ช่วงหลัง เราใช้เวลาพักผ่อนซึ่งมีอยู่น้อยนิด ทำสองสิ่ง คือ ถ้าไม่นอนหลับ ก็อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส
นอกจากความสงบทางใจแล้ว เราก็เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้ว โครงสร้างการออกเสียงของคำบาลีกับคำญี่ปุ่นนั้น คล้ายกันมาก คือ ออกเสียงสั้น สระมีเพียงเสียง อะ (อา) อิ (อี) อุ (อู) เอะ (เอ) โอะ (โอ) และตัวสะกดมีเพียงเสียง –ง หรือ –น หรือตัวสะกดที่ออกเสียงซ้ำกับตัวหลัง เช่น (สั)จจะ (ทุ)กขัง ซึ่งทำให้เขียนภาษาบาลีเป็นคำอ่านญี่ปุ่นได้ง่ายมาก
ที่ยังไม่รู้ ยังไม่ได้สังเกตจริงจัง คือ ไวยกรณ์ของภาษาบาลีเป็นอย่างไร
วันหนึ่ง เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
“อ.พุทธทาสบอกว่า สมัยก่อนเขาฮัมเเพลงด้วยคำสวดมนต์….
อะยังกาโย ร่างกายนี้
อะจิรัง มิได้ตั้งอยู่นาน
อะเปตะวิญญาโน ครั้งปราศจากวิญญาณ
ฉุทโท อันเขาทิ้งเสียแล้ว
อะธิเสตสะติ จักนอนทับ
ปะฐะวิง ซึ่งแผ่นดิน
กะลิงคะรังอิวะ ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน
นิรัตถัง หาประโยชน์มิได้”
เป็นบทสวดที่กินใจ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ส่วนของภาษาไทย คือ ส่วนที่เพื่อนบอกว่า “แปลจากความทรงจำ” นอกจากความหมายที่ลึกซึ้งแล้ว อาจผสมความสามารถของผู้แปลที่ทำให้เรารู้สึกว่า นี่คือภาษากวี </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วันนี้ เมื่อทบทวนบทสวดนั้นอีกครั้ง เราเพิ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างบทสวดภาษาบาลี อาจไม่เหมือนโครงสร้างบทกวีไฮกุของญี่ปุ่น แต่ท่วงทำนองของการใช้ภาษาสั้นๆ ไม่ประดิษฐ์ยืดเยื้อ แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งนั้น ไม่ต่างจากท่วงทำนองของไฮกุ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ทำให้นึกอยากอ่าน “ประวัติศาสตร์” การถ่ายทอดวัฒนธรรมภาษา และนึกอยากเรียนภาษาบาลีขึ้นมาอย่างจริงๆจังๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>
เห็นด้วยทุกประการค่ะ
อยากเรียนภาษาบาลีจริงๆจังเช่นกัน และ
สังเกตตามที่อ.แนะไว้เรื่องภาษาก็เห็นจะจริงค่ะ
อ.เอกครับ ผมดูรอบที่2 ลูกคนเล็กของผมอยู่ชั้นป.5 ปีนี้ขึ้นป.6ก็ชอบเรื่องนี้ แกบอกว่าตอนจบกินใจมาก บอกพี่ชายว่าเศร้ามาก
ผมเคยยกตัวอย่างว่าการเตรียมตัวของทหารใหม่ก่อนเข้าสู่สงคราม ต้องมีความพร้อมทั้งจิตใจและทักษะ เช่นเดียวกับชีวิตของเราที่เดินทางเข้าสู่ความตายทุกขณะ หากไม่เตรียมตัวไว้ก่อน คือหมั่นฝึกฝนศาสตร์ว่าด้วยความตาย ก่อนที่ความตายจะมาถึง เราอาจฉงนงงงวยว่าทำไมต้องเป็นตัวเรา เรายังไม่ได้ตั้งตัวเลย
