างที่เต่ารู้
ไม่คลาดเลคื่อนไปเลย
ดังนั้น เวลาคุณพูดว่า ความถูกต้อง ความชอบธรรม
ก้พึงสำรวจว่าสิง่ที่พูดน่ะ มันชอบด้วยธรรมจริงหรือเปล่า
มันเป็นความถูกต้องในบรรทัดฐานของตันหา หรือความถูกต้องในบรรทัดฐานของธรรม
มันชอบด้วยธรรมจริงๆหรือเปล่า
ขอให้เจริญในธรรมครับ