แม่ครับ....ผมขออนุญาตอ่อนแอและไม่เขินอายที่จะแสดงความเปราะบางให้ใครต่อใครได้รับรู้ผ่านเวทีแห่งมิตรภาพนี้

แม่ครับ...ผมเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากเสียงร้องคำรามของฟ้าและความแรงของห่าฝนที่กระหน่ำลงมาราวกับเป็นฝนแรกของวสันตฤดู

เสียงลมฝนพัดผ่านสุมพุมต้นไม้ด้านหลังของอาคารที่พักดังคำรามราวกับสัตว์ป่า  ขณะที่ผ้าม่านหน้าต่างด้านหน้าของห้องก็กระพืดพัดตามแรงลมไปอย่างถี่ครั้งและชวนหวาดหวั่นใจ

ผมไม่เคยรู้สึกหวาดไหวกับภาวะเช่นนี้...หรืออาจเป็นเพราะช่วงนี้  ภาวะนี้, นาทีนี้,  หรือแม้แต่วินาทีนี้ร่างกายและจิตวิญญาณของผมกำลังอ่อนล้าและซุกนอนอย่างหมดสภาพกับการพักฟื้นกระมัง   จึงรู้สึกราวกับว่าไม่คุ้นชินต่อสภาพการณ์ของลมฝนและแรงลมเช่นนี้

ฟังสิ..เสียงลมฝนยังหวีดหวิว... ฟ้ายังสนุกกับการคำรามโดยไม่แยแสต่อภาวะอารมณ์ของผม 

แม่ครับ...."บ้านเรา"  ตอนนี้ฝนตกบ้างหรือเปล่า  ..?  พ่อกินข้าวบ้างหรือยัง  ลูกชายแสนซนทั้งสองของผมเป็นยังไงบ้าง  "ว่านอนสอนง่ายเหมือนผมตอนเด็ก ๆ หรือเปล่า... พวกเขาบ่นคิดถึงผมบ้างหรือไม่..?"

แม่ครับ...ที่นี่และตอนนี้ฝนยังตกกระหน่ำต่อเนื่องและดูจะยังไม่มีวี่แววของการจากหาย   แม่รู้ดีใช่ไหมว่าทุกครั้งที่ฝนตกผมก็มักจะรำพึงเสมอว่า  "คงดีไม่น้อยถ้าฝนที่ตกอยู่ในตัวเมืองตอนนี้ เปลี่ยนไปตกที่ทุ่งนาหมู่บ้านของเรา"

แม่ครับ... ลูกผู้ชายไม่ได้เข้มแข็งเสมอไปหรอก  และยังต้องการคำปลอบโยนอยู่เสมอเช่นกัน !  โดยเฉพาะลูกของแม่คนนี้ที่แม่รู้ดีว่าเปราะบางต่อความเปลี่ยวเศร้าเป็นยิ่งนัก...

นานมาแล้วนะครับ...นานมาแล้ว  แม่จำได้หรือเปล่า ....ตอนนั้นผมเรียนมหาวิทยาลัยตอนปี 2  ผมกลับไปถึงบ้านย่ำค่ำ  ร่างกายอิดโรย  ซูบตอบ  หมองเศร้า  ราวกับถูกโลกอันกร้านหยาบโบยตีมาอย่างบอบช้ำ

วันนั้น...ผมเห็นแม่มีอาการทุกข์ท้อและหม่นเศร้ายิ่งกว่าผม  แม่พร่ำถามว่า "กินข้าวหรือยัง ? ทำไมซูบตอบเช่นนี้  ? ....  แม่ไม่อยากให้ลูกผอม  ... แม่อยากให้ผมอ้วน ๆ ขาว ๆ  เหมือนเดิม !"

....

แม่ครับ..ผมเหมือนพ่อมากเกินไปใช่หรือไม่   .."งานและงานคือลมหายใจเข้าออกของชีวิต"    แต่นั่นแม่ก็เคยบอกใช่หรือไม่ว่า  "แม่ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา  เพราะสามีของแม่เป็นชาวนาที่ทำงานเพื่อสังคม" 

......

