จิตใหญ่ ใจกว้าง (ตอน ๒)

(๑)
มันเป็นธรรมเนียมของบ้านเราเมื่อมีวันหยุดต่อเนื่อง เราสองสามีภรรยามักจะใช้เวลาเดินทางไปที่ไหนด้วยกันอยู่ด้วยกันตลอดเวลาตามประสาคนที่ต้องฝากผีฝากไข้ในยามบั้นปลายชีวิต...ซึ่งคงจะอีกนานหลายสิบปีทีเดียว
วันที่ ๑๑-๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๙ ผมไปนอนเล่นอยู่ที่โรงแรมเมาเทนบีช พัทยา...เขาพระที่เคยเต็มไปด้วยต้นไม้ แต่ทว่าปัจจุบันเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างตอบสนองอารมณ์บริโภค ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม ตึกราม ราวกับเมืองเล็กๆ ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และ ลูกครึ่งวัยเบบี้...ก็อย่างว่าแหละ นักธุรกิจการเมืองเขาเรียกว่าการพัฒนา
เย็นวันที่ ๑๒ ทางทีวีนะ...ได้ดูพระราชพิธีเห่เรือ อันเอาฬารตระการตา ในฐานะพิธีกรรมหนึ่งของส่วนเสี้ยวศักดิ์สิทธิ์แห่งกระบวนการเฉลิมฉลองครบรอบ ๖๐ ปีครองราชย์ของในหลวงผู้เป็นที่รักของมหาชนจำนวนมากภายใต้กระแสเวลาดีที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า Royalism ...บอกตรงๆ ดูแล้วเกิดปิติดีมาก
ขณะที่ผมเสริงรมย์อยู่กับการพักผ่อน น้องๆที่กระจกเงาเขาไปตั้งศูนย์อาสาสมัครเพื่อผู้ประสบภัยเนื่องจากน้ำท่วมดินถล่มอยู่ที่อำเภอลับแล วันหยุดยาวนี้เขาระดมหมู่อาสาสมัครจากกรุงเทพฯไปขนดินออกจากบ้านชาวบ้าน เป็นรุ่นที่สาม สุดสัปดาห์ที่จะถึงในวันที่ ๑๖-๑๘ ก็จะเป็นรุ่นที่ ๔ ... หากท่านใดสนใจ กรุณาคลิ๊กไปดูที่ www.siamvolunteer.com ...เขาคงต้องการอาสาสมัครไปอีกระยะยาวๆ ระยะหนึ่งแหละ

(๒)
เชื่อว่าคนลุ่มริมเจ้าพระยาตั้งแต่บ้านผม ณ บางบัวทองไล่เรื่อยไปถึงกรุงเทพฯ ธนบุรี สมุทรปราการ... คงไม่แปลกใจแลพอรู้เหตุที่น้ำเจ้าพระยาล่วงลุฤดูพิธีเห่เรือนี้มีสีแดงขุ่น หาใช่ใสเฉกเช่นที่ผ่านมา...เพราะว่าดินถล่มน้ำทะลักจากทางเหนือเสกผสมสีน้ำให้เป็นเช่นนั้นเอง...ดูคล้ายสีเลีอดระทมก็มิปาน
นับเวลาต่อแต่นี้ อุบัติภัยธรรมชาติใหญ่ จะเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้งหนอ...เป็นคำถามที่คาใจ
“ผมกลัวจริงๆพี่ กลัวแผ่นดินไหว กลัวเขื่อนถล่ม”... หนูหริ่ง ผู้นำมูลนิธิกระจกเงา (www.bannok.com) เคยคุยกับผม...เขาว่า “จากประสบการณ์ศูนย์อาสาสมัครสึนามิ ผมอยากทำเรื่องอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ”...
เราคุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้งนับจากอุบัติภัยสึนามิ จนกระทั่งวิบัติภัยน้ำทะลักดินถล่มครั้งนี้ ทีมกระจกเงานี่ก็เป็นคณะหนึ่งที่บุกเข้าพื้นที่ทันทีในวันต้นๆ บุกเข้าไปด้วยต้นทุนประสบการณ์การจัดการอาสาสมัครจากพังงา บุกเข้าไปด้วยต้นทุนการบริหารงานอาสาสมัคร...มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า มีการสร้างระบบระดมอาสาสมัคร มีการออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องระยะต้นเพื่อดำเนินการสานเนื่องทั้งในระยะต้น หรืออาจต่อเนื่องในระยะยาว...ตามแต่เหตุและปัจจัย
“อาสาสมัครในภาวะวิกฤติ”... ภาพฝันที่ท้าทาย คมชัด และควรเป็นจริง