ลูกชายคนโตของผมอยู่ชั้นม.2ขึ้นม.3เห็นว่าในเมื่อเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร เราก็ต้องหาความสุขไว้ก่อน ความคิดนี้น่าสนใจ
เมื่อเดือนที่แล้วแกประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดซึ่งเจ็บมาก เมื่อพักฟื้นหายดีขึ้นแล้ว ผมก็ยกตัวอย่างว่า ความเจ็บไข้หรืออุบัติเหตุมาเตือนซึ่งเคยเตือนมาแล้วคือเคยล้มรถจนขาถลอกปอกเปิกมาก่อน ถ้าเราไม่ฝึกกายฝึกใจไว้เราจะรับไม่ไหว หากมันรุนแรงจนกระทั่งต้องนอนซมบนเตียง แม้ว่าสุดท้ายร่ายกายและจิตใจของมนุษย์จะทนทานได้ ก็ตาม การฝึกตนด้วยความไม่ประมาทก็คือทหารที่ขยันฝึกหัดก่อนเข้าสงคราม
ความเห็นหรือโลกทัศน์ที่ค่อนไปทางสุขนิยมของลูกชายคนโตย่อมเป็นความห่วงใยของพ่อแม่
จิตวิญญาณแบบซามูไรน่าชื่นชม
แต่ถ้าไปพ้นจากความไม่กลัวความตายซึ่งมาจากศักดิ์ศรีก็น่าจะดียิ่งกว่า
การเผชิญความตายอย่างสงบและปล่อยวางตามธรรมชาติเป็นโลกทัศน์หรือจิตวิญาณชาวพุทธที่น่าสนใจมาก
อ้าว... บล็อคของเรากลายเป็น "ทางผ่าน" ระหว่างทั้งสองท่านไปเสียแล้ว
ก็ถือโอกาสแจมว่า เมื่อปีทีแล้ว ดิฉันดูเรื่อง the last samurai เหมือนกัน (อุตสาห์ซื้อมาดูที่บ้านเพราะรู้ว่าเป็นภาพยนต์ที่ดี) แต่ถูกขัดจังหวะการชมด้วยเหตุจำเป็น แล้วก็มีเพื่อนญี่ปุ่นมาขอไป ...ก็เลยยกให้เขาไปเลย จนบัดนี้จึงยังดูไม่จบ ว่าจะ...ว่าจะ..เช่ามาดู แต่ก็ยังไม่มีเวลา
ที่จริงมีอีกเรื่องที่ชอบมาก คือ Shogun ชอบความลุ่มลึกในความเข้มแข็งและสงบนิ่งของตัวเอกในเรื่อง
เลือดซามูไรนั้น การตายอย่างมีศักดิ์ศรี คือความสง่างาม การอยู่อย่างผู้ผิดหรือผู้แพ้ย่อมน่าอับอาย การคว้านท้อง (ซัปปุคุ หรือ ฮาราคีรีในภาษาอังกฤษ) เป็นความกล้าหาญและมีเกียรติมากกว่า ด้วยเหตุนี้ การฆ่าตัวตายในสังคมญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
การขอโทษเป็นสิ่งที่ต้องสอนให้ทำให้เป็นตั้งแต่เด็กๆ การขอโทษเป็นความกล้าหาญที่จะสำนึกผิด นี่คือปรัชญาการเลี้ยงดูเด็กๆของญี่ปุ่น (คนไทยไม่เคยขอโทษ ไม่เคยลาออก จนกว่าจะจำนนด้วยกฎหมายหรือกฎหมู่)
ลูกชายอาจารย์ภีม 2 คน ช่างคิดกันคนละแบบนะคะ ความห่วงใยที่ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป ย่อมทำให้เด็กๆ มีกรอบที่ไม่กว้างไม่แคบเกินไป เพื่อเขาจะได้ก้าวเดินไปได้บนทางของตัวเองอย่างมั่นใจ และยังเป็นคนดีของสังคมค่ะ
คุณหมอมัทนา
เราใจตรงกันนะคะ
คุณหมอมาไกลจากแคนาดา ยินดีที่ได้รู้จัก และขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