แม่ครับ  ...ทุกหยาดเม็ดของสายฝนที่กำลังโปรยสายอยู่นี้อาจจะรู้ดีว่าชีวิตในห้วงนี้ของผมกำลังต้องการความชุ่มฉ่ำเป็นที่สุด  ....  เสียงคำรามของฟ้าอาจจะกำลังทำหน้าที่ปลุกผมให้หวนคิดคำนึงถึงบ้านเกิดและทุ่งนาของเราก็เป็นได้  เพราะทั้งฟ้าและฝนต่างก็รู้ดีว่า "ที่ตรงนั้น  คือ  ที่แห่งการบ่มเพาะกำลังใจของผม"

แม่ครับ....นี่ไม่ใช่ฝนแรกของฤดูฝนเป็นแน่  หากแต่อาจจะเป็นคำบอกเตือนของธรรมชาติว่าอีกไม่นานบ้านเกิดของเราก็ต้องต้อนรับการมาเยือนของลมแล้งกันอีกแล้ว 

เช้าและเย็นของทุกวัน...ผมขับรถผ่านเส้นทางที่ทอดตัวจากที่พักไปสู่ที่ทำงานอย่างเนิบช้า  เพียงเพราะต้องการเพ่งมองช่อดอกคูนที่เหลืองอร่ามเป็นทิวแถวยาวเหยียดอย่างมีชีวิต 

การมาเยือนของดอกคูนปีนี้ดูจะเต็มต้นและสมบูรณ์กว่าทุกปี  และทุกครั้งที่ดอกคูนบานผมก็จะคิดถึงบ้านของเราเสมอ... แต่เหตุแห่งลมฝนที่กระหน่ำซัดอย่างหนักหน่วงของคืนนี้ -   ผมเชื่อเหลือเกินว่าพรุ่งนี้เช้าเส้นทางการสัญจรจะพบดอกคูนเกลื่อนถนนอย่างน่าใจหาย....

แม่ครับ...รอยยิ้มที่มีอย่างน้อยนิดบนใบหน้าของผมกำลังถูกการงานในตำแหน่งใหม่พรากออกไปจากตัวผมทีละน้อย ..ทีละน้อย   ซึ่งแม่ก็รู้ดีว่าผมไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน  แต่การได้ทำงานให้คนอื่น  คือ ชีวิตของผม  ...มันคือความเป็น "พ่อ"  ที่มีอยู่ในตัวผม  และความอ่อนไหวก็คือความเป็นแม่ที่อยู่ในตัวผมเช่นกัน

.....

แม่ครับ...ที่บ้านนอกของเราตอนนี้ฝนตกหรือเปล่า ?  แต่ที่นี่ฝนกำลังซาเม็ดบ้างแล้ว  ...  ผมดูสดชื่นขึ้นมาบ้าง  และดูเหมือนจะไม่หลับไปอีกนานเหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

ผมควรต้องกล่าวขอบคุณการมาเยือนของสายฝนในคืนมืดคืนนี้  รวมถึงการขอบคุณเสียงก้องคำรามของฟ้าที่บอกเตือนให้ผม "คิดถึงบ้าน"  อีกครั้ง  ...มันเป็นการหวนคิดถึงที่ไม่เจ็บปวด  หากแต่เพียงเสี้ยวของการคิดถึงนั้น  ผมจะได้รับความอบอุ่นกำนัลเป็นของขวัญคืนกลับสู่ชีวิตเสมอ....

.......

แม่ครับ....ผมขออนุญาตอ่อนแอและไม่เขินอายที่จะแสดงความเปราะบางให้ใครต่อใครได้รับรู้ผ่านเวทีแห่งมิตรภาพนี้นะครับ... เพราะพวกเขาทั้งหลายเป็นประหนึ่งญาติคนหนึ่งของผม  ซึ่งรักและอาทรกันและกันเสมอมา

 

และวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้   ผมจะหอบหัวใจกลับไปบ้านอีกครั้ง  แต่จะไม่ยอมหอบเอางานกลับไปด้วยอย่างแน่นอน....

 

ผมให้สัญญา....

 

 

...

 

บันทึกหลังการถูกปลุกโดยพายุฝน

และเสียงคำรามของฟ้าในคืนมืด