(๓)
จากผนังกระจกใสของห้องพักหมายเลข ๗๑๗ ผมทอดสายตาไปยังเกาะแก่งทางทิศสัตหีบกวาดตามาทางซ้ายช้าๆ ชื่นชมหมู่ตึกต่ำสูงที่ยืนตระหง่านทิวบนพื้นที่เขาพระ แล้วหยุดมองไปที่หอคอยสูงด้านหาดจอมเทียน ดูสายสลิงขนรอกคนชื่นชมทัศนียภาพจากมุมสูง ด้านขวาที่ค้ำโยงไปทางทะเล น่าจะเป็นกระเช้านั่งหลายคน ส่วนด้านทิศตรงข้ามมีลักษณะเป็นม้านั่งคนเดียว วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่นั่น...เออเนาะ สุนทรีย์ของคนนี่ช่างคิดช่างมีราคาจริง
“วันศุกร์นี้พี่จะไปอุตรดิตถ์”... ผมเปรยบอกภรรยา ทั้งที่ความจริงผมคิดมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว... ภรรยาแสนดี พยักหน้ารับ รอผมพูดต่อ ตามประสาผู้รู้ใจกัน... “พี่จะไปขนดิน ให้เหงื่อมันล้างสันดาน...” ผมพูดพลางยิ้มพลาง...แม้นคำจะก้าวร้าวแต่เรารู้ว่านี่เป็นลูกเล่นทางภาษาที่น่าจะพอดีกับกาลเทศะ
“พี่จะไปกี่วัน”... เธอผู้งามใจถามขึ้นมา
“ว่าจะไปวันศุกร์ กลับอาทิตย์เย็นจ้ะ...”
ในห้วงคำนึงตรึกตรองเฉพาะตน...เหมือนกลับทุกครั้งที่อาสาสมัครทำกิจกรรม ดูเหมือนเรานี่เป็นคนดีซะเหลือเกิน เป็นเทพเทวาซะเหลือเกิน ช่างเมตตากรุณาซะเหลือเกิน... แท้จริง เราเพียงแต่อยากเสนอหน้าเข้าไปอาศัยภารกิจทั้งหลายเพื่อเป็นเตาเผาใจเผาความเห็นแก่ตัว เราอยากไปในที่แปลกๆ อยากเห็นและพบพานประสบการณ์ที่ชีวิตปกติไม่มีโอกาสได้พบเจอ... ที่แท้...สำหรับเรา...งานอาสาสมัคร มันก็มีค่าฐานะกิจกรรมต่างตอบแทนธรรมดาๆ...ระหว่างมนุษย์ตาดำๆ นี่เอง

