All we see are anything but truths!!

วันนี้เป็นการเปิดศักราช holistic doctor programme round วันแรกของปีการศึกษาใหม่ (2550) นั่นแปลว่าเรากำลังเริ่มอีก cycle หนึ่งของวงจรผลิตแพทย์ที่ ม.อ.

เมื่อวานซืนวันที่ 17 เมษายน เป็นวันหยุดก็จริง แต่กิจการนักศึกษาและแพทยศาสตร์ ไม่สามารถจะจัดวันลงตัวได้ เราก็เลยต้องมาจัดสอบประเมิน basic clinical skill ของนักเรียนแพทย์ปี 3 ขึ้นปี 4 ว่าใช้ได้ระดับไหน เพราะอีกไม่ช้านาน ก็จะต้องไปสัมผัส ตรวจรับคนไข้จริงๆกันแล้ว

เมื่อต้องทำหน้าที่ประเมิน เราก็เลยจำเป็นต้องถอด non-judgemental attitude ออกชั่วคราว เพราะไม่งั้นเราจะปล่อย นศพ.ที่ยังไม่พร้อมขึ้นไปปฏิบัติงานบน ward มันจะทุกข์ไปหมดทุกคน ทั้งตัว นศพ. เอง พยาบาล หมอ แลเหนืออื่นใดอาจจะเป็นการ Do harm แก่ ผป. และญาติก็ได้ switch เอา mode surveillance มาจับผิดเด็ก ปรากฏว่าใน 9 คน ผมจำเป็นต้องให้ re-exam หนึ่งคน และกาวงไว้อีกหนึ่งหน่อ คนแรกนั้นเหมือนกับไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลยต่อการสอบ อีกคนหนึ่งมาสอบตรวจร่างกายคนไข้ ก็สวมแหวนมาครบสองมือเลย ไมได้คิดว่าแหวนจะขูดขีดหน้าท้องคนไข้ หรือถ้าเป็นหน้าหนาว ตัวแหวนก็จะเย็นกว่าปกติ 

วันนี้ extern ใหม่เอี่ยมที่พึ่งขึ้นปฏิบัติวานที่ศัลย์ ก็หา case มา present สองราย ทั้งคู่เป็น advanced stage cancer คนหนึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร (ลูกสาวไม่ให้บอก) อีกคนหนึ่งทราบว่าเป็นโรคอะไร แต่ยังทำใจไม่ได้ อยากจะสู้แต่ก็มีข้อจำกัดที่ค่าใช้จ่ายเคมีบำบัด

เราก็ใช้มุขเดิมๆ พอล้อมวงที่เตียง เราก็จะเชิญคุณหมอน้อย extern เจ้าของไข้มายืนใกล้ๆ และก็เชิญคนไข้เล่าอะไรให้ฟัง คนไข้รายนี้เป็น typical case คนไทยสูงอายุ ที่ super-conservative และขี้เกรงใจอย่างมาก คุณป้าแกอยากรู้หรอกว่าเป็นโรคอะไร แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมให้บอก แม้แต่ตอนที่เราถามคุณป้าต่อหน้าว่าอยากรู้ไหม ป้าก็บอกเพียงว่าหมอจะบอกก็บอก แต่แกจะไม่ถามเอง พอดี case ที่ไปราวน์ ไม่ใช่เราเป็นเจ้าของไข้ เราก็เลยแค่ reassure คุณป้าว่าอยากรู้อะไรก็ถามได้ทุกอย่าง ตอนท้ายเราก้เปลี่ยนเรื่องว่าจำหมอ extern ได้ไหม ป้าบอก "จำได้ น่ารักมาก" อืม.... น่ารักยังไงเหรอจ๊ะป้า?" "อ๋อ.... หมอแกน่ารัก ยิ้มทั้งวันเลย"

ถึงตอนนี้พวก poker-face เริ่มขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ เราก็ถามต่อไป "หมอยิ้มนี่แปลว่าอะไรเหรอจ๊ะป้า?" ป้าก็บอกว่า "แปลว่า หมอรักจ้ะ" อ้า ฮ่า อันนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก้เลยถามย้ำไปอักดอกนึง "แล้วถ้าหมอไม่ยิ้ม แปลว่าไรจ๊ะป้า?" ป้าก็บอกว่า "หมอกำลังทุกข์จ้ะ"

อืม... เราก็เลยได้โอกาสชี้แนะ นศพ. ไปว่า เวลาเราเครียด เราทุกข์นั้น อย่านึกว่าคนอื่นไม่รู้ อย่านึกว่าไม่มีใครรู้ จริงๆที่เร survive มาถึงขนาดนี้ อาจจะไม่ใช่ pure intelligence เท่านั้น แต่เป็น โอกาส การปรับตัว ใน terrains ต่างๆ ที่ put พวกเราให้ให้อยู่ด้วยกัน extern ที่รักของเราก้พึ่งทราบว่าคนไข้เขา appreciate เรื่องรอยยิ้มของเขานี่เอง ไม่ใช่ตอนที่เขาตอบฉาดฉานกับอาจารย์ได้ครบทุกยกทุกกระบวนความ

คนไข้จะ "เลือกเรื่องเล่า และจะเลือกเรื่องในการรับรู้ด้วย" ดังนั้น อย่าพยายามแปลอะไรบุ่มบ่าม คนอื่นอาจจะนำไป exploit ได้

ว่าแต่ว่าเราคิดว่า

  • เรามีระบบประสาทมากกว่านี้อีกไหม?
  • มีแล้วจะเป็นอย่างไร?
  • What will happen and we will have prepared for it (in a republican conference)
  • หรือไม่ role model อาจจะไม่มี เพราะทะเลก็จะดี ราบเรียบ และมีฝูงปลาไว้ไปมาเยอะ

แล้วคนที่ถูกจ้าง ก็เริ่มทำงานอยู่ ค่อยๆเป็นค่อยไป