(๑)
“คุณช้าง คุณช้าง พี่ขอคุยอะไรด้วยหน่อย”
ผศ. สุจิตต์ ศรีชัย คุณครูสอนฟิสิก ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ เรียกผมหลังจากจอดรถเก๋งโก้หรูคันงามเทียบข้างรถกระบะดีและถูกของผม…..
เหมือนกับทุกๆเช้าที่ผมจะต้องไปส่งศรีภรรยาที่นี่ แล้วจะขับรถกลับไปนั่งทำงานกระจุ๊กกระจิ๊กอยู่ที่บ้านบางบัวทองมหานคร…แต่หากวันใดมีธุระปะปังในเขตกรุงเทพฯมหานครเมืองใหญ่ที่ยุ่งเหยิงก็จะอาศัยจอดรถอยู่ที่นี่ จอดตรงนี้แหละ แล้วใช้บริการขนส่งมวลชนตามแต่ที่จะไป ไม่ต้องวุ่นวายกับการจราจร…มีคนขับรถให้…ไม่ต้องยุ่งยากหาที่จอดรถ
วันนี้ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๙… เพราะความเป็นคนดีที่มี “จิตใหญ่ ใจกว้าง” ของอาจารย์ท่านนี้แท้ๆ ที่ส่งผมไปที่สำนักงานมูลนิธิกระจกเงา…ซอยรางน้ำ

(๒)
“พักนี้คุณช้างออกต่างจังหวัดบ้างหรือเปล่า”… เอ…อาจารย์ใจดีท่านนี้มีเรื่องจะคุยอะไรน๊อ…คำถามแว๊บๆขึ้นในใจ เพราะอาจารย์ที่นี่หลายท่านที่รู้จักมักคุ้น ล้วนคุ้นเคยกับการที่ผมมักหนีเมียไปต่างจังหวัด ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทำงานเป็นเลขาธิการมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท จนกระทั่งปัจจุบันที่ยังวนเวียนอยู่กับงาน NGO ในฐานะที่ปรึกษาของมูลนิธิกระจกเงา
กระจกเงา เริ่มต้นจากการรวมตัวของคนหนุ่มสาวมามากกว่าสิบปี แม้จะเพิ่งจดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อเกือบสองปีมานี่เอง…เรียกว่าจดทะเบียนตอนที่หนุ่นสาวเหล่านั้นกำลังจะก้าวสู่วัยกลางคน…พุงของหลายคนที่นี่เป็นตัวบ่งชี้วัยได้นะ จะบอกให้
พักเรื่องกระจกเงาไว้ก่อน หากท่านผู้อ่านต้องการรู้เรื่องราว เข้าไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.bannok.com หรือ www.siamvolunteer.com หรืออีกหลายเว็บ…ตามภารกิจที่หลากหลาย

(๓)
“พักนี้ไม่ค่อยได้เดินทางบ่อยครับพี่…แต่ว่าศุกร์หน้าตั้งใจจะไปอุตรติตถ์…” …ผมตอบ
…“ตอนนี้น้องๆที่กระจกเงาเขาไปตั้งศูนย์อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม”…. ชื่อย๊าวยาว จนพวกเราหลายคนอยากจะเรียกสั้นๆว่า “ศูนย์ลับแล”… แหม หยั่งกับ “เมืองแม่ม่าย” แหนะ…
ไม่ขำไช่ม๊ะ… นิทานพื้นบ้านบุร่ำบุราณ เขาว่าอย่างนี้… “ผมจะบรรยายเรื่องเมืองแม่ม่ายขนานแท้ เขาเรียกว่าเมืองลับแล เลลับไม่กลับคืนหลัง…….
“มูลนิธิที่ไปทำเรื่อง ศูนย์อาสาสมัครสึนามิ ที่เขาหลักไช่มั๊ย เห็นว่ายังทำงานฟื้นฟูต่อเนื่องอยู่ถึงทุกวัน…”
“ครับพี่…ยังทำเรื่องฟื้นฟู สร้างบ้าน งานสิ่งแวดล้อม งานพัฒนาเด็ก ครอบครัว ชุมชน”….ผมก็ตอบไปยืดยาว ตามประสาคนช่างพูด

