เมื่อกระแสการเกษตรรุนแรงดุจน้ำป่าไหลหลาก

สวัสดีครับ วันนี้ผมขอเอากระแสเรื่องการเกษตรที่กำลังมาแรงมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ เพราะว่าช่วงตั้งแต่ต้นปีมากระแสการเกษตรรุนแรงมาก โดยพืชที่เกษตรกรให้ความสนใจก็มีอยู่หลายอย่างเช่น

ชนิดที่ 1 ยางพารา เพราะว่าช่วงนี้ราคาดีมากและดีอย่างต่อเนื่องมาตั้งหลายปีแล้ว ใครมีสวนยางกำลังเปิดกรีดก็เฮเลยครับ ขนาดนายก อบต.บางแห่งที่รู้จักยังลงทุนกรีดเองเลย

ชนิดที่ 2 ปาล์มน้ำมัน ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาราคาแสนแพง ตอนเรียนอาจารย์ผมบอกว่าปาล์มน้ำมันที่มาเลเซียหากเกินกิโลกรัมละสองบาทชาวสวนก็เฮแล้ว ตอนนี้ที่ปีเทศไทยตั้ง 6 บาทไม่รู้ว่าคนมีสวนปาล์มจะเฮกันหรือเปล่า ยิ่งรัฐบาลส่งเสริมและราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงอย่างนี้ ใครมีสวนปาล์มก็สบายตัวไป

ชนิดที่ 3 ข้าว ตอนนี้ข้าวเจ้าตันละเกินหมื่น ชาวนาเริ่มยิ้มได้ แต่ไม่รู้ว่ายิ้มได้นานหรือเปล่าเพราะว่าปุ๋ยแพงมากๆๆๆๆ พวกที่ทำนาปีบางส่วนอาจจะโอดโอยบ้างเพราะว่าขายไปข้าวสดราคาตันละ 5,000 - 6.000 บาทไปนานแล้ว หากจะลดต้นทุนใช้ปุ๋ยพืชสดในนาข้าวก็ดีนะครับ เช่นปลูกโสนแอฟริกันในนาข้าว ช่วยลดการใช้ปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนได้มหาศาล

ชนิดที่ 4 กระถินเทพา ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเยอะมาก โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีที่ว่างเปล่า ไม่รู้จะปลูกอะไร ปลูกกระถินเทพาทิ้งไว้ 5-6 ปี ตัดขายได้ไร่ละหลายหมื่น

ชนิดที่ 5 ตะกู ไม้นี้กระแสแรงตั้งแต่นายกสมัครออกมาแนะนำในรายการพูดจาประสาสมัคร ใน Blog ของผมบันทึกเก่าๆก็ได้เขียนไว้ อันนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจนะครับว่าจะเจ๋งจริงตามที่เขากล่าวขวัญหรือเปล่า ส่วนราคาซื้อขายยังไม่รู้ว่าราคาสักเท่าไร

นอกจากนี้ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่อยู่ในกระแส แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก่อนที่พี่น้องเกษตรกรจะเชื่อควรทำการศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วนซะก่อน เพราะว่ามีพืชและสัตว์หลายต่อหลายชนิดที่สร้างกระแสขึ้นมาเพียงเพื่อต้องการขายพันธุ์ให้แก่เกษตรกรด้วยราคาที่สูง แต่ไม่มีระบบตลาดรองรับ หรือรองรับได้เพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

อีกประเด็นที่มีการพูดกันมากในเรื่องของการเกษตรคือเรื่องของนโยบายพืชอาหารกับพืชพลังงาน ว่าสัดส่วนควรเป็นเท่าไรถึงจะเหมาะสม ตามแนวความคิดของผม ผมคิดว่า

ในเรื่องของพืชอาหารควรทำการพัฒนาในเรื่องของศักยภาพการผลิตมากกว่าที่จะเพิ่มพื้นที่ปลูก เพราะปัจจุบันข้าวมีผลผลิตเฉลี่ยยังไม่ถึง 500 กิโลกรัมต่อไร่ ทำอย่างไรถึงจะทำให้อยู่ที่ 700 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป รวมถึงทำอย่างไรจะปลูกข้าวได้มากกว่า 1 ครั้งต่อปี ทำอย่างไรพื้นที่ชลประทานจะมีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด โดยสรุปแล้ว พืชอาหารนั้นทำอย่างไรถึงจะทำให้ผลผลิตเพิ่มได้

ส่วนในกรณีของพืชพลังงาน สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า น่าจะส่งเสริมให้มีการเพิ่มพื้นที่การปลูกเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศไปก่อน เพราะว่าเทคโนโลยีการผลิตของไทยยังไม่ก้าวหน้านักในพืชบางชนิดเช่น ปาล์มน้ำมัน ที่ยังขาดความรู้ในเรื่องของพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันพันธุ์ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก(พันธุ์ที่เกษตรกรเชื่อถือ) ส่วนในพืชบางชนิดเช่นอ้อยและมันสำปะหลังที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าแล้วควรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่ปลูกเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน กลับมาที่ปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมควรส่งเสริมให้มีการปลูกทดแทนผลไม้ที่มักมีปัญหาด้านราคา โดยควรลงทุนให้แก่เกษตรกรในขั้นต้นเช่นการสนับสนุนพันธุ์หรือค่าชดเชยในการเปลี่ยนอาชีพ เพราะน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาผลไม้แบบยั่งยืนมากกว่า ไม่ใช่เอาเงินมาแก้ไขปัญหาผลไม้กันรายปีเช่นปัจจุบัน เพราะว่าเกษตรกรที่จะปรับเปลี่ยนจากการปลูกผลไม้มาปลูกปาล์มน้ำมันนั้น ย่อมที่จะต้องมีการลงทุนที่สูงกว่าการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชไร่ รวมทั้งในช่วงที่ปาล์มน้ำมันยังไม่ให้ผลผลิตก็เป็นช่วงที่เกษตรกรประสบปัญหาเช่นกัน อันนี้ต้องดูนโยบายกันยาวๆว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรในเรื่องนี้ ในฐานะนักส่งเสริมในปัจจุบันสิ่งที่ให้แก่เกษตรกรได้นั่นก็คือข้อมูลการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่การตัดสินใจแทนเกษตรกร เพราะเราไม่มีระบบรับประกันความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร แม้ในระยะหลังเกษตรกรมักจะชอบเรียกร้องให้เราฟันธงก็ตาม