เป็นการจากจรของสุภาพบุรุษลูกๆหลานๆทุกคน ในฐานะหัวหอกรุ่นบุกเบิกที่ร่วมกันสร้างคำว่าชาวสตึก

 

 นปีที่จีนแผ่นดินใหญ่เกิดวิกฤติการเมืองการปกครอง ระหว่างจีนคณะชาติของท่านซุนหยัดเซ็น กับคณะปฏิวัติของท่านเมาเจ๋อตุง บ้านเมืองเดือดร้อนระส่ำระสาย ผู้คนอดอยากแร้นแค้นล้มตายจำนวนมาก ชายวัยฉกรรจ์ถูกเกณฑ์เข้าสนามสู้รบศพเกลื่อนแผ่นดิน ทำให้ลูกหลานจีนตระหนกภัยหลบออกไปนอกประเทศ ผู้ลี้ภัยกระจัดกระจายไปทั่วโลกคราวนั้น มีชื่อเรียกขานกันภายหลังว่า ชาวจีนโพ้นทะเล   

นักพเนจรจีนกลุ่มหนึ่งได้ระหกระเหินหอบสื่อผืนหมอนใบ มาบุกร้างถางพงในพื้นที่ป่าดงสตึก ซึ่งเป็นผืนป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ดินดำน้ำชุ่มมีปัจจัยธรรมชาติพร้อมมูล ครอบครัวชาวจีนเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในหมู่บ้านต่างๆ ต่อมากได้อพยพมารวมตัวกันก่อตั้งชุมชนเล็กๆที่เสราะสะตึง   

สังคมชาวจีนผลัดถิ่นในยุคก่อร่างสร้างตัวที่ว่านี้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำการเกษตร ทุกคนต่างเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมของผืนแผ่นดินใหม่ นักบุกเบิกหัวเห็ดได้ช่วยกันพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างเต็มสติปัญญา ช่วงแดดร่มลมตกกลับจากทำไร่ทำสวน หลังอาหารเย็นจะผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อย ด้วยการตั้งวงสีซอจิบน้ำชาปรึกษาหารือกัน มุมน้ำชานี่เองได้สร้างสังคมสมานฉันท์ ทุกครอบครัวเป็นเครือญาติที่รักใคร่กลมเกลียวกันโดยธรรมชาติ ใครมีปัญหาภายในอะไรจะคุยกันไม่กี่คำก็ยิ้มร่า ตบบ่ากัน2-3เปะก็จบกรณีพิพาทได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการของราชการ นับเป็นวัฒนธรรมชุมชนชาวสตึก ที่ผู้นำท้องถิ่นควรสืบทอดเจตนารมณ์นี้ไว้  

วิถีการเกษตรในช่วงป่าแตกนั้นปลูกอะไรก็เจริญงอกงาม นักการเกษตรชาวสตึกได้แสดงฝีมือลือเลื่อง จนมีชื่อปรากฏอยู่ในใบหั่งเซ๊งของบริษัทส่งออกสินค้า เช่น คำว่า นุ่นสตึก งาสตึก ถั่วลิงสงสตึก ปอสตึก ใบหั่งเซ๊งที่ว่านี้จะพิมพ์ราคาขึ้นลงสินค้าการเกษตร แจ้งไปยังสมาชิกทั่วประเทศเดือนละครั้ง   

ในชั้นแรกที่ลงมือเพาะปลูก อาก๋งบุญเทียมได้ปลูกข้าวไร่ ปลูกเดือย ถั่วลิสง งา ปอ ต่อมาชาวสตึกได้ชวนกันปลูกนุ่นกันขนานใหญ่ คาดว่าป่านุ่นในอำเภอสตึกยุคนั้นมีไม่น้อยกว่า10,000ไร่ ต่อเมื่อนุ่นให้ผลผลิตน้อยลง ดินเสื่อมสภาพ จึงพากันหันมาปลูกมันสำปะหลัง อ้อย เป็นหลัก ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกเริ่มเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อไม้ยูคาลิปตัส และยางพารา เข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ที่กำลังขยายพื้นที่มากขึ้น   