(๔)
“ไปทำอะไรกันบ้างคะ”… อาจารย์สุจิตต์ถาม
“ตอนนี้จัดระดมอาสาสมัครไปช่วยขนโคลนออกจากบ้านชาวบ้าน…เข้าไปกันตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนที่แล้ว ส่งทีมสำรวจจากเชียงราย พังงา และ กรุงเทพฯ เข้าไป…เบื้องต้นเลยก็เพื่อจะได้รู้ว่าเราต้องทำอะไร พื้นที่ไหนบ้าง แล้วก็จัดตั้งศูนย์ประสานงาน วางแผน ออกแบบกิจกรรมช่วยเหลือ และระดมอาสาสมัครเข้าไปทำงาน วันละประมาณ ๑๐-๒๐ คนต่อวัน แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็จะมีอาสาสมัครไปทำงานเป็นรุ่น รุ่นละประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ คน แต่ความจริงในพื้นที่การทำงานเริ่มต้นเฉพาะตำบลแม่พูน อำเภอลับแล เราต้องการและรองรับอาสาสมัครได้ถึงสัก ๕๐๐ คน น่าจะเป็นปริมาณที่พอดี…ศุกร์ที่จะถึงนี่เป็นรุ่นที่ ๓ แล้วครับ…” ผมตอบยาวหน่อย…ม่ายรู้แหละ อยากให้คนรู้เรื่องที่รู้มาตามประสาพู่กันยุทธจักร…..
“น่าสนใจนะคะ….” อาจารย์กล่าวขึ้นมา พอให้ผมได้หยุดพัก… “พี่อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ…น้ำท่วมเหนือคราวนี้ น่าเห็นใจพี่น้องชาวบ้านที่นั่นนะ…ภัยธรรมชาติ มีมากขึ้นเรื่อยๆ”
“น่าเห็นใจพี่น้องชาวบ้านที่นั่นนะ”… วลีนี้งดงามมากเลย ผมคิดในใจ นี่ไง หนึ่งในจิตใจที่ดีงาม “จิตใหญ่ ใจกว้าง” ของคนในสังคม เป็นวลีที่แสดงให้เห็นถึง “ความเสมอกันที่มีใจให้กัน”…..

๕)
“การจัดการอาสาสมัครคงยากน่าดูนะ…” อาจารย์เปรยขึ้น
แน่นอนครับ ผมคิดอยู่ในใจว่าการจัดการงานอาสาสมัคร โดยเฉพาะอาสาสมัครในภาวะวิกฤติอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ แม้ว่ามูลนิธิกระจกเงาเองจะมีประสบการณ์ในงานอาสาสมัคร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการงานอาสาสมัครในรูปแบบครูบ้านนอก การจัดการงานอาสาสมัครในรูปของนักศึกษาฝึกงาน หรือการจัดการงานอาสาสมัครไปดำเนินการฟื้นฟูในพื้นที่สึนามิ ก็ตาม
“ครับ ดูน้องๆเขาทำงานกันหนักมาก ทั้งงานกองหนุนที่สำนักงานกรุงเทพฯ เห็นรับโทรศัพท์กันวุ่นทั้งวัน จัดสรรรับสมัคร ทำระบบลงทะเบียน การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง การจองตั๋ว การประสานงานกับบุคคลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง…ที่หน้างานในพื้นที่ ก็มีทั้งการสำรวจชุมชน การวางแผนปฏิบัติการรายวัน การจัดการเรื่องที่กินที่อยู่ของอาสาสมัคร การพาอาสาสมัครสรุปบทเรียนรายวัน การวางแผนระยะยาวในงานฟื้นฟู…แต่ตอนนี้ที่หนักๆก็…ขนโคลนออกจากบ้านชาวบ้าน…สิบคน หนึ่งวัน ทำได้แค่บ้านเดียวนะครับ…”
“นั่นหนะสิ พี่ก็เข้าใจนะ ว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนการช่วยเหลือกันเองระหว่างคนต่อคน…”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาจารย์เป็นอาจารย์หรือเปล่าที่ทำให้อาจารย์ท่านนี้เข้าใจกระบวนการทำงาน แต่ก็ดีเหมือนกัน หากสังคมให้ความสนใจในกระบวนการ ก็จะทำให้สังคมสนใจในการสนับสนุนได้กว้างและลึกขึ้น จัดสรรทรัพยากร และแรงกายแรงงานแรงใจได้ตรงความต้องการได้มีประสิทธิภาพขึ้น…..