(๔)
“หนูหริ่งนี่เขาเอาจริงเอาจังกับงานอาสาสมัครจริงๆ นะ” แม่งามเอ่ยขึ้นมาระหว่างการสนทนา... “น้องว่าน่าจะดีนะที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านท้องถิ่นรวมตัวกันเป็นอาสาสมัคร...แบบว่าชาวบ้านมีน้ำใจอาสาสมัคร แล้วจัดตั้งกันแบบ อสม ที่ทางการจัดตั้ง หรือ รูปแบบเครือข่ายชาวบ้าน ตามแนวทางของ NGOs ทั้งหลาย เวลาเกิดเหตุวิกฤติการณ์ ชาวบ้านจะได้รวมกลุ่มช่วยกันเอง”...
“ตามตำราแปะเลยนะน้อง”... ผมแซวแม่งามนักพัฒนาเก่า เมื่อครั้งปี ๒๕๒๘-๒๕๓๑ ก่อนจะมาเป็นอาจารย์ด้านสังคมวิทยาทุกวันนี้... “งานพัฒนา ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน นำไปสู่การรวมกลุ่ม...”... หยั่งว่า ได้ยินเรื่องนี้ทีไร อดแซวไม่ได้ซักที
เธอเคยบอกผมเมื่อครั้งคุยกันเรื่อง “อาสาสมัครในภาวะวิกฤติ” เธอว่างานอาสาสมัครเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้น “สำนึกการให้ในสังคม” หากเราจะทำเรื่องอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ เธอว่าในที่สุดเราก็จะจรดจ่ออยู่กับ “ภาวะวิกฤติ” มากกว่าเรื่อง “การให้” และมากกว่าเรื่อง “งานพัฒนาคน” อันจะนำไปสู่การบริหารและจัดสรรทรัพยากรที่ให้ความสำคัญเฉพาะ “ภาวะวิกฤติ”...
ม่ายรุ เป็นงาย ได้ยินนักพัฒนาพูดเรื่องนี้ทีไร อดแซวไม่ได้ซักกะที.....

(๕)
“เวลาเกิดเหตุหนะพี่...ระบบมันล่มหมดแหละ...อาสาสมัครท้องถิ่น อบต กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เครือข่ายชุมชนทั้งหลาย...เป็นคนประสบภัยทั้งหมดแหละพี่...ชีวิตทุกชีวิต ครอบครัวทุกครอบครัว ย่ำแย่อยู่ในสภาพติดลบทั้งหมดแหละพี่...ก็มีอาสาสมัครจากภายนอกนี่แหละ ชาร์จเข้าไป เข้าไปด้วยใจ เข้าไปด้วยสัญชาตญานการช่วยเหลือเกื้อกูล”....
เนื้อหานี้แหละ ที่ผมใช้คุยกับภรรยา เวลาที่เราสนทนากันเรื่อง “อาสาสมัครในภาวะวิกฤติ”... เป็นเนื้อหาที่ผมชอบและจำมาจาก “หนูหริ่ง กระจกเงา” ตอนที่เขาอธิบายให้ฟังเมื่อตอนงานหลังเหตุการณ์สึนามิหมาดๆ
ใช่...อาสาสมัคร เป็นถือเป็นคนที่มี “จิตใหญ่ ใจกว้าง” หากในภาวะปกติ “สำนึกการให้” หรือ “สำนึกอาสาสมัคร” น่าจะเป็นเรื่องปกติของคนในชุมชนทุกชุมชน และเป็นสำนึกที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนพัฒนาเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองและชุมชน
แต่ “อาสาสมัครในภาวะวิกฤติ” เป็นความจำเป็นอย่างมาก ที่จะต้องระดมพลฅนอาสาสมัครจากภายนอกเข้าไป...และนี่คือความเป็นจริงของสังคม...ความเป็นจริงที่แตกต่างจาก “อาสาสมัครในภาวะปกติ”