ชีวิตในช่วงปลายวัยเกษียนภารกิจ อาก๋งบุญเทียม ปรัชญพฤทธิ์ ได้เปลี่ยนจากชาวไร่ในป่าไปเป็นคนกรุงในเมืองหลวงเป็นเวลา13ปี (2537-2550) ตามปณิธานที่ตั้งไว้ว่า..แก่ตัวเมื่อไหร่จะขอไปอยู่อาศัยกับลูกสาว..ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์ อาก๋งได้รับการดูแลในช่วงบั่นปลายชีวิตอย่างดียิ่งจาก คุณพสิษฐ์ และคุณภัทรนิษฐ์ เบญจมาภา บุตรเขยและบุตรสาว ต่างภูมิใจที่ได้รับการจากบุพการี ได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างดีพิเศษอย่างอยากที่จะเล่าได้หมดจด สรุปว่าอาก๋งบุญเทียม ได้ใช้ชีวิตในช่วงปลายอย่างปกติสุข เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ในโลกใบนี้  

นักสู้ภูธรโพ้นทะเลรุ่นเกําส์ ทยอยกันกลับบ้านเก่าที่ละรายสองราย รวมทั้งร่างสังขารที่นอนสงบนิ่งอยู่ต่อหน้าเรา ณที่นี้ เป็นบัตรคิวของอาก๋งบุญเทียม ปรัชญพฤทธิ์ ชาตะ 27 กันยายน 2457 มรณะ 31 พฤษภาคม 2550 รวมสิริอายุ 93 ปี เป็นการจากจรของสุภาพบุรุษลูกๆหลานๆทุกคน ในฐานะหัวหอกรุ่นบุกเบิกที่ร่วมกันสร้างคำว่าชาวสตึก ก่อนหน้านี้คนตระกูลแซ่คู ได้ไปปักหลักอยู่ที่บ้านชุมแสง หรือตำบลชุมแสง ต่อมาเมื่อจับจองพื้นที่เพาะปลูกที่โคกดินแดงบ้านปากช่องได้แล้ว จึงอพยพครอบครัวมาอยู่ในตัวอำเภอสตึก แต่ตัวมาอากงบุญเทียมอาม่าสมบูรณ์ได้ปลูกกระต๊อบปักหลักทำไร่อย่างทรหดที่บ้านปากช่อง นานๆครั้งจะขี่ม้าเข้ามาดูแลลูกๆในตัวอำเภอ   

บ่ายวันที่ 6 มิถุนายน 14.00. ลูกหลานและเครือญาติจะได้จัดพิธีประชุมเพลิงที่วัดประชาบูรณะ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ในวาระที่ผู้ล่วงลับจากเราไปเดินทางไกล บัดนี้ได้เวลาปล่อยวางทุกอย่างแล้ว เบาตัวเบาใจ ไร้กังวลใดๆแล้ว

·        จงหลับสบายเถิด อาก๋งของหลาน

·        จงสงบสุขเถิด อาเตี๋ยของวงศาคณาญาติ

·        จงไปพบกับแม่สมบูรณ์เถิด เตี่ยที่แสนอาลัยรักของลูกๆ  

เรามักคิดว่า ความตาย เป็นเรื่องโหดร้าย เพราะต้องพรากจากกันไปไม่มีวันจะพบหน้ากันอีก เราอาจผวากับความตาย เพราะเป็นการจากกันนิรันดร จากไปอย่างไม่มีโอกาสจะพูดคุยกันได้อีกต่อไป แต่คิดอีกในมุมหนึ่ง คิดในมุมความจริง เมื่อเวลาธาตุขันธ์ขาดความสมดุล คือ ธาตุ4 ขันธ์5 ทำงานร่วมกันไม่ได้แล้ว ทุกข์ของชีวิตจะประดังเข้ามา แม้แต่เจ้าของธาตุเองก็ปลงตกต้องการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีกว่าในระบบของธรรมชาติ เราเรียกสิ่งนี้ว่า ตาย  

ก็ความตายนี้แลเป็นยารักษาโรคชนิดวิเศษที่ไม่มียาอื่นเทียบได้                                     

                  ตายไม่มี ปิยโสภณ*