(๖)
“พี่อยากมีส่วนร่วม นะ…แต่พี่คงไปไม่ได้”….
แป่ว…ที่คุยๆมานี่ ก็อยากชวนอาจารย์ไปเป็นอาสาสมัครด้วยกัน แบบที่ชาวกระจกเงาเขาเชิญชวนว่า… “ขอเชิญมาบริจาคแรงงานด้วยกัน”…
“แต่รอเดี๋ยวนะ”…อาจารย์สุดจิตต์ กล่าวขึ้นพร้อมกับการหันเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าในรถ… “ตอนนี้พี่งานแยอะมาก สอนสัปดาห์ละสามสิบชั่วโมง…พี่ขอฝากเงินไปได้มั๊ย”…
ผมตอบอาจารย์ไปว่าได้ครับ ในขณะที่คิดว่าก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะร่วมมือกันได้
“พี่คิดอยากจะสนับสนุนเงินอยู่แล้ว อยากให้เป็นประโยชน์ ไม่เกี่ยงนะ ถ้าจะนำไปใช้ในการจัดการ โชคดีที่รู้จักคุณช้าง…”
ผมพอเข้าใจ ว่าการให้เงินการฝากเงินไปทำกิจกรรมกุศลหรือสาธารณประโยชน์ ผู้ให้อยากจะให้เกิดประโยชน์จริงๆสำหรับกิจกรรมหรือภารกิจ จึงเลือกที่จะหยิบยื่นให้กับคนที่รู้จักกัน พอประกันความไว้ใจกันได้

(๗)
ความจริง หากต้องการหลักประกันความไว้ใจ สำหรับคนที่ไม่รู้จักใครเป็นพิเศษ อาจจะสนับสนุนให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เราเข้าถึงข้อมูลได้ มีใบเสร็จ มีรายงานการดำเนินการ ก็จะง่ายเข้า…มีองค์กรหลายหน่วยงานทีเดียวที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ (Govermental Organizations – Gos) หรือหน่วยงานภาคเอกชน (NGOs) มากมายทีเดียวในสังคมไทยนี้ ที่จะช่วยสนับสนุนให้สำนึกทางสังคม (Social Awareness) ของเรามุ่งตรงเข้าสู่เป้าหมายที่เราต้องการ
อย่างในกรณีอุทกภัยภาคเหนือครั้งนี้ อาจจะสืบหาข้อมูลองค์กรได้จากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ www.thaingo.org หรือที่เว็บไซต์อื่นๆ
แต่หากให้ผมแนะนำและนึกออกในเวลานี้ สำหรับท่านที่ต้องการ “บริจาคแรงกาย” หรือ “สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ข้าวสาร อาหารสดแห้ง” ก็ลองเข้าไปสืบค้นที่ www.siamvolunteer.com ที่นี่เขาต้องการแรงงานอาสาสมัครมาก เหมาะสมแก่การเวลาและสถานการณ์
แต่หากต้องการสนับสนุนในรูปของเงินแบบที่อาจารย์สุจิตต์ทำอย่างตั้งใจ ก็อาจบริจาคตรงไปที่มูลนิธิกระจกเงา…
ประเภทบัญชี : ออมทรัพย์
ธนาคาร : กรุงไทย สาขานานาเหนือ
ชื่อบัญชี : มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่บัญชี : 000-00-13692
เชิญนะครับ…ท่าน

(๘)
อาจารย์สุจิตต์ ยื่นเงินให้ผมเป็นแบ็งค์สีเทาๆสิบใบ…หมื่นบาทถ้วน…งง เลย คิดว่านิดๆหน่อยๆ…นี่ที่เธอเรียกผมคุยตั้งแต่ต้นเธอตั้งใจจริงมาแล้วนี่นา
“จิตใหญ่ ใจกว้าง” กลายเป็นเรื่องที่ผมนำมาครุ่นคิด จากประสบการณ์สั้นๆเช้าวันนี้ คงจะเริ่มมาจากคิดดี อยากทำดี สำหรับตนเองและเพื่อนมนุษย์ ตั้งใจจะให้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยสำนึกและความรู้ทางสังคม หาข้อมูล แล้วตัดสินใจเลือกวิธีทำให้สอดคล้องต้องตามเงื่อนไขที่แต่ละคนมี
“จิตใหญ่ ใจกว้าง” ของ ผศ.สุจิตต์ ศรีชัย คุณครูสอนฟิสิก ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ สร้างโอกาสให้ผมได้เข้าไปที่สำนักงานมูลนิธิกระจกเงา…
เย็นนี้ ผมจะนำใบเสร็จรับเงินกลับไปมอบให้เธอ…..และในฐานะมนุษย์คนหนึ่งขออนุโมทนาสำหรับความ “จิตใหญ่ ใจกว้าง”ทุกดวงที่ส่องสว่างในสังคมโดยไม่เคยมอดหมดเสมอมา…..
………………………………………………………………………………….

โดย : วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข   Mail to วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข [email protected]
IP : (58.8.88.82)
เมื่อ : 7/06/2006 01:59 PM


ที่มา : http://www.thaingo.org/webboard/view.php?id=15
<hr width="100%" size="2" />