(๖)
“ทันทีที่กิดเรื่องราววิกฤติขึ้น ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ น้องว่า ใครมักจะเข้าถึงพื้นที่ก่อนเพื่อน”... ผมหยอดถามลองภูมิสุดที่รัก
“อาสาสมัครกู้ภัยไงพี่...ปอเต็กตึ๊ง ร่วมกตัญญู”... แม่งามตอบทันทีเลย
“เก่ง...เก่ง...” ผมหยอดคำหวานนิดหน่อยตามประสาผัวเคยหนุ่มแต่เมียสาวมาตลอด...เป็นคำตอบที่ผมเดาอยู่แล้ว ใครๆก็ต้องนึกถึง “วีรชนกู้ภัย” เหล่านี้.....
แต่การจัดการ “งานอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ” จากประสบการณ์ของ “ศูนย์อาสาสมัครสึนามิ” ที่ทำต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ มี “ความจริงของปัญหา” มากกว่าเรื่องของการเก็บศพ งานฟื้นฟู งานก่อสร้าง...มันมีงานที่ต้องทำมากจริงๆ
ในส่วนของหน้างานพื้นที่เอง ... หลังจากภารกิจของหน่วยกู้ภัยต่างๆ แล้ว ความจำเป็นของ “งานอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ” คือระหว่างปฏิบัติงานช่วงต้น จำเป็นที่ต้องสำรวจวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเบื้องต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ ออกแบบ รองรับอาสาสมัครที่มักจะทยอยเข้าไปในช่วงเวลาร้อนของข่าวสารที่ปรากฏในสังคม ออกแบบไป ดำเนินการไป เรียนรู้ความเป็นจริงไป จนกว่าปัญหาจะดำเนินผ่านสู่ภาวะปกติ...และนั่น “การทำงานพัฒนาชุมชนในภาวะปกติ” จึงจะเกิดขึ้น
นอกเหนือจากการวิเคราะห์เนื้องานหลักแล้ว กลุ่มจัดการ (ซึ่งเท่าที่ผ่านมา คือ อาสาสมัครที่ตัดสินใจอยู่ยาว) ก็จำเป็นจะต้องจัดตั้งองค์กรจัดการ จากรูปแบบหลวมๆ เป็นองค์กรที่มุ่งคุณภาพ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร ทรัพยากร ระบบ การจัดการอาสาสมัคร และอื่นๆ ควบไปกับการประชาสัมพันธ์จัดหาอาสาสมัครเข้าไปเสริมงานในระยะทาง...
การบริหารคน ที่มีจิตใจดี อยากจะร่วมกิจกรรมในพื้นที่ แต่มีระยะเวลาสั้นๆ มีความคาดหวังเป็นของตนเอง เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง คนโน้นจะเอาอย่างนู๊น คนนี้จะเอาอย่างนี๊ ตามแต่จิตใจดีจะพาไป หรือแม้กระทั่งความเป็นอยู่ ของอาสาสมัคร... เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นงานที่ใหญ่และยุ่งเหยิง หากต้องการให้กำลังอาสาสมัครตอบสนองต่อภารกิจและความเป็นจริงในพื้นที่ ที่มีกลุ่มเกาะติดอยู่...
ยังคงมีประสบการณ์อาสาสมัครในภาวะวิกฤติ ที่จะต้องเรียบเรียงจับกลุ่มความรู้...เหตุว่า “งานอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ” เป็นเหมือนกับกองทัพประชาชน ที่ต้องเตรียมพร้อม พร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์พิบัติภัยขนาดใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา...

(๗)
“วันศุกร์นี้พี่จะไปอุตรดิตถ์”... ผมเปรยบอกภรรยา ทั้งที่ความจริงผมคิดมาตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว... ภรรยาแสนดี พยักหน้ารับ รอผมพูดต่อ ตามประสาผู้รู้ใจกัน... “พี่จะไปขนดิน ให้เหงื่อมันล้างสันดาน...” ผมพูดพลางยิ้มพลาง...แม้นคำจะก้าวร้าวแต่เรารู้ว่านี่เป็นลูกเล่นทางภาษาที่น่าจะพอดีกับกาลเทศะ
นอกจากไปอุตรดิตถ์...ไปขนดินให้เหงื่อมันล้างสันดาน...แล้ว ผมเชื่อว่า จะเป็นการไปทบทวนประสบการณ์ เพื่อนำมาสรุปเป็นความรู้ แลกเปลี่ยนกันในสังคมอาสาสมัครผู้มี “จิตใหญ่ ใจกว้าง” เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้สาธารณะ
เรื่อง “การบริหารจัดการงานอาสาสมัครในภาวะวิกฤติ”... ต่อไป ในอนาคต

โดย : วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข   Mail to วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข [email protected]
IP : (58.8.84.75)
เมื่อ : 28/06/2006 09:16 AM